ปูมเดินทางนี้จะเป็นการบันทึกการเดินทางวันต่อวัน อย่างสั้นๆว่าได้เกิดอะไรขึ้นในแต่ละวันนั้นเสมือนหนึ่งได้ร่วมคณะเดินทางไปด้วย
(คำว่าวันที่ในที่นี้หมายถึงการนับวันจากวันแรกที่ปรากฏในท้องเรื่อง)

จอมพราน
เล่ม 1

จอมพราน
 วันที่ 1
หลังจากอ่านจดหมายของดารินจบแล้ว รพินทร์ก็มาพบนายอำพลที่สำนักงาน
นายอำพลแจ้งว่ารัฐบาลจะประกาศป่าที่รพินทร์หากินเป็นอุทยานแห่งชาติ และจะให้รพินทร์เป็นกำนัน แต่รพินทร์ปฏิเสธ

ดารินแอบมาพบรพินทร์ (หลังวางแผนให้นายอำพลเอาจดหมายไปให้รพินทร์ที่หนองน้ำแห้ง)
หลังพรอดรัก ระลึกความหลัง ก็แวะไปเยี่ยม"นางรำเพย" แม่ของรพินทร์ ดารินเอาผ้าพันคอขนมิ๊งค์ราคา 5,500 เหรียญสหรัฐไปฝาก
ที่หนองน้ำแห้ง อาหารเย็นเป็นเก้งย่างรอบกองไฟ (เส่ยเป็นคนยิง)
เมื่อจบอาหารเย็น ดารินเอาบัตรเชิญมาให้รพินทร์ บอกเป็นการ์ดแต่งงาน แต่รพินทร์ไม่ยอมเปิดดู นี่เป็นสาเหตุให้เกิดเพชรพระอุมาในภาคต่อมา
ตกดึก รพินทร์จับไข้สั่น นี่เป็นการจับไข้สั่นปฐมฤกษ์ของรอบนี้ (ไม่ทันข้ามวันก็สั่นซะแหล่ว...พระเอกเรา....(ฮา))

วันที่ 2

รุ่งเช้า รพินทร์สร่างไข้ มีการออดอ้อนบนเตียง แต่ก็สายซะแล้วต๋อย...นางเอกเรางอน..ไม่ยอมซะอย่างนั้นแหละ
รพินทร์ตื่นอีกครั้งตอน 11.00 น เพราะโดนยาสั่งจากหมอดาริน กินอาหารที่ดารินทำให้ แล้วมาส่งดารินที่สถานีกักสัตว์นายอำพล
ถึงสถานีกักสัตว์เวลา 13 น. เศษ
หลังดารินกลับ รพินทร์ไปเยี่ยมนายศักดา นายอำเภอที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียมัธยม
5 โมงเย็น (จอมพรานเล่ม1 หน้า129) นายประเสริฐมาตาม
เมื่อมาถึง เชิดวุธและพลโทวิชัยผู้พ่อ บอกว่า เครื่องบิน บี 52 พร้อมสากกระเบือหนึ่งดุ้นเป็นระเบิดนิวเคลียร์ 10 เมกกะตันของสหรัฐตก แล้วไม่สามารถค้นหาทางอากาศได้ จึงต้องมาว่าจ้างรพินทร์ ไพรวัลย์ค้นหาทางภาคพื้นดิน
ค่าจ้างที่ได้รับคือ รพินทร์จะได้รับ 1 ล้านเหรียญสหรัฐทันทีที่ตกลง แล้วอีก 1 ล้านเหรียญเมื่อพบและกู้ระเบิดแล้วเสร็จ
ส่วนค่าจ้างคนอื่นๆ พรานลูกมือ 4 คน คนละ 5หมื่นเหรียญ ลูกหาบ10คน คนละ 2หมื่นเหรียญ จ่ายก่อนออกเดินทาง และเมื่องานสำเร็จและกลับมาถึงที่แล้ว จ่ายให้อีกเท่ากับจำนวนที่จ่ายไปแล้ว โดยไม่ละเว้นว่าใครเสียชีวิตไปหรือไม่ ถ้าใครเสียชีวิตก็ต้องจ่ายให้ทายาท (จอมพรานเล่ม1 หน้า 205)
หลังจากทำความรู้จัก ปะทะคารมกันพอหอมปากหอมคอ ทุกอย่างก็ตกลงกันได้เรียบร้อย รพินทร์รับเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งล้านสี่แสนเหรียญ คณะนายจ้างหลังรับเลี้ยงอาหารเย็นจากนายอำพล ก็กลับกรุงเทพในค่ำนั้น

วันที่ 3

รพินทร์กลับเข้าเมืองมาพบนายอำพลเพื่อสั่งของที่ต้องใช้ รวมทั้งให้ทนายทำพินัยกรรมของทุกคน บ่าย 2 โมงก็ได้ครบและเสร็จเรียบร้อย
กราบลาแม่ พร้อมบอกเที่ยวนี้จะเข้าป่านานหน่อย
รพินทร์ใช้ .458 วินฯ โมเดล 70 อ๊าฟริกัน ที่เชษฐาทิ้งไว้ให้ ให้นายอำพลหากระสุนให้ 100 นัด หัวอ่อน 50 หัวแข็ง 50 ส่วนพวกพรานทั้งสี่ ใช้ .375 ทุกคน และลูกหาบใช้ปืนลูกซอง
นายอำพลให้พระสมเด็จวัดระฆัง รุ่นแรกสุดแก่รพินทร์ แต่รพินทร์ปฏิเสธ เพราะอาชีพพรานไม่เหมาะที่จะแขวนพระ

วันที่ 4 - 5 (บ่ายจัดของอีกสองวันต่อมา)

คณะนายจ้างเดินทางมาถึงหนองน้ำแห้ง โดยมีท่านนายพล เชิดวุธและนายอำพลมาด้วย
อาหารค่ำมื้อแรกที่หนองน้ำแห้งมีทั้งอาหารฝรั่งและอาหารพื้นบ้าน หลังอาหารแล้วก็เป็นการแนะนำให้พรานลูกมือกับลูกหาบได้รู้จักนายจ้าง สแตนลี่ย์ ร้องเพลงผู้ใหญ่ลีและมีการรำวง
เชิดวุธใช้ไรเฟิล ซาโก้ .375 แม็ก มีศูนย์กล้อง เป็นอาวุธประจำกาย (จอมพรานเล่ม 1 หน้า 253)

วันที่ 6

ออกเดินทางวันแรก มุ่งเหนือสู่ซับบอนเป็นจุดหมายแรก
ช่วงเที่ยงก่อนพักรับประทานอาหาร รพินทร์ยิงงูเหลือมช่วยชีวิตคริส นี่คือกระสุนนัดแรกของการเดินทางที่ดังขึ้นในภาคสอง เป็น .458 ของรพินทร์ !!
(ไม่นับ 30-06 สองนัดของดารินที่ยิงมะขวิดที่บ้านพักหนองน้ำแห้งในวันแรกของภาคหลัง )

-----จบเล่ม 1 จอมพราน ------

จอมพราน
เล่ม 2

จอมพราน
 
ระหว่างพักกินข้าวเที่ยง คริสใช้ M 16 ยิงนกเงือกบนยอดยาง(ยิงโชว์รพินทร์) นี่คือกระสุนนัดแรกของฝ่ายนายจ้าง
บ่ายสี่โมงของการเดินทางช่วงนี้ เจ้าด้วนปรากฏตัวเป็นครั้งแรก เจอกลิ่นรพินทร์เท่านั้น ขี้แตกวิ่งหางจุกตูดไปเลย

ช่วงโพล้เพล้ใกล้ถึงซับบอน เสือกินคนก็มาป้วนเปี้ยนคณะเดินทาง
คืนนี้ รพินทร์ตั้งที่พักกลางด่านสัตว์ริมลำห้วย
ตกดึก (ตีหนึ่งกว่าๆ) พระเอกเราก็โดนสาวกวนอีกตามฟอร์ม (น่าสงสารจริงเนอะ ภาคแรกไม่ดารินก็มาเรียกวน มาภาคสองก็โดนอีกแหล่ววว...เฮ่อ..) เกือบโดนคริสตบแต่ก็กันไว้ทัน
รพินทร์คุยกับคริสจบตอนตี 2 กว่าๆ เชิดวุธก็ดอดมาสมทบแล้วก็ปล้ำคริสแต่ไม่สำเร็จ แล้วเชิดวุธก็โดนตบเป็นรายที่สองของภาคนี้
คืนนี้คี๊ธกับเบลทำแผ่นดินโยกจนเชิดวุธกับบุญคำนอนไม่หลับ นี่เป็นแผ่นดินโยกครั้งแรกในภาคนี้ (จะให้นับจำนวนครั้งแผ่นดินโยกด้วยไหมครับ)

วันที่ 7

เช้านี้ขณะที่คริสออกไปอาบน้ำ บุญคำตามออกไปเป็นยาม ด้วยความไม่เข้าใจกัน ก็เลยมีเรื่องกับคึ๊ธ แล้วรพินทร์กับคี๊ธก็ได้ฟาดปากกันสมใจอยาก ระหว่างนั้น ช้างบาดเจ็บวิ่งไล่คี๊ธ รพินทร์ยิงช้างช่วยชีวิตคี๊ธไว้ได้ แล้วทั้งคู่ก็เข้าใจกัน (คี๊ธโดนไป 7 เข็ม หัวคิ้วข้างละ2 กับหน้าผากอีก 2)
หลังยิงช้าง สแตนลีย์กับคี๊ธก็เปลี่ยนมาใช้ ไรเฟิล .458 แบบเดียวกับรพินทร์

-----จบเล่ม 2 จอมพราน ------

จอมพราน
เล่ม 3

จอมพราน
 
หลังจากทดสอบไรเฟิลจนเป็นที่พอใจ ก็มุ่งเหนือสู่โป่งน้ำร้อน
บ่ายนี้เป็นการไต่เขา เป็นการทดสอบฝ่ายนายจ้าง

คริส เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยช่วงปีนหน้าผา ทำให้บราเซียขาด
ระหว่างที่ทุกคนกำลังปีนขึ้นมา คริสยิงงูเห่าที่เลื้อยมาด้านหลังรพินทร์ ด้วย.357
ขึ้นมาบนสันเขาได้ ก็เดินสบายตามไหล่เขา มีเพียงช่วงเดียวที่เป็นทางแคบ แม้คริสจะเป็นลม แต่ทุกคนก็ผ่านมาได้
มาถึงโป่งน้ำร้อนยามโพล้เพล้
บุญคำเป็นคนพบซากเจ้าทะเย ลูกชายกะเหรี่ยงปี ที่ถูกเสือคาบมา (จอมพรานเล่ม 3 หน้า 843, 844)
ค่ำนี้เองที่รพินทร์ปราบเสื้อกินคนได้ (มันพิการขาหน้าด้านซ้ายถูกขนเม่นตำหักภายใน) ขณะที่กระโจนใส่คริส
คืนนี้ที่รพินทร์บอกเรื่องส่วนตัวกับคริสว่ามีคนรักแล้วและต้องจากมาโดยไม่ได้ร่ำลา และคริสเองก็บอกว่าตัวเองกำลังจะแต่งงานอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

วันที่ 8 (ยังอยู่ที่ป่าไผ่ ห่างจากโป่งน้ำร้อน 1 ชั่วโมง)

มุ่งเหนือเยื้องตะวันตก 15 ดีกรี กะถึงตะเคียนทองราว 16.30 น
ออกเดินทางได้ชั่วโมงเดียวก็ปะทะกับกระทิงลำบากที่สามกะเหรี่ยงยิงไว้
ได้ทราบข่าวจากอูถะและพะโต้ลูกบ้านตะเคียนทองว่ามีช้างงาดำมาถล่มหมู่บ้าน
เจ้าสะเอิงเคราะห์ร้ายถูกกระทิงเหยียบไส้ไหลระหว่างตามกระทิง
เบลและคริสช่วยเย็บแผลให้เจ้าสะเอิง และวันนี้เองที่รพินทร์เรียกเบลว่า "หมอ"
นายจ้างตกลงพักการเดินทางหนึ่งวันเพื่อดูแลคนเจ็บ และตั้งแคมป์ในป่าไผ่นั่นเอง

