ปูมเดินทางนี้จะเป็นการบันทึกการเดินทางวันต่อวัน อย่างสั้นๆว่าได้เกิดอะไรขึ้นในแต่ละวันนั้นเสมือนหนึ่งได้ร่วมคณะเดินทางไปด้วย โดยจะแบ่งเป็น 4 ช่วงดังนี้
(คำว่าวันที่ในที่นี้หมายถึงการนับวันจากวันแรกของแต่ละช่วง)

ช่วงที่ 1 ช่วงเริ่มเรื่องก่อนออกเดินทางจริงที่หนองน้ำแห้งกลางเดือนมีนา
ใช้เวลาเตรียมงานจากวันแรกที่พบกันจนวันสุดท้ายก่อนออกเดินทางที่หนองน้ำแห้งรวม 20 วัน

ช่วงที่ 2 ช่วงเริ่มออกเดินทางจากหนองน้ำแห้งจนถึงหมู่บ้านหล่มช้างและวันสุดท้ายที่หล่มช้าง จากหนองน้ำแห้งถึงหล่มช้าง 37 วัน พักที่หล่มช้างอีก30วัน รวม 67 วัน

ช่วงที่ 3 นับจากวันแรกที่ออกจากหล่มช้างจนถึงวันขึ้น5ค่ำเดือน11 ซึ่งตรงกับวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2513 จนปีนถันพระอุมาใช้เวลา 42 วัน

ช่วงที่ 4 นับจากวันที่ 4 พฤศจิกายน 2513 ที่อยู่บนถันพระอุมา จนออกจากมรกตนคร ใช้เวลา 18 วัน


รวมเวลาทั้งสิ้น 20+67+42+18 = 147 วัน (เหยียบเท้าออกจากมรกตนคร)

ช่วงที่1 ของปูมเดินทาง
ช่วงเริ่มเรื่องก่อนออกเดินทางจริงที่หนองน้ำแห้ง

วันที่ 1
เริ่มเรื่องที่คณะจากพระนครมาพบรพินทร์ที่สำนักงานนายอพล แล้วจบลงในหุบหมาหอนตอนเสียงจระเข้หุบหมูป่า

เหตุการณ์ที่พระเอกพบนางเอก เรื่องราวนี้อุบัติขึ้นกลางเดือนมีนาคม ช่วงเวลาบ่าย คณะของนางเอกมาถึงก่อนเที่ยง และพบกันตอนราวบ่ายโมงกว่า ในวันแรกนี้รพินทร์ได้เล่าเรื่องเพชรพระอุมาจากที่เคยได้ทราบมาให้คณะชาวพระนครทราบ และบอกข่าวคราวของชดประชากร

วันที่ 2
รพินทร์เสนอเงื่อนไขสัญญาจ้าง คือเงินสองแสน ดูแลแม่ และการแบ่งทรัพย์โชคลาภหนึ่งในสามส่วน นายจ้างตกลง

วันที่ 3 - 9 ทนายความของนายจ้างได้ทำสัญญาและเซ็นสัญญาจ่ายเงินเป็นเช็ค รพินทร์นำเข้าบัญชีธนาคาร

วันที่ 10 – 16 อีกหนึ่งสัปดาห์ของการตระเตรียมสัมภาระที่จำเป็นของการเดินทาง

วันที่ 17 – 18 (สองวันแรกภายหลังคณะของ ม.ร.ว เชษฐาล่วงหน้ามาพำนักที่หนองน้ำแห้ง)
สัมภาระอุปกรณ์และเสบียงกรังได้ทยอยขนมาที่หนองน้ำแห้งโดยรถจี๊ปของบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์

วันที่ 19 (วันที่ 3 ที่พักที่หนองน้ำแห้ง) เครื่องเวชภัณฑ์ อาวุธปืน เครื่องกระสุน มาถึง ได้ร่วมกันพิจารณาระหว่างนายจ้างกับพรานนำทาง

วันที่ 20 วันสุดท้ายก่อนออกเดินทาง และในคืนนั้นเองที่แงซาย พระเอกอีกคนของเราปรากฏตัวในท้องเรื่อง โดยมาสมัครเป็นคนรับใช้ที่ขาดไปหนึ่งคนร่วมเดินทางไปด้วย

ทั้งหมดนี้ใช้เวลา20 วันนับจากวันแรกของท้องเรื่องที่เกิดขึ้นกลางเดือนมีนาคม
ดังนั้นการเดือนทางจริง น่าจะเริ่มขึ้นราว วันที่ 4 เมษายน 2513