-----จบเล่ม 3 จอมพราน ------

จอมพราน
เล่ม 4

จอมพราน
 
รพินทร์เล่าเรื่องไอ้แหว่งไม่ทันขาดคำ ก็ได้ปะทะกับโขลงไอ้งาดำ ขณะนั้นเกือบเที่ยงแล้ว
รพินทร์พบซากผีดิบเป็นครั้งแรกของภาคนี้ โดยมีบุญคำรู้เห็นด้วยเพียงสองคน

นายจ้างฝรั่งไอ้ลิ้มรสอาหารป่าเป็นครั้งแรก เป็นข้าวสวยกับสันกระทิงย่าง
คืนนี้เชิดวุธพาเบลล่มปากอ่าวเสียหายหลายพันล้าน (จอมพราน เล่ม 4 หน้า 1198-1199)
คืนนี้ที่รพินทร์หมดท่า เป็นมาลาเรียครั้งที่สองของภาคนี้ (จอมพราน เล่ม 4 หน้า 1199)
และก็เป็นครั้งแรกที่ที่แงซายมาคุยกับรพินทร์(จอมพราน เล่ม 4 หน้า 1202)
ขณะนี้เวลา03.46 น. ดารินตื่นจากฝันร้ายเห็นรพินทร์นอนจับไข้สั่น พูดคุยกับเชษฐาที่เพิ่งกลับจากงานราตรีสโมสรกับอนุชา
เบลต้องมนต์สกดของมอนสเตอร์ สแตนลีย์เป็นคนยั้งไว้ทัน แล้วคณะนายจ้างก็เห็นตัวและลักษณะของมอนสเตอร์
หลังไล่โขลงช้างที่ล้อมไปแล้วก็พบว่า ลูกหาบสองคน ไอ้วงษ์กับไอ้ม้วน เป็นศพ นับเป็นสองศพในภาคนี้
คริสฝันเห็นดารินก่อนตื่นมาพบมอนสเตอร์
(จบภาคจอมพรานตรงนี้)
เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา

ไอ้งาดำเล่ม 1
จอมพราน
 วันที่ 9 (จากป่าไผ่มุ่งตะเคียนทอง คาดว่าจะถึงตอนบ่าย 2 )
(วันที่ 13 กรกฏาคม)

รพินทร์ตื่นมาเวลา06.07 น.( ไอ้งาดำเล่ม 1 หน้า 1308)พร้อมกับรับทราบเรื่องร้ายเมื่อคืน เช้าวานนี้ขุดหลุมฝังเจ้าทะเย เช้านี้ก็ขุดหลุมฝังลูกหาบตัวเอง
รพินทร์รับทราบว่าเชิดวุธแขวนหลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ รับจากมืออาจารย์ทิมเอง และรพินทร์ก็บอกว่า เคยบวชเรียนที่วัดช้างไห้
ออกเดินทางต่อ คาดว่าจะถึงตะเคียนทองราว บ่าว 2 โมง
พ้นป่าไผ่ ผ่านทุ่งหญ้าเจอแรดสองนอสองตัว สุดท้ายก็ต้องฆ่าหมด (ใช้กระสุน 7 นัด ตัวแรกนัดเดียวของรพินทร์ ตัวที่สองเป็นของเชิดวุธ 2 นัด สแตนลี่ 2 และคี๊ธ 1 นัดสุดท้ายของรพินทร์)
รับทราบจากเบื้องบนว่าขณะนี้ออกนอกประเทศไทย เข้าสู่สหภาพพม่า มุ่งไปทางต้นน้ำสาละวิน (ไอ้งาดำ เล่ม 1 หน้า1459)
ระหว่างที่เบลพยายามกวดตามรพินทร์นั้น ไอ้หลามลายเหลืองสลับดำเจ้าชู้ตัวหนึ่งก็รัดเบลเข้าให้ (ทำไมงูใหญ่ถึงต้องรัดสาวให้พระเอกช่วยอยู่เรื่อยก็หม่ายรุ..ทั้งดาริน คริส เบล รวมทั้งมาเรียด้วย)
แล้วก็ถึงป่าหิน (เวลาเที่ยง งาดำเล่ม 1 หน้า 1503) อันเป็นจุดเกิดเหตุช้างงาดำงัดหินใส่ขบวนนายจ้างและปรากฏตัวให้เห็นชัดๆเป็นครั้งแรก (ขบวนลูกหาบแยกทางอ้อมจากจุดนี้) แล้วก็พบแอ่งน้ำที่ถูกวางยา ผ่านต่อหลุม รังตังช้าง เจอมอนสเตอร์อีก 2 ตัว ตัวนึงโดนรพินทร์ยิงขาพับ อีกตัวนั่งพักเฉย
หลังผ่านป่าหินเข้าเขตตะเคียนทอง คริสก็โดนผึ้งต่อย เดือดร้อนรพินทร์ต้องบ่งออกอีก (อีกแล้วววว.... คราวก่อนนางเอกเป็นดาริน) ที่ไหนก็ไม่ต่อย ดันไปต่อยเอาตรงห่างหัวนมนิ้วเดียว !!

ย้อนเหตุการณ์ขณะนี้เวลา 16.30 น.ที่กรุงเทพ ดารินรอโทรศัพท์จากคุณอำพลตั้งแต่ 9 โมงเช้าอย่างกระสับกระส่าย หลังจากนั้นไม่นานคุณอำพลก็โทรมา รับปากว่าจะมาทันทีที่วางสาย คาดว่ามาถึงไม่เกินเที่ยงคืน

-----จบเล่ม 1 ไอ้งาดำ ------

ไอ้งาดำเล่ม 2
จอมพราน
 
วางสายสักครู่ไชยยันต์ก็โทรมาบอกว่าเมียปวดท้องคลอด
ดารินทำคลอดได้ลูกชาย หนัก 4,000กรัม
วันนี้คือวันที่ 13 กรกฏาคม


ไชยยันต์รับทราบเรื่องรพินทร์หายไปในป่า และรับปากจะมาหา 3 ราชนุกูลที่บ้านตอน 3 ทุ่ม

ฝ่ายพวกรพินทร์ พักรอลูกหาบและรับประทานอาหารเที่ยงตอนบ่าย 3 ขณะนั้นอยู่ห่างจากตะเคียนทองราว 7 - 8 ไมล์ (หน้า 1658)
เชิดวุธพูดเปิดใจกับพวกฝรั่งเกี่ยวกับการหักหลังเมื่องานเสร็จ
ถึงหมู่บ้านตะเคียนทองทีร้างตอนเย็นมากแล้ว ผ่านเลยไปพักที่ผาถ้ำ
ตอนอาบน้ำ ลิงจันแอบขโมยกางเกงในคริสกับเบล(สีชมพูกับสีดำ)มาให้ลิงบุญคำ
ระหว่างอาบน้ำ เกิดกับเส่ยถูกผีสิงตอนไปขุดมันเสือ
ค่ำนี้ที่ตะเคียนทองวิทยุไม่สามารถติดต่อด้วยเสียงพูดได้ จนรพินทร์อาสาใช้สัญญาณมอร์สติดต่อให้
ค่ำนี้รพินทร์เล่าเรื่องเหล็กไหลให้เชิดวุธฟัง
ช่วงค่ำหมอเบลชวนเป็นเพื่อนไปเยี่ยมเจ้าสะเอิงที่หน้าผา และแล้วรพินทร์ก็โดนเบลเขมือบตรงหน้าผานั่นเอง (คราวนี้ละลายในปากไม่ละลายในมือ.....(ฮา).... (เบลบอกเล็กดี แต่รสโต .....อีกฮา)) (ไอ้งาดำ เล่ม 2 หน้า 1804-1816)
เวลา 20.40 น (งาดำเล่ม 2 หน้า 1850)รพินทร์นอนขวางทางนอกเขตกองไฟ ปักมีดลงอาคม พวกมอนสเตอร์อาละวาด เจ้ากรรม....นาฬิกาก็ไม่เดิน ปืนก็ยิงไม่ออก รพินทร์กำลังจะเสียท่า

ย้อนมาที่กรุงเทพ เวลา 23.00 น. นายอำพลมาถึง (ไอ้งาดำ เล่ม 2 หน้า 1857-1859)
หลังจากอ่านจดหมาย ดารินร้องเสียงดังว่า รพินทร์ !...แล้วก็ช็อคหมดสติไป (ไอ้งาดำ เล่ม 2 หน้า 1860-1861)

เสียงร้องของดาริน ได้ยินมาถึงรพินทร์ แล้วรพินทร์ก็รู้สึกตัวอีกครั้ง กำหราบพวกมอนสเตอร์ได้ (ไอ้งาดำ เล่ม 2 หน้า 1862-1863)
รพินทร์เรียก สิงขรเทวะนารี ชื่อวราดาชรี (ตอนอยู่หรรษา ชื่อ อรัญญานี)ออกมาถาม ก็รู้ว่าตัวการที่ทำให้ปืนไม่ลั่นคือพระราชเหล็กไหลที่ตัวเองนอนทับเส้นทาง และตัวการที่ทั้งหมดเกิดจากมันตรัย (ไอ้งาดำ เล่ม 2 หน้า 1866-1867) (1867)
แล้วรพินทร์ก็ถูกล่อไปตกเหว

ฝ่ายกรุงเทพ ตกลงกันว่าจะออกตาม โดยวางแผนว่า วันที่ 14 ก.ค เป็นวันเตรียมของ วันที่ 15 ก.ค.ถึงสถานีกักสัตว์คุณอำพล โดยให้คุณอำพลกลับไปตอนนี้เลย แล้วไปเตรียมลูกหาบจากหนองน้ำแห้ง 10 คนพร้อมปืนลูกซองคนละกระบอก กระสุนกระบอกละ 50 นัด และปืน M74 พร้อมกระสุน 30 นัด (ไอ้งาดำ เล่ม 2 หน้า 1881-1957)

คืนนั้นที่แค้มป์ผาตะเคียนทอง ไม่มีรพินทร์อยู่ มอนสเตอร์พิการ3ตัวนั้นปีนหน้าผาขึ้นมาอาละวาด พร้อมเกิดสงครามกับช้างที่มาล้อม

-----จบเล่ม 2 ไอ้งาดำ ------

ไอ้งาดำเล่ม 3
จอมพราน
 เวลา 03.45 น. คณะนายจ้างถอยขึ้นหน้าผา และพบว่ารพินทร์หายไป พอ 5 นาฬิกา พวกช้างก็ถอยเข้าป่าไป จึงออกตามรพินทร์

วันที่ 10 (วันนี้ฝ่ายรพินทร์ยังอยู่ที่ผาตะเคียนทอง ฝ่ายดารินออกจากกรุงเทพถึงหนองน้ำแห้ง)
(วันที่ 14 กรกฏาคม วันเกิดดารินจ้า)

07.00 น. ก็พบรพินทร์ตกเหว ช่วยกันใส่แปลหามกลับมาที่พัก (ไอ้งาดำ เล่ม 3 หน้า 2058)
09.10 น. รพินทร์รู้สึกตัวหลังจากได้ยาพื้นบ้าน (หนุมานประสานกายหรือสังกรณี) จากบุญคำและได้แคลเซี่ยมฉีดเข้าเส้นจากหมอเบล พร้อมกับรับทราบเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อคืน (ไอ้งาดำ เล่ม 3 หน้า 2094)
รพินทร์สั่งงานบุญคำ ให้เกณฑ์พวกตะเคียนทองไปเก็บข้าวของที่เหลือและเผาศพที่หมู่บ้านร้าง แล้วรพินทร์ก็หลับไปด้วยยาของเบลอีกครั้ง
16.25 น. รพินทร์รู้สึกตัวอีกครั้ง คราวนี้ลุกมาแสดงอภินิหาริย์ให้พวกฝรั่งดู โดยให้เจ้าคี๊ธเชือดแขนตนเองโชว์หนังเหนียวและแสดงกลยิงกระสุนไม่ลั่นให้นายจ้างฝรั่งตลึง