ช่วงที่2 ของปูมเดินทาง
(ช่วงเริ่มออกเดินทางจากหนองน้ำแห้งจนถึงหมู่บ้านหล่มช้างและวันสุดท้ายที่หล่มช้าง)

เพชรพระอุมา , พนมเทียนวันแรก
เกวียน 8 เล่ม (5 บรรทุกสำภาระ 2สำรอง หน้าสุดสำหรับนายจ้าง) ส่วนคน มี 25 เป็นนายจ้าง 3 พรานลูกน้องรพินทร์ 4 แงซายหนึ่ง รพินทร์หนึ่ง ลูกหาบคุมเกวียนอีก 16 ควาย16ตัว
ตอนบ่ายถึงเขาโล้น ไล่ราวเลียงผา ได้เลียงผา 20 ตัว ของเชษฐา 6 ไชยยันต์ 5 ดาริน 5 รพินทร์4 ก่อนหน้านั้นเชษฐายิงกวางได้ ไชยยันต์ยิงหมูป่า
วันแรกเดิน 6 – 7 ชั่วโมง ได้ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร (ไพร 1 หน้า221)
คืนแรกไอ้กุด มาทักทาย

วันรุ่งขึ้น (วันที่ 2 )
วันนี้แหละที่ดารินยิงหมวกรพินทร์
ช่วงเช้ารพินทร์ไปเตรียมห้างไว้นั่งห้างยิงสัตว์
ช่วงก่อนเที่ยงดารินแอบไปเล่นน้ำที่ลำธารคนเดียวเจอช้างแม่ลูกอ่อน รพินทร์มาช่วยได้ทัน
ตอนบ่าย ไชยยันต์ได้ยิงหมีควาย รวม4ตัว
เชษฐา ล่อวัวแดงจากบนห้าง
ตกค่ำ ไอ้กุดลากลูกหาบไปหนึ่งคน…(เอิ้น)…ศพแรก

วันที่ 3
เฝ้าทรากลูกหาบหวังว่าไอ้กุดจะย้อนมากินทราก เชษฐาเป็นคนยิง 2 นัด ลูกปรายโอ-โอบัค รพินทร์เป็นคนสังหารนัดสุดท้ายด้วย .375แมกนั่ม เป็นอวสานของไอ้กุด (ไพร 1 หน้า 355)

วันที่ 4
บ่ายหน้าตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งโป่งกระทิง (เขาโล้น โป่งกระทิง ห้วยยายทอง ป่าหวาย หล่มช้าง) เดินสบายๆก็ 12 –15 ชั่วโมง ระหว่างทางไชยยันต์ได้ยิงวัวแดงด้วยบีเว่อร์ .300 แมกนั่มล้ม 2 ตัวพร้อมกับเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ก่อนถึงโป่งกระทิง ขบวนปะทะกับโขลงช้าง เชษฐายิงล้มไปหนึ่งตัวด้วย .600ไนโตร
(จบเล่ม 1 ตรงนี้)

เพชรพระอุมา, พนมเทียน ที่นี่ที่รพินทร์นำเหล้าโรงผสมเลือดค่างสดๆ(กินเป็นยาแก้เมื่อยขบ) มาให้ไชยยันต์ เชษฐาขอกินด้วยเพราะเคยรู้สรรพคุณมาก่อน (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 431 - 432, 434)
คืนนี้ที่ได้เห็นเสือดาวตายด้วยเขากวางเสียบ (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 439)
ตกดึก โขลงไอ้แห่วงมาเยี่ยม

วันที่ 5
เช้านี้ยังอยู่ที่โป่งกระทิง แกะรอยกระทิง
จันโดนงูหลามรัด (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 513-514)
ระหว่างตามรอยกระทิงในป่าผาก รพินทร์และดารินช่วยยิงเสือที่กำลังกระโจนใส่แงซาย (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 524)
ช่วงบ่าย 4 โมง บุญคำกลับมาถึงแคมป์พร้อมข่าวร้าย อิน ลูกหาบที่ตามบุญคำเอาหนังไอ้กุดไปหนองน้ำแห้งกลับมา ระหว่างทางโดนไอ้แหว่งถล่มเละที่พุบอน (3 ชั่วโมงทางตะวันตกเฉียงใต้ของโป่งกระทิง) บุญคำรอดมาได้………….ศพที่ 2
ดารินแสดงหนังใหญ่ รพินทร์โดนตบ (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 555)
ตกดึกงูสามเหลี่ยมยาว 2 วาเข้าเต๊น ดารินยิง

วันที่ 6 (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 572)
ย้อนกลับไปพุบอนไปสำรวจสถานเกิดเหตุที่โขลงไอ้แหว่งถล่มบุญคำกับอิน โดยบุญคำเป็นคนนำ ระหว่างทาง รพินทร์ยิงเสือดาวที่จะกระโดดขย้ำบุญคำ (ไพรมหากาฬ 2 หน้า576)
ขากลับเจอโขลงไอ้แหว่ง รพินทร์พาเชษฐาคลานไปกลางโขลง วันนี้ยิงช้างตาย 8 ตัว(ไพรมหากาฬ 2 หน้า593)

วันที่ 7 (ไพรมหากาฬ 2 หน้า605)
พักผ่อนหนึ่งวันเพื่อเตรียมตัวไปนั่งห้างยิงกระทิง
ดารินเป็นแม่ครัวทำอาหารให้กิน มื้อนั้นมี

  • มัสหมั่นเนื้อวัวแดง
  • แกงเขียวหวานกวาง
  • นกเขาเขียวตุ๋นกับมะนาวและถั่วกระป๋อง
  • กระทาดงอบกับซีอิ๊วและเครื่องเทศ
  • ต้มยำปลาก้าง
(ไพรมหากาฬ 2 หน้า 609)

วันที่ 8 (ไพรมหากาฬ 2 หน้า619)
เที่ยงวันรุ่งขึ้นออกเดินทางไปนั่งห้าง
รพินทร์นั่งห้างคู่กับดาริน ดารินคว่ำกระทิงโทนหนุ่มตอน 4 ทุ่ม พอตกดึกดารินถูกพงไพรหลอกหลอนจนต้องสมานางไม้
เชษฐานั่งห้างคู่กับบุญคำ รายนี้ไม่ได้อะไร
ไชยยันต์นั่งห้างคู่กับเกิด ยิงกระทิงลูกตายและยิงแม่กระทิงลำบาก

วันที่ 9 (ไพรมหากาฬ 2 หน้า687)
ไชยยันต์ออกตามแม่กระทิงเจ็บที่ตัวเองยิงไว้เมื่อคืน กับรพินทร์ ไชยยันต์ล้มกระทิงได้ รวมกับเสืออีกสามตัวที่กำลังรุมกระทิงเจ็บ รพินทร์ก็บาดเจ็บจากกระทิงเหยียบอีกครั้ง
คืนนี้ที่รพินทร์ทราบข่าวเกี่ยวกับนายชดว่า แงซายเคยตามนายชดจากห้วยเสือร้องไปที่หล่มช้าง แต่คลาดกัน 5 วัน แงซายเข้าดงมรณะอยู่ 2วันถูกงูกัดพระธุดงค์มาช่วย และได้ยินเรื่องมรกตนครอันเป็นถิ่นฐานของแงซายจากปากแงซาย

วันที่ 10
เช้ามืดพรานลูกน้องรพินทร์เอาเกวียนไปเอาเนื้อกระทิงกับหนังเสือสามตัว
เช้านี้ได้ทราบข่าวจากรพินทร์ว่า กะเหรี่ยงที่ผาเยิงโดนไอ้แหว่งถล่มราบคาบ คนตาย 8 คน และฝรั่งนักสำรวจชาวอเมริกัน3คนที่กะเหรี่ยงสองคนนั้นนำทางก็โดนฆ่าตาย สองคนเป็นนายแพทย์มาสำรวจสมุนไพร อีกคนเป็นนายทหารจั๊สแม็ค
ช่วงบ่ายรพินทร์พาเชษฐาไปดักยิงเสือ ได้ งาช้างกำจัด มาอันหนึ่ง(หักติดต้นไทร) (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 783) ช่วงหนึ่งรพินทร์เล่าเรื่องคุณพ่อที่เป็นพรานและตาย(บนเตียง) ด้วยโรคมาลาเรียขึ้น สมอง (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 794 - 796)
รพินทร์พาเชษฐาไปดูช้างตกมันใกล้ๆ เห็นภาพเสือดำกับเสือลายต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเหยื่อ
หัวค่ำช้างตกมันตัวนั้นบุกแคมป์ แงซายเป็นคนคว่ำมันลงได้
พักที่โป่งกระทิงอีกคืน