ค่ำเดียวกันนี้คณะเชษฐามาถึงหนองน้ำแห้ง (ไอ้งาดำเล่ม 3 หน้า 2192) ออกจากกรุงเทพตอนสายจัด (ไอ้งาดำเล่ม3 หน้า 2194) ถึงสถานนีกักสัตว์ตอน 4 โมงเย็น
แล้วกลางดึกนั่นเอง หนานอินก็ปากฏตัว
อาวุธที่ผู้ชายฝ่ายเชษฐาใช้คือ .458 วินเชสเตอร์ แม็ก ทั้งสามกระบอก แล้วก็มี M16 พับฐานคอมมานโด 4 กระบอก เครื่องยิง 40 มม. M79 อีก 2 กระบอก วัตถุระเบิดและเชื้อประทุ ส่วนลูกหาบ 10 คน ใช้ลูกซอง 5 นัดทุกคน ดาริน .300 พร้อมกระสุน 5 กล่อง 100 นัด และวิทยุแบบมือถือขนาดกระทัดรัด 5 วัตต์ จำนวน 5 เครื่อง
กลางดึกเกือบเที่ยงคืน บุญคำยิงผีดิบ
( 4 ทุ่ม คี๊ธเบาตัวไปกับเบล และกลางดึก อีกรอบกับเชิดวุธ.....คืนนี้สองเรื่องควบ...........(ฮา))

วันที่ 11 (วันแรกที่ฝ่ายดารินออกจากหนองน้ำแห้งมุ่งซับบอน รพินทร์ออกจากตะเคียนทองมุ่งห้วยเสือร้อง)
(วันที่ 15 กรกฏาคม )

คริสตื่น 06.10 น. เช้านี้ที่รพินทร์เล่าเรื่องนิทรานครให้ฝ่ายนายจ้างฟัง
แล้วก็ออกเดินทางไปสู่ความตายอีกครั้งทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านภูเขาหลังเต่าก็เข้าเขตหุบหมาหอน

-----จบเล่ม 3 ไอ้งาดำ ------

ไอ้งาดำเล่ม 4
จอมพราน
  ระหว่างเดินก็คุยกันไป ในชั่วโมงแรกเบลเปิดเผยอดีตของคริส ว่าคริสชื่อจริงว่า ไลล่า อามิเตจ เป็นอดีตฆาตรกรโรคจิตที่ชื่อคริสคริส (ไอ้งาดำเล่ม 4 หน้า 2334)
เบลก็ถูกคริสตบจนลนลาน (ไอ้งาดำ เล่ม 3 หน้า 2336)


ที่หนองน้ำแห้ง เช้านี้ก่อนออกเดินทาง คะหยิ่นก็มาสมทบจากการบอกของแงซาย (หนานอินใช้ .375)
ก่อนออกเดินทางดารินฝากรูปโป๊สการ์ดคู่ของตัวเองกับรพินทร์ประกบกัน ให้นายอำพลเก็บไว้ ถ้า 10 ปีไม่กลับมาก็ให้เอาไปฝัง (หน้า2393)
ออกเดินทางมุ่งซับบอน
ได้รับทราบว่า ตอนกลับกรุงเทพ รพินทร์ไปหาดารินครั้งหนึ่งแต่ไม่เจอเพราะคนสกุลนี้ไปเที่ยวรอบโลกซะแล้ว (หน้า2407)
พบที่พักกินอาหารเที่ยงของคณะรพินทร์ตอนเกือบบ่าย 2 โมง (หน้า2411)

13.30 น. คณะของรพินทร์ก็ถึงด้านใต้ของหุบหมาหอน
ณ. ที่นี้ วิทยุเครื่องใหญ่ก็ใช้ได้อีกครั้ง (ไอ้งาดำเล่ม 4 หน้า 2426)
ระหว่างพัก รพินทร์ก็ตบคริสจนเลือดกลบปาก
รพินทร์ขอความเห็นนายจ้างว่าจะมุดถ้ำหรือจะอ้อมแต่ปลอดภัยกว่า นายจ้างเลือกทางอ้อม
แล้วก็มาถึงผาผีร้อง ก็ต้องหยุดขบวนเพราะรพินทร์เหลือบไปเห็นมันตรัยแอบซุ่มอยู่
แบ่งพวกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายล่อกับฝ่ายชาร์ต
ผาถล่มเวลา 18.20 น. (ไอ้งาดำ เล่ม 4 หน้า 2552)
สามทุ่มก็ถึงเนินสักดำ ตั้งแค้มป์พัก

ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ช่วงใกล้ค่ำก่อนถึงซับบอน คณะของเชษฐาถูกช้างงัดก้อนหินกลิ้งมาตามทางด่านที่ปีนขึ้นไป แล้วก็ได้พระเอกด้วนมาช่วยสกัดช้างเกเรโดยสู้ 2 ต่อ 1 จนเจ้าด้วนถูกงาแทงที่สีข้าง
กลางดึก เจ้าด้วนพาดารินขี่คอไปยังที่พักแรกของรพินทร์ ซึ่งอยู่เหนือหมู่บ้านซับบอน
(จบไอ้งาดำเล่ม 4 )
เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา

จิตรางคนางค์
เล่ม 1

จอมพราน
 
03.30 น. บุญคำกับจันกลับมาถึงเนินสักดำ โดยไม่มีคริสและเชิดวุธ
ตี4 กว่าๆ รพินทร์กับบุญคำและจันก็ย้อนกลับไปที่ปากถ้ำที่ทั้งสองมุดออกมา (ใช้เวลาราว 20 นาทีก็ถึง) (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2695)

ข้างฝ่ายเชิดวุธ รู้สึกตัวเวลา 19.12 น. เพราะคริสปลุก และพบว่านาฬกาข้อมือของเชิดวุธหลุดหายไป (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2781)
หลังจากหาทางออกอยู่พักใหญ่ก็หมดแรง นอนพักอยู่ตรงแอ่งน้ำขังซึ่งอยู่ด้านหลังหินผีหัวขาด จนเที่ยงคืนก็มีงูใหญ่เลื้อยผ่านตัวคนทั้งสอง (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2799 2823)
แล้วกฏของชีววิทยาก็ผ่านไปได้ด้วยดีตามความประสงค์ของเจ้าถ้ำจอมทะลึ่ง (เมถุนสังเวย) (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2837, 2856)
(ท่านผู้อ่านต้องการให้นับจำนวนครั้งของแผ่นดินโยกไม๊........ตอบด้วยคร๊าบบบ)

วันที่ 12 (วันนี้ฝ่ายรพินทร์ยังอยู่ที่ห้วยเสือร้อง ฝ่ายตามออกจากซับบอนพักที่โป่งน้ำร้อน) (วันที่ 16 กรกฏาคม )

09.25 น. ฝ่ายนายจ้างตื่นมา ได้รับทราบเรื่องราวจากจดหมายน้อยที่รพินทร์ฝากเกิดไว้ (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2730)
แล้วขบวนก็เคลื่อนไปยังห้วเสือร้อง ซึ่งใช้เวลาเดินทางราวสองชั่วโมงครึ่ง (จิตรางคนางค์เล่ม 1 หน้า 2744)
ฝ่ายรพินทร์หลังจากคลำทางมาพบปากถ้ำที่บุญคำมุดเข้ามาตอนผาถล่มก็นอนพัก แล้วตื่นอีกครั้งเวลา 10.10 น.(จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2745)
พูดถึงไอศครีมโลลิป๊อบ (จิตรางคนางค์เล่ม 1 หน้า 2785)
05.35 น. คริสตื่นเพราะได้ยินเสียงเจ๊กโก้(สำนวนบุญคำ)
ไล่ล่ า า า า า า า จางๆ (จิตรางคนางค์เล่ม 1 หน้า 2857)
หลังจากปีนป่ายขึ้นซอกหลืบ ทั้งสองก็ออกจากใต้พิภพ ตรงรอยหินแยกที่เกิดจากผาถล่มโดยการชี้ทางของผีหัวขาด (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2875-2899)
หลังกินอาหารประทังชีวิต ทั้งคู่ก็หลับผลอยไปใต้ต้นสักใหญ่
มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนรพินทร์ยิงเสือลายพลาดกลอนที่กำลังตะครุบทั้งคู่ (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2906)
แล้วทั้งสองฝ่ายก็เฉลยเรื่องราวของฝ่ายตน
ในช่วงที่ไปเฝ้าคริสอาบน้ำ รพินทร์เอากุงเกงในของคริสที่เก็บได้ในถ้ำมาคืน (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2964)
แล้วทั้ง 5 คนก็เลาะสันเขาขอบแอ่งหุบหมาหอนมุ่งห้วยเสือร้อง (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2952)
ที่ห้วยเสือร้อง วิทยุเครื่องใหญ่ใช้การได้ดี

-----จบเล่ม 1 จิตรางคนางค์ ------

จิตรางคนางค์
เล่ม 2

จอมพราน
 
วันเดียวกันที่รพินทร์ออกตามหาคริสกับเชิดวุธในถ้ำ ฝ่ายติดตามตื่นจากการพักแรมที่ซับบอน
หลังจากแวะไปดูที่พักแรมของรพินทร์ทางเหนือของซับบอน กินข้าวเช้าแล้วก็แกะทับรอยของรพินทร์จากซับบอน เวลา 09.00 น. (จิตรางคนางค์เล่ม 2 หน้า 3012)

พรานชดบอกว่าจากซับบอนไปห้วยเสือร้องใช้เวลา 6 วัน (จิตรางคนางค์เล่ม 2 หน้า 3011)
เส้นทางจากซับบอน ไปตามด่านช้าง ผ่านป่าไผ่ ทุ่งหญ้า ป่าแดง จากป่าแดงใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ก็ถึงผางูเห่า จากผางูเห่าเดินตามเชิงเขา 6 - 7 ชั่วโมง ก็จะถึงโป่งน้ำร้อน
ที่ทุ่งหญ้าตอนออกจากซับบอน พบควายป่า และพบที่พักกินอาหารเที่ยงของฝ่ายรพินทร์ รวมทั้งรอยสุมแฝกให้เกิดควันเพื่อเป็นสัญญาณส่งปืนไรเฟิลและพิซซ่า
ถึงผางูเห่าช่วงเที่ยงพอดี (จิตรางคนางค์เล่ม 2 หน้า 3068) นายชดกับหนานอินขึ้นไปสำรวจบนผา (ใช้เวลาทั้งหมด ไม่เกิน 50 นาที)พบบราเซียขาดของคริส (จิตรางคนางค์ เล่ม 2 หน้า 3075)
ดารินเป็นลมครั้งแรก ตอนเลยป่าแดง(จิตรางคนางค์ เล่ม 2 หน้า 3087)
ฝ่ายตามตกลงว่าจะไม่ปีนหน้าผาแบบรพินทร์ แต่จะเดินอ้อมสันเขา (เดินทางขวาของสันเขา) เป็นเวลา 3 ชั่วโมงก็ถึงปากถ้ำ เดินในถ้ำมืดอยู่ 2 ชั่วโมง ก็โผล่ปากถ้ำตรงตีนเขาเวลา 16.00 น. (จิตรางคนางค์เล่ม 2 หน้า 3113)
พักที่โป่งน้ำร้อน ดารินเอาหลวงพ่อทวดแขวนคอเจ้าด้วน
กลางดึก ดารินตื่นมาพบว่าทุกคนหลับไหลไม่รู้สึกตัวเหมือนโดนสะกด แล้วหล่อนก็เผชิญหน้ากับมันตรัยที่ยืนคุมหนานอินอยู่ แล้วหล่อนก็ได้รับทราบอดึตชาติของหล่อนจากมันตรัย ว่าหล่อนคือจิตรางคนางค์และรพินทร์คือ อัคนีรุทร์ มันตรัยต้องควักลูกกะตาทำต้มยำให้พ่อจิครางคนางค์กินเพื่อรักษาชีวิต
หลังจากนั้นกองทัพช้างก็บุก
รพินทร์นำ 4 คนมาส่งที่ห้วยเสือร้องช่วงเย็นวันนั้นแล้วเขาก็หลับไป
ที่ห้วยเสือร้อง วิทยุใหญ่ติดต่อหอบังคับการได้ แต่หาพิกัดไม่เจอ
ช้างบุกแค้มป์ ไชยยันต์ยิงพลุห้าหมื่นแรงเทียน พร้อมยิง MK2 (จบจิตรางคนางค์เล่ม 2 ตรงช้างบุกแค้มป์ ไชยยันต์ยิงพลุ 5 หมื่นแรงเทียนและระเบิด MK2)

-----จบเล่ม 2 จิตรางคนางค์ ------

จิตรางคนางค์
เล่ม 3

จอมพราน
 
สงครามคนกับช้างที่โป่งน้ำร้อนสิ้นสุดเวลา 04.10 น. (จิตรางคนางค์ เล่ม 3 หน้า 3357) พร้อมกับที่เจ้าด้วนมาช่วยงัดช้างที่ทับดาริน

วันที่ 13 (วันนี้ฝ่ายรพินทร์ออกจากห้วยเสือร้อง พักที่เนินผานกอินทรี ฝ่ายตามออกจากโป่งน้ำร้อน พักที่หน้าผาตะเคียนทอง) (วันที่ 17 กรกฏาคม )


ก่อนออกเดินทาง เชิดวุธกับเจ้าคี๊ธฉะกันด้วยเรื่องที่เชิดวุธเตะคริส
ช่วงสายๆ (จิตรางคนางค์ เล่ม 3 หน้า 3467) ออกจากห้วยเสือร้องมุ่งเขานกอินทรีที่เห็นอยู่ลิบๆทางตะวันออกเฉียงเหนือ
เที่ยงตรงอยู่กลางทุ่งแฝกที่แล้งจัด ฝูงมหิงสานับร้อยวิ่งเตลิดมา รพินทร์จึงสั่งเผาหญ้าเป็นแนวรั้วให้ฝูงมหิงสาเบนไปอีกทาง
หลังจากทุกคนออกจากกองไฟได้ ก็คิดว่ารพินทร์ถูกไฟครอกตาย (จิตรางคนางค์ เล่ม 3 หน้า 3500)
ฝ่ายตาม เช้านี้มีรายการหวาดเสียวจากงูเห่าขึ้นไปนอนบนผ้าห่ม ดารินซิวด้วย .300 เรียบร้อย
จากโป่งน้ำร้อน เข้าทุ่งหญ้า ฝ่าป่าไผ่ มุ่ง 15 องศาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ สู่ตะเคียนทอง ระยะทางเดิน 4 - 5 ชั่วโมง (จิตรางคนางค์เล่ม 3 หน้า 3531)
ใกล้เที่ยง พ้นป่าหญ้าเข้าป่าไผ่ เจอฝูงแร้งนับพัน และที่นี่ นายชดใช้ M79 เป็นครั้งแรก
ที่นี่คณะติดตามได้พบหลักฐานช้างบุก คนเจ็บให้น้ำเกลือ และคนตายที่ถูกฝัง
ออกจากป่าไผ่เกือบบ่าย 2 (จิตรางคนางค์ เล่ม 3 หน้า 3607) ดารินเป็นลมครั้งที่ 2 ช่วงนี้ (จิตรางคนางค์ เล่ม 3 หน้า 3618)
คริสเกิดบ้า โดนเบลต่อยสลบแล้วฉีดยาระงับประสาท
(จิตรางคนางค์เล่ม 3 หน้า 3623)
บ่ายโมงเศษที่ทุ่งแฝก รพินทร์ยังไม่ตาย บ่าย 14.12 น คณะเดนตายก็เคลื่อนพลไปหารพินทร์ (หน้า3641) และที่นี่ รพินทร์ให้หลวงพ่อแร่บางไผ่กับเชิดวุธ (จิตรางคนางค์เล่ม 3 หน้า 3649) กำลังจะปีนเขาอินทรี
(จบจิตรางคนางค์เล่ม 3 ตอนนี้ ...โอเค มู๊ฟ)

-----จบเล่ม 3 จิตรางคนางค์ ------

จิตรางคนางค์
เล่ม 4

จอมพราน
 
รพินทร์พาคณะนายจ้างปีนเขานกอินทรีได้ครึ่งวัน คริสก็หมดแรงข้าวต้ม ต้องหยุดพักตรงเชิงผาแห่งนั้น
ฝ่ายดารินมาพักกินข้าวเที่ยงตรงตำแหน่งที่หินกระทบต้นไม้ที่ไอ้งาดำผลักลงมาทับฝ่ายฝรั่ง (แหล่งน้ำแห่งเดียวก่อนถึงตะเคียนทองก็เป็นน้ำพิษจากยางไม้ที่ป่าหิน)
ที่ตรงนี้ ดารินยิงเสือโคร่งขณะกระโจนใส่นายชด แล้วหนานอินก็ใช้มีดหมอกรีดหนังตรงหน้าผากเสือรูปสี่เหลี่ยมเอามาเก็บไว้ ( จิตรางคนางค์ เล่ม 4หน้า 3707)

ที่ตรงนี้ที่ดารินทำกระดึงไม้ไผ่ผูกคอเจ้าด้วน
45 นาทีก่อนถึงตะเคียนทอง สัญญาณวิทยุมือถือก็อับคลื่น แต่นาฬิกาและเข็มทิศยังใช้ได้
บ่ายจัด คณะติดตามก็ถึงตะเคียนทอง พบว่าเป็นหมู่บ้านร้าง จึงขึ้นไปพักในถ้ำที่รพินทร์นอนป่วย
คืนนั้นฤาษีโกฑัญญะได้เปิดโลกในอดีตที่เกิดขึ้นกับรพินทร์ที่ผาตะเคียนทองให้ดารินได้ยล โดยให้วราดาชรี เป็นไก๊ด์พาชม ดารินเข้าสมาธิอยู่ 55 นาที 34 วินาที (หน้า 3875)

วันที่ 14 (วันนี้ฝ่ายรพินทร์ปีนผานกอินทรีต่อ ฝ่ายตามออกจากตะเคียนทอง มุ่งห้วยเสือร้อง) (วันที่ 18 กรกฏาคม )

09.00 น. อาบน้ำที่ลำธาร ก็มุ่งห้วยเสือร้อง (ระหว่างอาบน้ำผีดิบมาแอบดู โดนดารินยิง)
ตะวันรุ่งที่ผาใต้ปีกนกอินทรี การปีนเขามหาโหดก็เริ่มขึ้นจนเวลาเที่ยงเศษ ก็พบว่าไต่ขึ้นนรกยอดภูเขาไฟ(3975)
(จบจิตรางคนางค์เล่ม 4 ที่นี่)
เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา

นาคเทวีเล่ม 1
นาคเทวี
 
ไต่หน้าผาหฤโหดจนถึงเวลา 13.15 น. ก็ถึงตะพักสุดท้าย (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 3999)
จันพูดถึงเรื่องคาถาย่นระยะทางให้พวกฝรั่งฟังเป็นครั้งแรก (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 3995)

14.00 น. เชือกที่รพินทร์ใช้ไต่ขึ้นมาขาดผึง เล่นเอาใจหายใจคว่ำ (เกือบตายรายวันอีกครั้ง) คริสไต่ลงไปช่วยอีกครั้ง (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4035)
ข้างบนที่บ่อโคลนเดือด (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4046)
บ่ายแก่ๆฝ่ายติดตามก็มาถึงผาผีร้อง (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4071)
เกิดพายุลมงวงช้าง เข้าใจว่าน่าจะเป็นอิทธิฤทธิ์ของมันตรัย แต่หนานอินก็แก้ตก โดยใช้ปืนลงอาคมยิงขึ้นไป (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4084-4091)
ไชยยันต์โดนหิน มีบาดแผลที่ขมับ เย็บ 4 เข็ม (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4099)
17.05 น. ขณะที่กำลังจะไต่ขึ้นเนินสักดำก็เจอพวกผีดิบรอต้อนรับอยู่บนนั้น ดารินต้องร่ายคาถาชินบัญชร (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4128-4135)
คืนนี้ ฝ่ายติดตามพักที่เนินสักดำ
เป็นที่น่าแปลก เมื่อขึ้นมาที่สูง การติดต่อกับหอบังคับการกลับแย่ลง ฝ่ายข้างบนไม่สามารถหาพิกัดได้ แต่วิทยุมือถือกลับใช้ได้ชัดเจน
รพินทร์จุดธูป 17 ดอก ภาวนา 17 คาบ (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4186) แล้วตัวสางห่าก็ปรากฏ แล้วรพินทร์ก็สลบไป (นาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4211)
เทียบกับฉบับหรรษา จบภาคจอมพรานของหรรษาที่ลงในเดลินิวส์ตรงนี้ ตรงกับฉบับวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2525 แล้วมาต่อภาคมงกุฏไพรหรือภาค 3 ในจักรวาลปืน ฉบับปฐมฤกษ์ วันที่1 มิถุนายน 2525 (และ ตรงกับนาคเทวี เล่มหนึ่ง จบบทที่115 หน้า 4211 ของสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม)
ใกล้รุ่ง ดารินเผชิญหน้ากับมันตรัย พร้อมเสนอข้อแลกเปลี่ยนโดยยอมไปกับมันตรัย เพียงให้มันละเว้นรพินทร์เสีย (จบนาคเทวีเล่ม1 ตอนดารินก้าวออกจากปางพักที่เนินสักดำ)

-----จบเล่ม 1 นาคเทวี ------

นาคเทวีเล่ม 2
นาคเทวี
 

วันที่ 15 (วันนี้ฝ่ายรพินทร์เดินตามรอยสางห่า พักที่ทะเลสาบคืนแรก ฝ่ายตามถึงห้วยเสือร้อง และพักที่นั่น) (วันที่ 19 กรกฏาคม )


ก่อนที่ดารินจะก้าวตามมันตรัยไป อนุชาก็ยิงผีดิบ พร้อมกับ M79 ก็ทำงานอีกครั้งด้วยฝีมือไชยยันต์(ครั้งที่ 2 ลูกที่ 3 - 4 )
เมื่อฟ้าสาง ก็ออกเดินทางสู่ห้วยเสือร้อง โดยไม่ทับรอยรพินทร์ (นาคเทวี เล่ม 2 หน้า 4352)
เช้านี้ที่บ่อโคลนเดือด วิทยุเครื่องใหญ่ใบ้สนิท
เส้นทางเดินวันนี้คือ ไต่เลียบลงจากยอดปีกของภูเขานกอินทรี แล้วหาทางลงโดยบ่ายหน้าขึ้นเหนือ เฉียงตะวันตก 25 ดีกรี (นาคเทวี 2 หน้า 4369)
เคลื่อนขบวนไปตามรอยเลื้อยของสางห่าเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ตะวันใกล้เที่ยง (4399) ก็ต้องแยกทางลงเนินสู่ป่าสน เพราะปริมาณรังสีเกิน 100
นาคเทวีเปิดทาง ชี้ไปทางตะวันตก จะพบสระใหญ่ เป็นทางเดินลงเขาโดยตลอด
ได้กวางหนุ่มเป็นเสบียง จากการยิงของเส่ย (4454)
พักตรงสระโบกขณี แล้วรพินทร์ก็จับไข้สั่นอีกครั้ง (นับเป็นครั้งที่ 3 ของภาคนี้) แต่คราวนี้ หลังหายสั่น ก็มีโรคเส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบแทรกมาอีก จนต้องจีบนาคเทวีให้ช่วย (นี่ก็เกือบตายรายวันอีก...สามวันมานี้เกือบตายบ่อยจัง)
11.05 น. ใกล้ถึงห้วยเสือร้อง (ระยะห่าง 45 - 60 นาที คาดว่าจะถึงห้วยเสือร้องราวเที่ยง (4503)) แล้วดารินก็เป็นลมอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 3 (4505)
คณะติดตาม พักที่ห้วยเสือร้องหนึ่งคืน
ฝ่ายพระเอก รพินทร์เกิดเป็นโรคหลอดเลือดตีบต้องให้น้ำเกลือ
คริสอยู่โยงเฝ้ารพินทร์ทั้งคืน รพินทร์ก็กอดคริสโดยไม่รู้สึกตัว คิดว่าเป็นดาริน
สแตนลีขอคริสแต่งงาน (จบนาคเทวี เล่ม 2 ที่นี่ ตอนขอเวลานอก สแตนลี่ย์ขอคริสแต่งงาน)