เพชรพระอุมา, พนมเทียน
ช่วงค่ำ เชษฐาเรียกแงซายเข้ามาเล่าเรื่องให้คณะเดินทางฟัง แงซายเล่าเรื่องขนาดของสัตว์ พืชที่มีขนาดใหญ่
ทราบจากรพินทร์ว่าเนวินออกเดินทาง 4 คนอาวุธทันสมัยครบมือ แต่ขาดเวชภัณฑ์
ตกดึกเป็นครั้งแรกที่รพินทร์จับไข้จากพิษบาดแผล
กลางดึกโขมดดงมาเยือนพร้อมกลิ่นลำเจียกกับความตายของลูกหาบ ...นายเลิน.....ศพที่ 3 (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 896)

วันที่ 11
เช้ารุ่งขึ้นฝังศพลูกหาบ
ออกเดินทางมุ่งเหนือสู่ป่าหวาย (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 924)
เที่ยง ทำศึกกับกองทัพลิง 500-600ตัว ลิงตายร่วมร้อย และสอยจากยอดไม้อีก27ตัว (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 937)
13.30 น. ออกเดินทางต่อ (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 981 ) ระหว่างทางพบรอยไอ้แหว่งซึ่งล่วงหน้ามาก่อน 2 วัน (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 985) รพินทร์กับบุญคำแยกไปสำรวจ นัดพบกันที่โป่งน้ำร้อนตอนค่ำ
ค่ำที่โป่งน้ำร้อน คืนนี้พักที่โป่งน้ำร้อน (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 988)
รพินทร์กลับมาพร้อมข่าวไอ้แหว่งมีมหิงสาตัวหนึ่งเดินตาม
(เที่ยงจะถึงหุบชมด ค่ำถึงห้วยยายทอง แล้วอีกหนึ่งวันก็จะถึงโป่งผีสิง)
คืนนี้มีข้าวต้มกบเทียนจากแม่ครัวกิติมศักดิ์เป็นลาภปาก(ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1040-1043)

วันที่ 12
เมื่อคืนฝนตกหนัก เช้านี้หมอกลงทึบกว่าจะออกเดินทางได้ก็เก้าโมงเช้า กะไปเที่ยงที่หุบชมด (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1057)
ช่วงหนึ่งเห็นเสือดำซุ่มอยู่ไกล ดารินส่องกล้องเห็น รพินทร์เป็นคนยิงจากปืนของดาริน .270 (ติดกล้องขยายสี่เท่า) (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1059)
ดารินยิงบ่างที่นี่ (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1064-1067)
ถึงหุบชมดแล้วจะแยกกัน มีเกิดกับแงซายตามไปด้วย ให้บุญคำคุมขบวนเกวียนไปรอที่ป่าหวาย (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1072) เจอเนื้อสมัน (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1075) ดารินเก็บไข่งู (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1077 ) ซากเสือลายพาดกลอนเละเพราะถูกช้างกระทืบ (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1081) วังช้าง (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1084)
ก่อน5 โมงเย็น มหิงสาเขาเกกพุ่งใส่ โดนเชษฐาซัดด้วย .458 โดนสะโพกหลัง แล้วโขลงไอ้แหว่งที่อยู่ใกล้ๆก็รู้ตัวเผ่นหนีไป(ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1087- 1092) ลานนกหว้า (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1098- 1103 )
พักที่ป่ารวก (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1103-1104 )
ช่วงหัวค่ำ ได้เห็นภาพงูเหลือมวิดน้ำหาปลา (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1109-1115 ) กลางดึก ลิ่นเข้า (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1127- 1132 )
ใกล้รุ่ง โขมดดงเข้ามาในแคมป์ (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1132 )แงซายตื่นมายิง และออกตามล่า อวสานของโขมดดงก็มาถึงในเช้านี้

วันที่13
พบแหล่งอัญมณี บ่อพลอย (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1161-1163 )
พิชิตโขมดดง ได้ทับทิมเม็ดงาม เชษฐาเก็บไว้ (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1173 - 1180 )
ดารินอาบน้ำ รพินทร์ยิงงูเห่า ล่อนจ้อนให้พระเอกเราเห็นอีกแล้ว(ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1189-1192 )
ช่วงบ่ายได้เห็นภาพเสือดาวถูกงูเหลือมรัดจนตาย (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1210-1212)
ก่อนค่ำพบรอยมหิงสา พร้อมรอยเลือดในปลัก เชษฐายิงโดนขาหลังซ้าย
ค่ำพักที่ลำธาร และนี่คือเขตห้วยยายทอง (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1231 )ที่มีเสือชุม (นับเป็นคืนที่2ที่แยกจากขบวนเกวียน และเป็นครั้งแรกที่นายจ้างอยู่เวรยามด้วย)
กลางดึก มหิงสาวนเวียนรอบแค้มป์ (ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1239)
หัวรุ่งเชษฐายิงเสือที่แอบเข้ามาที่พัก ด้วย .458
(ไพรมหากาฬ 3 หน้า 1251 - 1255)

วันที่ 14
พนมเทียน, เพชรพระอุมา ออกตามมหิงสา
ดารินยืมที่โกนหนวดไฟฟ้าจากเชษฐามาให้รพินทร์โกนหนวดโกนเครา
ตามมหิงสาแล้วก็มาพิชิตมหิงสาที่ข้างลำธาร โดยฝีมือดาริน ด้วยปืน .470 (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1306)
กระซู่ตัวนั้นก็ล้มด้วยฝีมือแงซาย
คืนนี้พักที่ลำธาร กะพรุ่งนี้ไปพบขบวนเกวียนที่ป่าหวาย (ซึ่งขณะนี้น่าจะพักที่ทุ่งช้าง) (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1327)
กองทัพหมาในมากินซากมหิงสา (กล่าวถึงครั้งแรก)
น้ำป่าทะลัก

วันที่15 (วันแรกที่พลัดพราก)
9 โมงเช้า น้ำป่าซัดดารินกับรพินทร์มาเกยใกล้กัน (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1360)
สถานที่นั้นห่างจากที่พักแรมเมื่อคืน 30 โลไปตามธารแต่ถ้าตัดป่าก็ 20 โล (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1365)
ก่อนได้ไก่มากิน รพินทร์ยิงเสือดาวตัวหนึ่งที่ซุ่มจะกระโจนใส่ดาริน
รพินทร์ร้องเพลงนิ๊งหน่อง !…" (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1387)
นาฬิกาของรพินทร์ บูโรทั่งเมติก จังเกิ้ลมาสเตอร์
เจอกองทัพหมาใน หนีขึ้นต้นไทร (เจอเองครั้งที่1)
ดารินจับลูกเสือสามตัว
ดารินเห็นคนนั่งสือมาชี้ให้เสือดูว่าคนฆ่าลูกมันอยู่บนต้นตะเคียน

วันที่ 16 (วันที่ 2 ที่พลัดพราก และเจอกัน)
3 ชั่วโมงแรก รพินทร์พาดารินหลงป่า แต่ก็กลับมาได้
ระหว่างทางไปหาหมู่บ้านคนตัดไม้ ดารินถูกงูเหลือมรัด รพินทร์ช่วยจึงถูกงูเหลือมกัด ดารินถอดยกทรงลูกไม้สีชมพูรัดแผลให้ (ราคา 250 เหรียญ) (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1459-1460)
ดารินเคยเป็นสมาชิกกิติมศักดิ์ของนิคมอาบแดด ค่ายฟลอริดา นาตูริส์ ปาร์คในสหรัฐ (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1478-1479)
พบพรรคพวกทั้งสี่คนพร้อมโต๊ะถะ กะเหรี่ยงหัวหน้าหมูบ้านผาเยิง (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1490 )
กลางคืนช่วยยิงเสือได้เสือ 16 ตัว รพินทร์ 2 ดาริน3 ไชยยันต์4 เชษฐา7
กะเหรี่ยงที่ไปกับรพินทร์ชื่อ เลิน (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1541)
กะเหรี่ยงที่ไปกับดารินเป็นลูกชายโต๊ะถะ

วันที่ 17 (ไต่ไปตามสันเขา)
ออกจากห้วยแม่เลิง ยึดสันเขามุ่งตะวันออกเฉียงเหนือโดยตลอด (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1564)
แงซายตอกทอยเพื่อตัดหน้าผาสูง ช่วยย่นระยะทางได้ 30 กิโลเมตร (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1565-1566) (จุดนี้แหละที่รพินทร์มาบอกทีหลังว่า เป็นตำแหน่งสุดท้ายที่อยู่ในประเทศไทย)
ระหว่างอยู่บนสันเขา เห็นภาพฝูงเสือรุมโขลงช้าง เพื่อจัดการกับลูกช้างที่ขาติดซอกหิน (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1580-1586)
รพินทร์เอาใบชุมเห็ดย่างแล้วต้มกินแทนน้ำชา (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1599)
ป่าหวายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสันเขาลูกนี้
บนเขาลูกนี้มีทะเลสาบ
คืนนี้ที่ดารินยืนซบพิงอกรพินทร์ และแงซายพูดถึงการเวก (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1610-1610)