-----จบเล่ม 2 นาคเทวี ------

นาคเทวีเล่ม 3
นาคเทวี
 

วันที่ 16 (วันนี้ฝ่ายรพินทร์ยังพักที่ทะเลสาบอีกคืน ฝ่ายตามออกจากห้วยเสือร้อง และพักที่น้ำตกใหญ หลังเขานกอินทรี่ (วันที่ 20 กรกฏาคม )


ใกล้สว่าง 04.30 รพินทร์นอนป่วยคุยกับนาคเทวี พอตื่นก็โดนเบลซักประวัติ
เช้าวันรุ่งขึ้นที่ห้วยเสือร้อง ก่อนออกเดินทางดารินแวะไปเยี่ยมหลุมฝังศพเนวิน (นาคเทวี 3 หน้า 4723)
ฤกษ์เดินทาง 08.15 น. ดารินตัดผมสั้นอีกครั้ง แล้วอนุชาก็ประกาศลา บอกขากลับจะผ่านมาทางห้วยเสือร้องอีกครั้ง (4736)
ช่วงเที่ยงก็มาถึงเชิงเขานกอินทรีที่รพินทร์พาพวกฝรั่งไต่หน้าผา พบรอยไฟไหม้ทุ่งเป็นบริเวณกว้าง (นาคเทวี 3 หน้า 4757)
หนานอินคาดว่ารพินทร์คงนำพวกฝรั่งปีนเขา แต่คณะนี้จะเดินเลียบเชิงเขาแล้วมุดถ้ำ 2 - 3 ช่วงก็จะโผล่ตรงน้ำตกด้านหลังเขานี้ (4771)
14.00 น. (4772) เคลื่อนขบวนไปทางซ้าย(ตะวันตก)เพื่อมุดถ้ำนาคราช แต่แล้วก็พบว่าไปไม่ได้ เพราะสางห่าทิ้งความร้อนและรอยไหม้ไว้
รพินทร์ตื่นมาตอนบ่ายโมง (นาคเทวี เล่ม3 หน้า 4817) แล้วก็พบว่าคริสถูกแมงมุม 6 ขากัดสลบไสลไปตอน 14.20 น. (ที่ท้องแขนด้านซ้าย) (นาคเทวี 3 หน้า 4834)
เกิดเล่าว่า กลางดึก เบลกับนายคี๊ธเล่นจ้ำจี้มะเขือเปาะ
ณ. ตำแหน่งนี้ วันนี้ติดต่อสถานีใหญ่ได้(ด้วยความพยายามของคริส)ด้วยสัญญาณมอร์ส(จากการเสนอแนะของสแตนลีย์) แต่หาพิกัดไม่เจอ (นาคเทวี 3 หน้า 4888)
สแตนลีย์ยืนยันกับรพินทร์ว่า ถ้าภายในหนึ่งเดือนยังไม่ได้เค้าเงื่อนก็จะเดินทางกลับ
คริสเล่าเรื่องความฝันถึงดารินให้รพินทร์ฟัง (นาคเทวี 3 หน้า 4902)
ฝ่ายติดตาม บ่ายจนใกล้ค่ำ ทั้งคณะเดินอ้อมเลาะลัดไปตามไหล่เขาสลับกับป่าหิน ตามเจ้าด้วนไป
ช่วงใกล้ค่ำผ่านดงเสือดาวภูเขา วายร้ายแห่งขุนเขา และดารินแสดงอภินิหาริย์ให้นายชดดู (นาคเทวี 3 หน้า 4976)
ใกล้ค่ำก็ถึงน้ำตกใหญ่ น้ำตกเดียวกับที่หนานอินว่าจะพามาหลังออกจากถ้ำนาคราช (นาคเทวี 3 หน้า 4983)
ระหว่างอาบน้ำ ดารินถูกมันตรัยสะกดเพราะถอดพระเครื่องออกจากคอ แต่ก็ตามตัวกลับมาได้(จบนาคเทวีเล่ม3 ตรงนี้ ตรงน้ำตก)

-----จบเล่ม 3 นาคเทวี ------

นาคเทวีเล่ม 4
นาคเทวี
 
คืนนั้น หนานอินพาเชษฐาทำน้ำพระพุทธมนต์ ประพรมปืนทุกกระบอก ซึ่งสามารถสยบพวกผีดิบได้ (นาคเทวี 4 หน้า 5027)
คืนนี้ สามชายได้ยินเสียงกู่เรียกนาม "จิตรางคนางค์" (นาคเทวี 4 หน้า 5060)

01.55 น. (หน้า 5069-5088) เขื่อนทำนบแตก น้ำตกถล่มพัดดารินพร้อมห่อเวชภัณฑ์หายไปกับสายน้ำ
ตี 3 กว่า น้ำที่ทะลักลงมาก็ซาลงเป็นปกติ (หน้า5090)
อนุชากับหนานอินลงไปสำรวจ ก็พบห่อเวชภัณฑ์ติดอยู่คาคบเถาวัลย์ แต่ไม่พบดาริน
ขณะเดียวกัน คางคกหรือกบยักษ์ก็ปรากฏตัว
ทุกคนได้เผชิญกับมันตรัยพร้อมกับได้รับทราบว่า จิตรางคนางค์คือดาริน เคยเป็นพี่สาวพันธุมวดี (นาคเทวี 4 หน้า 5158)

วันที่ 17 (ดารินนอนเดียวดายดูฟ้า เชษฐาช่วยเจ้าด้วนแล้วพักที่ต้นสยา รพินทร์ถึงนิทรานคร พักที่โคนต้นไทร) (วันที่ 21 กรกฏาคม )

แล้วแสงแห่งทิวากาลก็สาดส่องไปถึงน้ำตกนั้น ระหว่างที่รอพวกลูกหาบ เชษฐาเล่าว่าเมื่อคืนนี้ฝันเห็นนาคเทวี และเธอประทานนาคบาศมาให้ (นาคเทวี 4 หน้า 5210-5215)
ฝ่ายรพินทร์ บ่ายหน้าทางตะวันตกเฉียงเหนืออ้อมทะเลสาบใหญ่ ไต่ลงสู่ดงทึบ
แล้วเบลก็โดนตบๆๆๆๆ เพราะไปดูหมิ่นรพินทร์ว่า งั่งเป็นควาย หนามใหญ่กำลังจะตำก้นเบล แล้วไลล่าก็มาช่วยทั้งคู่ไว้ทัน (นาคเทวี 4 หน้า 5238)
คริสเล่าว่าตัวเองก็เคยถูกเบลข่มขืน หลายครั้งแล้วด้วย (นาคเทวีเล่ม 4 หน้า 5251)
11.33 น. (หน้า 5266) ดารินรู้สึกตัว ตื่นมาพบว่าตัวเองติดอยู่บนคาคบเถาวัลย์สูงขึ้นมาราว 5 - 6 เมตร
แล้วดารินก็ยิงสางนางเซอะ เสือโคร่งแก่กาลอวสาน
แงซายปรากฏตัวพาไปหาแอ่งน้ำซับ
ปรากฏตัวครอบครัวกวางพ่อแม่ลูกลองใจดาริน
หลวงพ่อโตก็ปรากฏกาย นำดารินไปป่ากล้วย คืนนี้ดารินพักที่เนินแห่งหนึ่งริมลำห้วย
กลางดึก ดารินได้เสวนาเจรจาต๊ะอวยกับมันตรัย
เรื่องราวแต่ปางบรรพ์ก็ถะถั่งพรั่งพรูจากปากมันตรัยให้ดารินรับรู้

จบตอนเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัคนีรุทร์กับบิดาจิตรางคนางค์
(จบตอนนาคเทวีตรงน้ำตก)
เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา

แต่ปาง
บรรพณ์เล่ม 1

นาคเทวี
 
หลังจากได้รับทราบอดีตชาติแล้ว ดารินก็ตกลงยอมไปกับมันตรัย เพียงแลกกับ 2 ข้อ คือยุติราวีรพินทร์และคณะพี่ชาย มันตรัยนัดพรุ่งนี้จะส่งช้างมารับ ก็ช้างงาดำนั่นแหละ ใช้เวลาเดินทาง 3 วันก็ถึงปราสาทจิตรางคนางค์ (แต่ปางบรรพ์ เล่ม 1 หน้า 5381)

รุ่งเช้า ฝ่ายเชษฐาบ่ายหน้าลงสู่ป่าเบื้องล่างตามรอยกระแสน้ำ
ขึ้นชั่วโมงที่ 3 และบ่ายลงเต็มที (แต่ปางบรรพ์ เล่ม 1 หน้า 5395)
นั่งพักที่โขดหิน ขณะนั้นอีก 2 ชั่วโมงจะค่ำ (แต่ปางบรรพ์ เล่ม 1 หน้า 5400) เชษฐาจะไปเบา ก็เจองูเห่าดำและงูเห่าน้ำตาล ต่อสู้กลืนกินหางกันเองต่อหน้า แล้วก็ได้นาคบาศมา
เดินทางต่อลงมา ก็เจอเจ้าด้วนติดหล่มโคน แล้วเชษฐาก็ใช้หลักกลศาสตร์ ล้มต้นสยาฉุดเจ้าด้วนขึ้นมา แล้วคณะเชษฐาก็พักที่โคนต้นสยา
(เทียบ3 ฝ่าย บ่ายถึงค่ำนี้ ดารินเจอครอบครัวกวาง กินกล้วย ส่วนคณะเชษฐาลงมาถึงที่ราบ ได้นาคบาศ ช่วยเจ้าด้วน ฝ่ายรพินทร์อยู่ทุ่งมาเรียล้ม)
สายวันเดียวกันรพินทร์นำคณะนายจ้างบ่ายหน้าเข้าดงดิบ ไต่เขาลงมาเป็นระยะ (หน้า 5456)
พักเที่ยงกลางดงป่าไม้ดึกดำบรรพ์ บ่ายเศษเดินต่อ
ตกบ่ายผ่านทุ่งอันแห้งแล้ง ลักษณะเดียวกับทุ่งมาเรียล้ม
ท่ามกลางทุ่งแร้งร้อง คี๊ธหมดความอดทน ยก .458 ยิงรพินทร์ แต่ถูกคริสปัดไว้ (แต่ปางบรรพ์ 1 หน้า 5460)
เบลถูกมหิงสาขวิดหวิดนมขาด (หน้า 5478)
คืนนี้ คณะรพินทร์พักที่โคนต้นไทร ในหุบก่อนถึงเนินสุสานนิทรานคร พบกำแพงเมืองด้วย ขณะนั้นเวลา 16.30 น. (หน้า 5526)
ช่วงหัวค่ำ เชิดวุธเกิดบ้าเลือดขึ้นมาจนเกือบฆ่ากันตายเพราะไม่พอใจที่พวกฝรั่งพกอาวุธลับมาโดยไม่บอก (แต่ปางบรรพ์ 1 หน้า 5541)
ระหว่างบุญคำอยู่เวรช่วงหัวค่ำ เจ้าอูถะกับพะโต้แสดงบทเกย์กันเพราะไปฉี่รดเจ้าแม่ต้นไทร (แต่ปางบรรพ์ 1 หน้า 5605)
ทุ่มครึ่งเจ้าแม่ต้นไทร มาขอแลกเปลี่ยนกับรพินทร์ ให้ช่วยโค่นต้นไทรเมื่องานเสร็จแลกกับการยืดอายุหมอเบลออกไปอีก 10 ปี (แต่ปางบรรพ์ 1 หน้า 5634 -5635)
ราวตี 1 เศษ พวกผีดิบมาล้อมปางพัก แต่ก็ล้อมเฉยๆเพราะเข้ามาไม่ได้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพหมาป่าก็บุกแค้มป์
รพินทร์พาเบลหนีไปตามลำห้วยแห้ง
(จบแต่ปางบรรพ์เล่ม 1)