วันที่ 18 (พักในหุบเชิงเขานาง)
เช้านี้เกิดได้เต่ามาตัวหนึ่ง แต่ดารินสั่งแงซายเอาไปปล่อย
(ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1625)
ลุยป่าพรุ เจอดงทาก ดงจระเข้ ดารินกลัวมาก ไม่ยอมลุยไปด้วย

ไพรมหากาฬ เริ่มเรื่องตอนขาวพระนครมาพบรพินทร์และจบลงตรงหุบหมาหอน ลุยป่าพรุ เจอดงทาก ดงจระเข้
เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

พนมเทียน, เพชรพระอุมา  เริ่มต้นตอนดงมรณะในหุบหมาหอนตอนจระเข้คาบหมูป่า และจบลงตรงเลือดจากต้นตะเคียนที่เขาหัวโล้น ในวันพักผ่อนหลังศึกสางเขียว
จระเข้ตัวเท่าเรือเอี้ยมจุ๊น งับหมูลงปลักโคลน
ข้ามคลองที่มีจระเข้ชุม ใช้สมเสร็จเป็นเหยื่อล่อความสนใจ (ดงมรณะ 1 หน้า 1703)
มดแดงกินเนื้อจระเข้ สามวันเจ็ดวันก็จะมีปีกบินได้
พักในหุบเขากลางดงกล้วย (ดงมรณะ 1 หน้า 1929) อาหารเย็นเป็นลูกหมูหันบ้านป่ามีใบกล้วยยัดไส้ (ดงมรณะ 1 หน้า 1730-1731)

ไชยยันต์ตาฝาดเห็นเสือเป็นผู้หญิงเกาะเถาวัลย์ (ดงมรณะ 1 หน้า 1738) เชษฐาก็โดนด้วย (ดงมรณะ 1 หน้า 1741) รพินทร์เป็นคนยิงเสือตายด้วย.458 เกิดกรีดหนังตรงหน้าผากชิ้นเท่าฝ่ามือชโลมขี้เถ้าเก็บไว้ (ดงมรณะ 1 หน้า 1766)

วันที่ 19
ไต่ขี้นสันเขา ดอยนาง
ก่อนเที่ยงถึงร่องอกของเต้าถันสองข้างของดอยนางนอน (ดงมรณะ 1 หน้า 1767) เริ่มเห็นป่าหวายอยู่เบื้องล่าง
ช่วงบ่ายลงจากดอยนางก็พบรอยเกวียนที่บุญคำล่วงหน้ามาก่อน ควายเทียมเกวียนตาย เพราะถูกจงอางกัดตาย (ในห้านาที) (ดงมรณะ 1 หน้า 1788)
ใกล้ค่ำถึงป่าหวายปะทะกับไอ้แหว่ง รพินทร์ได้โอกาสยิงไอ้แหว่งอย่างถนัด แต่เจ้ากรรม กระสุนหมดพอดี
สังเวยลูกหาบ 3 ศพ (ศพที่ 4-5-6 ) (ดงมรณะ 1 หน้า 1814) เกวียน 3 เล่มพังไปด้วย
ทบทวนโขลงไอ้แหว่งตายกี่ตัว ครั้งแรกที่ปะทะกัน 7 – 8 ตัว ตอนเย็นที่เพิ่งถึงป่าหวายอีก 8 ตัว ตอนถล่มขบวนเกวียนโดนฝ่ายบุญคำ 12 ตัว (ดงมรณะ 1 หน้า 1819)
เชษฐาปลุกขวัญลูกหาบที่ตาย โดยสัญญาว่าจะจ่ายเงินทำขวัญ คนตาย รายละหนึ่งหมื่นบาทเมื่อกลับไปถึงหนองน้ำแห้ง โดยจะฝากหนังสือไปถึงคุณอำพลเมื่อแยกกับลูกหาบที่หล่มช้าง (ดงมรณะ 1 หน้า 1828)
กะว่าพรุ่งนี้พักหนึ่งวัน มะรืนจะเคลื่อนไปทางเหนือ 5 กิโลเมตรมีไหล่เขาริมหน้าผา เพื่อตั้งแค้มป์ถาวร
เอาไรเฟิลออกมาแจกจ่ายลูกหาบ ดารินเปลี่ยนมาใช้ บีเว่อร์ .300 แม็กนั่ม แทน .470 ที่เคยใช้
คืนนี้เองที่ดารินแก้บนเจ้าป่าหนวดยาวนุ่งขาวห่มขาวมาทวง (ดงมรณะ 1 หน้า 1845-1846)
ตีสอง โขลงไอ้แหว่งล้อมแค้มป์อีกครั้ง ฝ่ายมนุษย์ถอยตั้งหลักบนเนิน พร้อมฝังระเบิดทั้ง 4 ด้าน (ดงมรณะ 1 หน้า 1858)
ลูกหาบสังเวยอีกหนึ่งศพเพราะถูกหินขนาดรถยนต์กระแทก ศพที่ 7
เชษฐาได้รับอุบัติเหตุแผลฉกรรจ์ที่ขาอ่อนเหนือเข่าซ้ายขึ้นไปเล็กน้อย เป็นรอยถูกคมหินบาดราวกับถูกฟันด้วยขวาน ลึกและยาวมาก เสียเลือดมาก ศีรษะแตกอีกสองแห่ง หมดสติ หายใจรวยๆ ชีพจรเต้นอ่อน

วันที่ 20
หลังผ่าตัด เชษฐาสลบ มีการถ่ายเลือดด้วย
รพินทร์มีเลือดกรุ๊ป บี เชษฐากับแงซายมีเลือดกรุ๊ป เอบี เนกกาถีบ (ดงมรณะ 1 หน้า 1910)
ช่วงย่ำค่ำ เชษฐารู้สึกตัว แต่กำลังใจยังดี เตรียมแผนล่าไอ้แหว่งต่อ
พรุ่งนี้จะไปตั้งแค้มป์บนเนินเขาแห่งหนึ่ง 5 กิโลเมตรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของป่าหวาย

วันที่ 21
เคลื่อนขบวนไปอีก 5 กิโลเมตรบนเนินแห่งหนึ่งเพื่อเป็นชัยภูมิ (ดงมรณะ 1 หน้า 1926)
อาการของเชษฐาทรุดหนักลง แต่สุดท้ายก็ดีขึ้น
รพินทร์ออกสำรวจรอย พบว่าขาหลังซ้ายของไอ้แหว่งหัก และกลับไปเขานาง (ดงมรณะ 1 หน้า 1931)
ดารินเปลี่ยนผ้าพันแผลจากบราเซียเก่ามาเป็นผ้าพันคอ

วันที่ 22
อาการของเชษฐาดีขึ้นกว่าเดิม
หกคนออกไปล่าไอ้แหว่ง ดารินสั่งให้รพินทร์กลับมาภายใน 3 วัน
ดารินสั่งบุญคำสร้างโรงเรือนเป็นที่พัก 2 หลัง ห่างกัน 20 เมตร
ช่วงค่ำดารินแสดงอาการพิรุธให้เชษฐาจับได้ว่าตัวเองสนใจพรานนำทาง
คืนนี้เองที่ดารินล้วงตับบุญคำ รู้เรื่องรพินทร์อกหักจากแสงโสม (ดงมรณะ 1 หน้า 1969)
ตี 4 เสือดำออกมากวนควาย บุญคำจัดการเรียบร้อย สองนัดอยู่

วันที่ 23 วันที่สองที่รพินทร์ออกไปตามรอยไอ้แหว่ง เชษฐาดีขึ้น

วันที่ 24 วันที่ 3ที่ออกไปตามรอยไอ้แหว่งบุญคำต่อแคร่ให้เชษฐาออกมานั่งนอกกระโจม

วันที่ 25 วันที่สี่ที่ออกไปตามรอยไอ้แหว่ง รพินทร์ผิดสัญญาดารินที่ว่าจะกลับมาในสามวัน ยังไม่กลับ

วันที่ 26 วันที่ 5 ก็ยังไม่มา

วันที่ 27 ช่วงบ่ายของวันที่ 6 จึงเห็นรพินทร์กับพวกรวม 6 คนกลับมา เพราะรอยไอ้แหว่งย้อนกลับมาที่แคมป์

วันที่ 28
ออกตามรอยอีก คราวนี้ดารินไปด้วยเพราะเชษฐาดีขึ้นแล้ว รวมออกไปตาม 7 คน ระยะทางจากป่าหวายที่ตั้งแคมป์ไปถึงเขานาง ใช้เวลาเดิน 5 – 6 ชั่วโมง (ดงมรณะ เล่ม 1 หน้า 2031)
ดารินเป็นคนยิงไอ้แหว่งบาดเจ็บด้วยปืน .300 ถูกที่ท้องเลือดออกมาก (ดงมรณะ เล่ม 1 หน้า 2060)
ค้นพบด่านลับเข้าหุบหมาหอน อยู่หลังน้ำตก (ดงมรณะ เล่ม 1 หน้า 2075)