-----จบแต่ปางบรรพ์เล่ม 1 ------

แต่ปาง
บรรพณ์เล่ม 2

นาคเทวี
 
ห่างจากต้นไทรมาราว 3 ไมล์ ก็พบสิงโตหมอบมีปีก พากันเข้าไปพักที่โพรงอก (แต่ปางบรรพ์ 2 หน้า 5699)
พบว่าเบลนมฉีก (ข้างขวานะจ๊ะ) อ้อ..บราสีดำ (แต่ปางบรรพ์ 2 หน้า 5714)

เหตุการณ์สงครามหมาเกิดก่อนดารินจะเผชิญมันตรัยที่ป่าหิน
ที่สิงโตหมอบมีปีกตรงนี้ที่รพินทร์ระลึกอดีตชาติได้ หลังที่มันตรัยเล่าเรื่องอดีตชาติให้ดารินฟัง (หลังมันตรัยไปแล้วดารินยังหลับสนิทต่ออีกหลายชั่วโมง แต่กรณีรพินทร์ตอนระลึกชาติได้ใกล้รุ่งเต็มทีแล้ว) (แต่ปางบรรพ์ 2 หน้า 5744-5830)
5 นาฬิกา บุญคำพาคริสมาดูแลเย็บแผลเบล (แต่ปางบรรพ์ 2 หน้า 5832)

วันที่ 18 (รพินทร์พักที่ป่าเถาวัลย์ในนิทรานคร ดารินพักที่พุน้ำซับในป่าใหญ่ เชษฐาพักชั่วคราวตรงที่ดารินพักเที่ยงแล้วออกเดินทางต่อ) (วันที่ 22 กรกฏาคม )


รพินทร์ย้อนกลับไปล้มไทรใหญ่ โดยมีคี๊ธเป็นมือวางระเบิด (แต่ปางบรรพ์ 2 หน้า 5883)
10 โมงเศษคณะรพินทร์ลงไปสำรวจสุสานที่สิงโตหมอบ
พบภาพตามผนัง แล้วก็ลงไปสำรวจข้างล่าง
ดารินตื่นมาก็พบช้างงาดำมารอรับ

-----จบแต่ปางบรรพ์เล่ม 2 ------

แต่ปาง
บรรพณ์เล่ม 3

นาคเทวี
 
แล้วหล่อนก็ไปกับช้างงาดำ
ฝ่ายเชษฐา เจ้าด้วนปลุกเวลา 05.30 น.(แต่ปางบรรพ์ 3 หน้า 6029) ออกเดินทางเกือบ 6 นาฬิกา

10.00 น. ก็มาเจอเสือที่ดารินยิงทิ้งไว้ พบรอยพักในดงกล้วย (แต่ปางบรรพ์ 3 หน้า 6045) เจ้าด้วนนำทาง
14.55 น. พบป่าหินที่ดารินพัก พบรอยเท้าช้างอีกตัว (แต่ปางบรรพ์ 3 หน้า 6059)
ออกเดินทางต่อ ก็พบว่าดารินนั่งคอช้างไปพร้อมทำเครื่องหมายทิ้งไว้ด้วย ออกตามรอยจนค่ำ (แต่ปางบรรพ์ 3 หน้า 6072)
ใกล้เที่ยง ช้างงาดำพาดารินมาแวะพักที่ลำธาร กินมันเผาแล้วเดินทางต่อ (แต่ปางบรรพ์ 3 หน้า 6087)
ฝ่ายรพินทร์ก็ไต่ลงไปดูหีบศพของจิตรางคนางค์และมหิทธิเดชะห้องในมหาสุสาน
ไม่มีเหตุร้ายจากมันตรัยอันเนื่องจากการที่มันตรัยให้สัจจะกับดาริน แต่รพินทร์บอกว่าเป็นอำนาจของเจ้าของสุสานที่ไม่ยอมให้มันตรัยแสดงอิทธิฤทธิ์ได้
สแตนลีย์บอกใช้เวลาตั้งแต่ลงไปจนขึ้นมาทั้งหมด 2 ชั่วโมงกับ 47 นาที (แต่ปางบรรพ์ 3 หน้า 6198)
คณะรพินทร์พักที่ป่าเถาวัลย์ใกล้น้ำพุร้อนที่เกิดใหม่จากการระเบิด
ดารินพักที่พุน้ำซับกลางป่าใหญ่ ได้รับทราบจากมันตรัยว่ามันตรัยรักษาสัจจะทั้งๆที่มีโอกาสทำร้ายรพินทร์ถึง 2 ครั้งคือที่สิงโตหมอบตอนใกล้รุ่งกับตอนลงไปในมหาสุสาน (แต่ปางบรรพ์ 3 หน้า 6281)
ใกล้ค่ำ เชษฐาพบตำแหน่งที่ดารินพักกลางวันกินอาหารอาบน้ำ
23.30 น. ออกเดินทางตามต่อโดยมีเจ้าด้วนนำทาง

วันที่ 19 (วันที่ 23 กรกฏาคม )
(จากนิทรานครมาพักที่ช่องเขาขาด ฝ่ายเชษฐาพักข้างปราสาทจิตรางคนางค์)

คณะรพินทร์ตื่น 06.00 น. แล้วออกเดินทางต่อ
(จบแต่ปางบรรพ์เล่ม 3 ตรงนี้)

-----จบแต่ปางบรรพ์เล่ม 3 ------

แต่ปาง
บรรพณ์เล่ม 4

นาคเทวี
 
ออกเดินทางไปสำรวจเนินที่รพินทร์ส่องกล้องดูเมื่อวาน เพราะรพินทร์สงสัยว่าจะเป็นเนินที่ขังไชยยันต์กับมาเรีย
เกิดพายุหมุนฉับพลัน รพินทร์ลูกสะบ้าขวาหลุด คริสช่วยดึงเข้าที่ (แต่ปางบรรพ์ 4 หน้า 6362-6373)

ใกล้เที่ยงมาถึงสุสานที่ไชยยันต์กับมาเรียเคยติดอยู่จริงๆ (แต่ปางบรรพ์ 4 หน้า 6424)
คี๊ธจัดการระเบิดปิดปากทางเข้าออก เสร็จเรียบร้อยเวลา 11.15 น. (หน้า6442)
รพินทร์ต้องการย่นระยะทางโดยไม่ผ่านเทือกเขานิลกาญจน์ ไม่ผ่านหลุมอุกาบาตทั้ง 3 แห่ง รวมทั้งทะเลสาบมรณะด้วย โดยจะตรงไปเนินพระจัน การขึ้นมรกตนครก็ไม่ต้องรอเดือน 12 ขึ้น 5 ค่ำอีก
มันตรัยบอกค่ำนี้จะถึงปราสาทจิตรางคนางค์
ดารินขี่คอช้างมาถึงน้ำตกยามสาย ซึ่งที่แท้บริเวณนี้เคยเป็นอุทธยานชั้นนอก
ช้างนำดารินฝ่าน้ำตกเข้าไปยังมหาปราสาทจิตรางคนางค์ แล้วความเป็นดาริน วราฤทธิ์ก็สิ้นไป
จิตรางคนางค์จำอดีตได้ เข้าไปในปราสาท ขึ้นไปห้องนอน (แต่ปางบรรพ์ 4 หน้า 6463)
ณ. ตรงนี้เองที่มันตรัยเริ่มสะกดดารินให้ถอดพระเครื่อง (แต่ปางบรรพ์ 4 หน้า 6491)
นาทีนั้นเอง หลังคาแก้วก็แตกเป็นช่อง พวกพี่ๆเขามาช่วย โยนนาคบาศมาให้ ดารินโยนใส่มันตรัย แล้วอวสานมันตรัยก็มาถึง ไม่มีโอกาสเกิดอีกนับอสงไขยปีนรก (แต่ปางบรรพ์ 4 หน้า 6497)
เมื่อทุกคนรีบปีนออกมา หลังคาแก้วก็ถล่มยุบลงมา ขณะนั้นเวลาบ่ายคล้อย (หน้า6512) ใกล้ค่ำ(หน้า6513)
แล้วทุกคนก็พักตรงตำแหน่งเชิงเนินนั้นเอง แล้วราตรีนั้นก็ผ่านอย่างราบคาบ
ฝ่ายรพินทร์บ่ายนั้นยังเหลือเวลาอีก 3 - 4ชั่วโมงก่อนค่ำ รพินทร์พาคณะเดินทางมุ่งตะวันออกเฉียงเหนือ (หน้า 6621)
หลังเดินได้ 2 ชั่วโมง (หน้า 6622) ก็ถึงช่องผาเขาขาด รพินทร์ก็วางปางพักใกล้แหล่งน้ำซับ แต่เจ้ากรรม แหล่งน้ำนั้นมีว่านผีปอบขึ้นเต็มไปหมด
ช่วงที่ยังพอมีแสงบุญคำนำรพินทร์ไปพบกอ"ไพลดำ" แต่ก็ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นในค่ำนั้น นอกจากหลายคนรู้สึกตะครั่นตะคอเท่านั้นเอง 03.10 น, ผีปอบกวนคริส ตี 4 เชิดวุธตื่นมาฉี่ เพราะมดกัดหำ ตี 5 ฝนตกหนัก
(จบแต่ปางบรรพ์เล่ม4 ตรงนี้)
เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา

มงกุฏไพร
เล่ม 1

นาคเทวี
 แต่การบรรยายก่อนหน้านั้น(เล่ม4)กล่าวถึงฝ่ายเชษฐา-ดารินอีก 1 วันดังนี้

วันที่ 20 (รพินทร์พักช่องประตูผา ฝ่ายเชษฐาพักในป่าทึบ) (วันที่ 24 กรกฏาคม )

กลางดึกก่อนรุ่ง แงซายมาเข้าฝันดาริน บอกจะช่วยนำทางให้
ดารินตื่น พวกพี่ๆตื่นมาร่วมวง เล่าเรื่องที่แต่ละฝ่ายประสบสู่กันฟัง แล้วก็นอนกันต่อ
ดารินตื่นสายกว่าเพื่อน วันนี้จึงออกเดินทางสาย 10.45 น. (หน้า6569) ช่วงบ่ายมุ่งหน้าขึ้นตะวันออกเฉียงเหนือตลอด (หน้า 6571)
ใกล้เที่ยง ในดงป่าหิน ดารินเดินนำหน้า เจอฝูงลิงหางสั้น 500 ตัว อนุชาไล่ด้วย M 16 แล้วก็ยังไม่ไป ไชยยันต์เลยล่อด้วย M79 (ใช้งานครั้งที่ 3 ลูกที่ 5)
คะหยิ่นถูกลิงบาดเจ็บกัดที่ไหล่ขวา ต้องฉีดยาและเย็บแผล
พ้นจากฝูงลิงก็มุ่งเหนือ เข้าป่าดงดิบ พัก 20 นาทีตอนบ่าย 2 (หน้า 6601 )
อีกชั่วโมงต่อมา ก็เจอเจ้าด้วน (หน้า 6604) ตามเจ้าด้วนไปทางเหนือแต่เยื้อง 10-15 ดีกรี (หน้า 6603)
ค่ำนี้เวลา 18.00 น, ฝ่ายเชษฐาวางแค้มป์ตรงแอ่งน้ำซับ
ตกดึกดารินตัวร้อน จับไข้ แต่ไม่สั่น

วันที่ 21 (วันที่ 25 กรกฏาคม ) (ฝ่ายรพินทร์ผ่านป่าโลกล้านปีเข้าสู่ทะเลสาบมรณะ ฝ่ายเชษฐาพักป่าหินพบรอยไดโนเสาร์)

เช้านี้ฝรั่งแจกอาหารกระป๋องให้กับลูกหาบทุกคน จะได้ไม่ต้องแบกกันต่อไป
พบไพลดำ
ให้สร้อยคริสและครอบครูให้
ออกเดินทาง 11.00 น.
พวกฝรั่งสงสัยว่าทำไมเดินไม่ทันรพินทร์ จันก็เลยบอกว่า รพินทร์เดินด้วยวิชาอาคม ใช้คาถาย่นระยะทาง
หลังเที่ยงพบรอยเท้าไดโนเทเรี่ยมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 หลา
เผชิญครอบครัวไดโนเทเรี่ยมสามพ่อลูก ฝ่ายพ่อโดนคี๊ธเผด็จศึกด้วยระเบิดเพลิง (มงกุฏไพร 1 หน้า 6839-6855)
แล้วก็ถึงทะเลสาบมรณะทางฝั่งตะวันตก (มงกุฏไพร 1 หน้า 6887)
ณ. ตรงนี้คริสเรียกรพินทร์ว่า "ครู" เป็นครั้งแรก (มงกุฏไพร 1 หน้า 6896)
เช้านี้เช่นกัน ฝ่ายเชษฐาถูกเจ้าด้วนปลุกตั้งแต่ 05.30 น. (มงกุฏไพร 1 หน้า 6909)
แล้วเจ้าด้วนก็นำต่อแต่เช้ามืด เดินงมกันในดงทึบไม่เห็นแสงตะวัน
พอขึ้นชั่วโมงที่ 4 ขณะนั้นเวลา 10 น. เศษ ก็มาพักขาที่น้ำตกใหญ่ (มงกุฏไพร 1 หน้า 6918)
นายชดก็จำได้ว่าเคยผ่านน้ำตกนี้มาก่อน และตั้งชื่อน้ำตกนี้ว่า "น้ำตกสามเจดีย์" มีหลักฐานการพักของนายชด คือ สลักชื่อและวันที่ไว้ที่ต้นไม้ (มงกุฏไพร 1 หน้า 6920-6924)
แล้วเจ้าด้วนก็นำต่อโดยอ้อมทางขวาของน้ำตกไป แล้วก็หลงเข้าโลกนอกภูมิศาสตร์ (มงกุฏไพร 1 หน้า 6929)
สองชั่วโมงเต็มที่เจ้าด้วนนำไต่ทางลาดขึ้นไป อ้อมทางขวาของน้ำตก ก็พบป่าหิน (มงกุฏไพร 1 หน้า 6937)
บ่าย 3 โมงกว่า เจ้าด้วนก็ไปต่อไม่ได้ เพราะอยู่คนละเขตแดน อำลาเจ้าด้วนกันตรงนี้ (มงกุฏไพร 1 หน้า 6949)
ทำสงครามกับแมลงปอยักษ์ (มงกุฏไพร 1 หน้า 6963)
ขณะนั้นเวลา 16.30 น. ลงจากเนินทราย สู่แอ่งน้ำผืนทรายที่ราบต่ำมีหินใหญ่ 3 ก้อนล้อมแอ่งน้ำ (มงกุฏไพร 1 หน้า 6977)
ระหว่างพักก็เจอรอยไดโนเสาร์ 6983
(จบมงกุฏไพรเล่ม 1 ที่นี่)

------จบมงกุฏไพรเล่ม 1-------

มงกุฏไพร
เล่ม 2

นาคเทวี
 
แล้ว 6 ชายก็ออกไปสำรวจรอยเท้าไดโนเสาร์โดยไม่ให้พวกลูกหาบรู้ (มงกุฏไพร 2 หน้า 7034)
กลับมานอนพัก แงซายมาเข้าฝันดาริน

ตกดึก 04.20 น. พายุลูกเห็บกระหน่ำ หนานอินบอกว่าเป็นเรื่องดี เพราะถ้าเจอลูกเห็บก็แปลว่าใกล้ถึงเมืองวายาแล้ว แสดงว่าเจ้าด้วนตัดทางลัดมาส่ง (มงกุฏไพร 2 หน้า 7023)

วันที่ 22 (วันที่ 26 กรกฏาคม ) (คณะรพินทร์ไม่ได้กล่าวถึง คณะดารินพักที่ทุ่งหญ้า)

06.00 น. ทุกคนตื่นจากเสียงไดโนเสาร์คำราม
ดารินเชื่อมั่นว่า ไม่มีไดโนเสาร์และไม่เจอตัว แล้วก็อธิบายทฤษฎีซ้อนเหลื่อมเวลา (หน้า 7048)
การเดิทางเช้านี้ ดารินขอนำทาง โดยมุ่งตะวันออกเฉียงเหนือโดยตลอด
ขึ้นชั่วโมงที่ 4 ใกล้เที่ยง (หน้า 7072) ดารินเดินคล้ายใช้คาถาย่นระยะทาง (โดยมีแงซายเป็นผู้นำทางให้)
ใกล้ค่ำก็มาถึงทุ่งหญ้าเล็กๆเนื้อที่ราว 2 ไร่ท่ามกลางป่าหิน (มงกุฏไพร 2 หน้า 7093)
แล้วก็เจอวายาออกมาดักคอยต้อนรับ (มงกุฏไพร 2 หน้า 7097)
ถึงตอนนี้ทุกคนก็ได้รับทราบจากวายาว่า รพินทร์ไม่ได้ผ่านมาทางนี้และไม่มีเครื่องบินตก (มงกุฏไพร 2 หน้า 7104-7106)
วายาบอกฤาษีโกฑัญญะมีบัญชาให้นำคณะเชษฐาไปถึงเขาพระศิวะ และขึ้นไปส่งถึงถนนใหญ่ (หน้า 7117-7118)
คืนนี้คณะเชษฐาพักที่ทุ่งหญ้านั้นนั่นเอง(มงกุฏไพร 2 หน้า 7199)

วันที่ 23 (วันที่ 27 กรกฏาคม ) (พักที่เมืองวายา)

เช้าวันรุ่งขึ้น พลพวกลิงช่วยกันแบกหามนำคณะเชษฐาไปเมืองวายา นมัสการฤาษีโกฑัญญะ และพักที่เมืองวายาหนึ่งคืน

วันที่ 28 (วันที่ 1 สิงหาคม ) ( 5 วันต่อมาหลังออกจากเขานิลกาญจน์)

บ่ายนี้ คณะเชษฐามาถึงกี่งกลางถนนพระศิวะ โดยการนำทางของวายา(มงกุฏไพร 2 หน้า 7236)
ณ.ที่นี้ นาฬิกาหยุดเดิน เข็มทิศถูกล็อค วิทยุใช้การไม่ได้เพราะแบตฯไม่ทำงาน ( มงกุฎไพร 2 หน้า 7240-41)
เมยานีมารับคณะเดินทาง โดยมีสุกรี ยุษฐิษ วิกรม และพราหุต ตามมาด้วย (มงกุฏไพร 2 หน้า 7251)
ดารินได้รับทราบว่า อีกฝ่าย ขุนพลเฒ่าอรชุน กับพรมเมศวร์และวามิส ไปรอคณะรพินทร์ซึ่งกำลังไต่ขึ้นหัวถนน ณ.เวลาเดียวกัน
ตะวันเลือนแสง หยุดพักบนไหล่ถนนเหนือเนินสูงใกล้ธารน้ำตกเล็กๆ (มงกุฏไพร 2 หน้า 7283)

วันที่ 30 (วันที่ 2 สิงหาคม ) (อีก 8 วันต่อมาจากทะเลสาบมนณะ ก็ถึงเนินพระจันทร์)

ตัดตอนมาฝ่ายรพินทร์ (อีก 8 วันต่อมา โปรดย้อนไปข้างบนดูวันที่ 21 (วันที่ 25 กรกฏาคม ) ) เช้าวันนี้เป็นวันที่ 8 ตั้งแต่การพยายามตัดทางจากทะเลสาบมรณะ โดยอ้อมไม่ผ่านเทือกเขานิลกาญจน์ ผ่านป่าหินอันแห้งแล้งในสามวันสุดท้าย
ตั้งแต่เช้านี้รพินทร์พาคณะนายจ้างไต่ขึ้นที่ราบสูง จนมาถึงขอบหน้าผาสูง อันเป็นทุ่งหญ้าในเวลา15.30น. (มงกุฏไพร 2 หน้า 7121)
และที่นี่ มองลงไปเห็นเนินพระจันทร์อยู่เบื้องล่าง (มงกุฏไพร 2 หน้า 7130)
ทันทีที่มองเห็นเนินพระจันทร์ นาฬิกาของทุกคนก็หยุดเดิน (หน้า 7144) แต่เข็มทิศก็ยังใช้ได้ (หน้า 7147)
รพินทร์บอกว่า กาลเวลาหยุดนิ่งเปิดทางให้ไปถึงเนินพระจันทร์ ถ้าไม่รีบไปตอนนี้ แล้วเกิดเข็มนาฬิกาเดินเมื่อไหร่ ก็แปลว่า จะไม่มีวันไปถึงได้ เพราะสถานที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การเดินไปในเส้นทางนี้ (จากหน้าผาถึงเนินพระจันทร์) จะเป็นเหมือนประตูกาลเวลา เมื่อโผล่ไปถึงปลายทาง เวลาก็จะเริ่มเดินต่อ
ที่นี่บุญคำยิงกวางได้มาเป็นเสบียง จึงทราบว่า อาหารเม็ดสำเร็จรูปรวมทั้งน้ำเม็ดหมดไปตั้งแต่เที่ยงวันนี้แล้ว
คืนนี้ที่เนินพระจันทร์ รพินทร์บอกเรื่องราวสิ่งมหัสจรรย์ของมรกตนคร แล้วก็พีกที่นั่น

วันที่ 31 (วันที่ 3 สิงหาคม )

เวลา 04.30 น. รพินทร์เป็นไข้จับสั่นอีกครั้ง และนี่เป็นการสั่นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้ายของภาคนี้ (มงกุฏไพร 2 หน้า 7235)

วันที่ 29 (วันที่ 2 สิงหาคม ) ( ดารินพักที่ปราสาทหลัง ฝ่ายรพินทร์พักปราสาทหน้า)

ตะวันเที่ยงก็ถึงทางสองแพร่ง เดินทางต่อถึงมรกตนครตอนบ่าย
แล้วคณะเชษฐาก็พักที่ปราสาทหลัง (ที่เคยโดนรหัสยะคุมตัวและมีกุตะมะเป็นตัวประกัน)
จบมงกุฏไพรเล่ม 2 ที่นี่

------จบมงกุฏไพรเล่ม 2-------

มงกุฏไพร
เล่ม 3

นาคเทวี
 
และที่ปราสาทท้ายอุทยานนี่เองก็ได้พบส่างปาในชุดแพทย์หลวงรอต้อนรับ (มงกุฏไพร 3 หน้า 7318)
ฝ่ายเชษฐายังสงสัยว่าแงซายหายไปไหน ทำไมจึงให้เมยานีว่าราชการแผ่นดินแทน

พลบค่ำสุกรีก็มาส่งข่าวว่า เมยานีติดภาระกิจมาร่วมอาหารเย็นด้วยไม่ได้ (มงกุฏไพร 3 หน้า 7338)
ทุกคนกินอาหารเย็นแล้วก็หลับกันไป ยกเว้นดารินคนเดียว (มงกุฏไพร 3 หน้า 7340)
ตกดึก ราวยาม 3 ดารินออกมาเดินเล่นที่ระเบียง ก็พบนิลิยา มาบอกว่า เมยานีต้องการพบด่วนเป็นการส่วนตัวที่ศาลปาริชาติ (มงกุฏไพร 3 หน้า 7346)
ณ.ที่นั้น ศาลาปาริชาติ คู่รักก็ได้พบกัน(จากการจัดฉากของแงซาย) (มงกุฏไพร 3 หน้า 7361)
รพินทร์เล่าว่า จากหัวถนน อรชุนเร่งการเดินทาง มาถึงตอนเที่ยงคืนแล้วพักที่ปราสาทรับรองด้านหน้าอุทยาน
แล้วต่างฝ่ายก็เล่าเรื่องฝ่ายตน ตรวจสอบย้อนหลังอดีตชาติ (หน้า 7388-7389)
เมื่อรักเข้าใจในรักแล้ว ทั้งคู่ก็พากันมาที่ปราสาทหลัง พบคณะเจ้านายเก่า (มงกุฏไพร 3 หน้า 7441)

วันที่ 30 (วันที่ 3 สิงหาคม ) ( รางวัลชีวิต วิวาห์ดาริน-รพินทร์)

ผ่านอาหารเช้าแล้วก็ยังไม่มีวี่แววใดๆจากจักราชหรือเมยานี
11 โมง อรชุนและพรมเมศวร์มาเชิญไปท้องพระโรง โดยฝ่ายรพินทร์ไปรอที่อาคารรับรองข้างท้องพระโรงอยู่ก่อนแล้ว (มงกุฏไพร 3 หน้า 7460)
แล้วทั้ง 2 คณะก็ได้พบปะทำความรู้จักกันในท้องพระโรง (มงกุฏไพร 3 หน้า 7480)
เวลาพอสมควรก็ออกเดินทางไปมหาปราสาทอุมาเทวี (ตอนนี้ทางมรกตลืมจัดอาหารเที่ยงให้ ฮา....) (มงกุฏไพร 3 หน้า 7528)
หลังจากนมัสการพระแม่อุมาเทวีแล้ว ก็ได้พบแงซาย แงซายทักทายทุกคนแล้วก็เปลี่ยนฉลองพระองค์ (มงกุฏไพร 3 หน้า 7524)
คืนนี้จักราชจัดงานแกรนด์ดินเนอร์รับรอง (อาคันตุกะใส่ชึดเดิม ไม่ยอมใช้ชุดที่ทางมรกรตนครจัดมาให้)
ในงานนั้น คริสบอกเชิดวุธว่า กลับไปนี้ได้รับนิรโทษกรรมแล้วจะบวช
งานเลี้ยงเลิกรา ต่างฝ่ายต่างกลับไป แต่รพินทร์กระซิบดารินว่า คือนนี้จะไปหา
ไปส่งพวกฝรั่งแล้ว รพินทร์ก็ดอดมาหาฝ่ายเชษฐา
แงซายกับส่างปาในคราบคนดงก็มาร่วมเสวนาด้วยที่ปราสาทหลังอุทยาน
ต่างฝ่ายก็ไขข้อข้องใจกันจนหมดสิ้น
โดยไม่มีใครคาดฝัน เชษฐาก็ประกาศงานแต่งงาน รพินทร์ ไพรวัลย์คือสามี ดาริน วราฤทธิ์คือภรรยา
แล้วเมยานีก็อัญเชิญ "มงกุฏไพร" ให้รพินทร์สวมให้ดาริน
จบมงกุฏไพรเล่ม 3 ที่นี่

------จบมงกุฏไพรเล่ม 3-------

มงกุฏไพร
เล่ม 4

นาคเทวี
 
ระหว่างงานวิวาห์ พรานลูกน้อง 4 คนของรพินทร์ ก็ได้รับอนุญาตให้มาร่วมด้วย โดยอรชุนไปรับมากลางดึก มาถึงตอนที่รพินทร์กำลังสวมมงกุฎไพรให้ดารินพอดี (หน้า 7648)
หลังพอธีการสิ้นสุด แงซายก็อยู่ต่ออีกพักใหญ่ เพื่อไขข้อข้องใจต่างๆ (หน้า 7655-7674)

แล้วรพินทร์กับลูกน้องก็กลับไปหานายจ้างหลังจากที่หนีมาแต่งงาน (หน้า 7691)

วันที่ 31 (วันที่ 4 สิงหาคม ) (ตรวจเครื่องบิน และงานฉลองวิวาห์ )

หลังเที่ยงออกไปตรวจซากเครื่องบินและระเบิด (หน้า 7692)
มันอยู่หลังมหาปราสาทอุมาเทวี ลำตัวราบกับพื้นหักเป็นสามท่อน หัวปักดินเฉียง 35 องศา แพนหางสูงเกือบเท่าตึก 5 ชั้น ปีกขวาหักวางเฉใกล้ๆนั่นเอง (หน้า 7705)
ทุกคนรอที่ป่าไผ่ ปล่อยให้ 4 อเมริกันไปตรวจเครื่อง (หน้า 7710)
ผลการตรวจ เครื่องดับทั้ง 8 เครื่อง อุปกรณ์นำทิศทาง เรดาร์ และเครื่องมืออิเลคโทรนิคส์ไม่ทำงาน วิทยุ โทรทัศน์ประจำเครื่องใช้ไม่ได้ นาฬิกาหยุดเดิน เข็มทิศไม่ทำงาน (มงกุฏไพร 4 หน้า 7730)
เครื่องวัดกัมมันตภาพรังสีไม่ทำงาน แต่ลูกระเบิดก็อยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีรอยแตก รั่ว หรือปริร้าว (หน้า 7732)
สำรวจเสร็จเดินทางกลับมาถึงอุทยานส่วนหน้าราว 4 โมงเศษ นัดเลี้ยงอาหารเย็นตอน 2 ทุ่ม งานนี้เมยานีขอร้องให้ทุกคนแต่งชุดชาวมรกตนครมาในงาน (หน้า 7739)
รพินทร์กระซิบบอกดารินว่า นี่เป็นแผนของจักราชและเมยานีที่จะให้ดารินแต่งชุดจิตรางคนางค์ โดยใช้ชุดที่สถาปนาเป็นมกุฏราชกุมารีในครั้งกระโน้น (หน้า 7745)
รพินทร์บอก ตัวเองจะแต่งชุดพรานเหมือนเดิม ไม่ยอมแต่งชุดอัคนีรุทร์เพราะ อัคนีรุทร์มีแต่พลัดพรากจากจิตรางคนางค์มาโดยตลอด (หน้า 7746)
เวลางานมาถึง ดารินแต่งชุดจิตรางคนางค์ปรากฏตัวท่ามกลางสายตาที่ตะลึงพรึงเพริดของผู้คนในงาน (หน้า 7768)
เมื่อจักราชและราชินีมาถึง หลังทักทายทุกคนแล้ว ก็ประกาศให้ทุกคนทราบถึงการวิวาห์ของพระเอกนางเอกเมื่อคืนนี้ (หน้า 7779)
ถึงเวลาอันสมควร จักราชกับราชินีเสด็จกลับ งานเลี้ยงเลิกรา
เมื่อทุกฝ่ายกลับไปแล้ว งานส่งตัวบ่าวสาวก็มาถึง พวกพี่ๆ เพื่อนๆส่งตัวคู่บ่าว-สาวเข้าหอ (หน้า 7825)
แล้วสองวิญญาณรักก็กลมเกลียวผนึกแน่นเข้าหากัน ดุจจะรวมตัวเป็นเลือดเนื้อวิญญาณเดียวกัน ....(แปลว่าอะไรก็หม่ายรุ...อิ อิ) ( ไปอ่านเอง อยู่หน้า 7833)
ย่างเข้าวันที่ 9 (มาถึง 12 วันแล้ว) ฝ่ายนายจ้างฝรั่งแพ็คของเตรียมกลับ กะว่าพรุ่งนี้จะไปลาจักราชเพื่อแจ้งว่าจะกลับวันมะรืน (หน้า 7841)
คืนนี้แงซายมาช่วยกำหนดเส้นทางกลับเพื่อลัดทาง (หน้า 7857)
คืนสุดท้าย แงซายจัดงานราตรีสโมสรอำลา (หน้า 7867)
ส่างปาฝากกำไลข้อเท้าฝังเพชรไปให้ไพรวัลย์ (หน้า 7869)
วันเดินทางกลับมาถึง ออกจากประตูเมืองแต่เช้า ช่วงค่ำก็พักข้างถนน (หน้า 7871)
รุ่งขึ้น วันลาจากจริงก็มาถึง จักราชมาส่งกึ่งกลางถนนที่ฝ่ายเชษฐาปีนขึ้นมา (การร่ำลาไม่ประทับใจเท่าครั้งกระโน้น)
ไต่ลงมาตามเนินถึงตะพักแรกใช้เวลาครึ่งชั่วโมง เหลียวกลับไปยังเห็นถนนอยู่ (หน้า 7900)
ไต่ลงมาอีกชั่วโมงต่อมา มองย้อนกลับไป ไม่เห็นอะไรที่ส่อว่าข้างบนมีถนนและเมืองใหญ่อยู่ (หน้า 7901)
ตรงนี้ นาฬิกาก็เดินอีกครั้ง รพินทร์ดูตะวันแล้วให้ตั้งเวลา 13.30 น. ตรงกัน ที่เดียวกันนี้ วิทยุมือถือก็ใช้ได้เช่นกัน (หน้า 7902)
ระหว่างเดินทางมาด้วยกัน รพินทร์บอกดารินเกี่ยวกับอนุสาวรีย์ที่แงซายรับปากจะสร้างแต่ยังไม่สร้างก็เพราะเขาถือว่าคนยังไม่ตายก็เลยยังไม่สร้าง (หน้า 7915)
รุ่งเช้า เดินทางต่อ เป็นการเดินลงจากที่สูง (หน้า 7922)
เช้าวันที่ 4 เริ่มปีนป่ายเขาสูงอีกครั้ง รพินทร์ปลอบใจว่า อีก 3 วันจะถึงดงทึบ (หน้า 7923)
รพินทร์บอกพ้นรัศมีเขตเขาพระศิวะตั้งแต่เมื่องานนี้แล้ว (หน้า 7924)
ค่ำนี้ตัดสันเขาลงมาอีกฟาก พักที่โขดหินริมธารน้ำตื้นที่ไหลเลาะอยู่ยังบริเวณตีนเชิง ทุกคนได้มีโอกาสอาบน้ำชำระร่างกาย (หน้า 7926)
ตลอดทางตั้งแต่ลงจากถนนพระศิวะ ยังไม่มีเสียงปืนสักนัด และการเดินทางก็รวมกลุ่ม ไม่มีการพลัดพรากหลงแยกหมู่ (หน้า 7927)
อีกสองวันเต็มๆ ของการเดินมหาโหด เพราะเป็นการไต่เขาลดระดับลงไปอีก และร้อนระอุ มองไปทางไหนก็มีแต่หิน หิน หิน แล้วทุกคนก็ร้องเพลง happy wonderer บรรเทาอาการเหนื่อย (หน้า7937)
ในที่สุดก็มาถึงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ซึ่งมีดงทึบอยู่เบื้องหน้า นั่นแปลว่าหลุดจากนรกดำแล้ว ณ.ตรงนี้ รพินทร์ยิง .458 ไปหนึ่งนัดขึ้นฟ้าเป็นการเปิดฟ้า (หน้า 7941)
รพินทร์บอกอีก 8 - 10 วันก็จะถึงหนองน้ำแห้ง (หน้า 7941-7942)
คืนนี้ คริสบอกว่าวิทยุใหญ่ใช้ได้แล้ว เพราะจักราชมาบอก
บ่ายวันรุ่งขึ้นกันชิปก็มารับ 5 นายจ้างพร้อมสัมภาระกลับไป (หน้า 7951)
หลัง 5 นายจ้างกลับไปแล้ว พวกลูกหาบก็สนุกสนานรื่นเริง ยิงสลุตกันใหญ่ (หน้า 7951)
เช้าวันรุ่งขึ้นออกเดินทางต่อ แต่ออกสายหน่อย (หน้า 7963)
รพินทร์บอกจะมุ่งหล่มช้าง เพราะใกล้กว่าห้วยเสือร้อง (หน้า 7966)
ขณะนั้นเจ้าด้วนก็ปรากฏตัวออกมาต้อนรับ (หน้า 7970)

เฮ้ยซ้าง !
(มงกุฏไพร เล่ม 4 หน้า 7970)

เพชรพระอุมา

เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา เพชรพระอุมา
จบบริบูรณ์

ย้อนไปอ่านภาคแรก


เส้นทาง : สารบัญเส้นทางเดินปูมเดินทางภาคจบ