วันที่ 29
ตามรอยไอ้แหว่งไปในถ้ำหลังน้ำตก (ดงมรณะ เล่ม 1 หน้า 2091)

ดงมรณะ, เพชรพระอุมา 
พบซากไอ้แหว่งตายอย่างสมศักดิ์ศรี (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2144)
ระยะจากป่าหวายถ้าไปโดยเกวียนก็ 3 วัน แต่ถ้าเดินตัวเปล่า ตัดทางขึ้นเขาก็ 2 วัน (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2174)

วันที่ 30
พักผ่อนหนึ่งวัน

วันที่ 31
ออกเดินทางมุ่งหล่มช้าง ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2182)
ไม่มีเหตุร้ายใดๆ ตกค่ำปลดเกวียนตั้งแคมป์

วันที่ 32
เดินทางต่อ ใกล้ค่ำก่อนถึงตำแหน่งที่กะจะวางแคมป์ เจอโขลงแม่ปะแรด แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันที่ 33
ช่วงเย็น ผ่านพุเตย หมู่บ้านร้าง (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2195)
เส่ยทำเรื่อง หนียามไปพรอดรักกับผียะขิ่น สาว 15 ลูกสาวผาเอิง (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2210)

วันที่ 34
เลยหมู่บ้านพุเตยมาชั่วโมงเศษๆก็เริ่มขึ้นเนิน รพินทร์พามาผิดทาง อ้อมเขาอีโก้
คืนนี้เองที่งูยักษ์(ตัวผู้)มาปรากฏ และควายหายไปหนึ่งตัว (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2295, 2311)

วันที่ 35
ออกเดินทางต่อ
ช่วงสายๆ พบเจ้ามุถูกหมูขวิดไส้ไหล (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2322)
หลังเที่ยงถึงหล่มช้าง และได้ทราบจากแงซายว่า เมื่อครึ่งปีก่อนหน้านี้ หมอสอนศาสนามิชชันนารี่สองผัวเมียถูกคะหยิ่นฆ่าตาย เพราะไปท้ารักษา แต่รักษาไม่หาย 3 วันตาย (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2345)
ดารินยิงมะขวิดข่มขวัญคะหยิ่น ด้วยปืน .300 (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2373)
พบเกวียนของนายชด ที่ฝากไว้กับคะหยิ่น จอดไว้ใต้ต้นตะแบกหน้าลานบ้านคะหยิ่น (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2388)
(นี่คือการพบหลักฐานครั้งแรกของนายชด)

วันที่ 36
คะหยิ่นเกณฑ์ลูกบ้านออกไปตัดไม้ทำบ้านให้คณะเดินทาง
เช้าอาการของเจ้ามุ ทำท่าไม่ดีนัก พิษไข้สูง ไม่ได้สติ
สายๆแงซายทำธนูยักษ์เสร็จ ไชยยันต์เรียกศรพรมมาศของพระราม สายทำด้วยริ้วหนังวัวถักสามเส้นใหญ่ขนาดเท่านิ้วก้อย หางสำหรับตัดลมใช้หางนกเงือก ลูกธนูยาวหนึ่งหลา ระเบิดไนโตรฯติดอยู่ประมาณ 7 นิ้ววัดจากหัวดอกธนูเข้ามา (ทดลองธนูติดระเบิด เป็นการใช้ครั้งแรก หนึ่งดอก)
คืนนี้รพินทร์จับไข้สั่นครั้งแรกให้นายจ้างเห็น (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2475)

วันที่ 37
บ้านสร้างเสร็จ
งูยักษ์มาอาละวาด
เชษฐายิงด้วย .458 โดนตาซ้าย เป็นไอ้บอด(ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2527)
ออกตามรอยงู คะหยิ่นเลื้อยไปบนผิวใบไม้ (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2559)

ดงมรณะ, เพชรพระอุมา  
แงซายยิงธนูติดระเบิดงูตัวผู้ นัดแรกที่กลางลำตัว (2594)
นัดที่สองติดเพดานปากด้านบน (2595)
ตัวเมียโดนดอกที่ 3ที่กลางลำตัวบริเวณใกล้กับส่วนคอ (นี่เป็นการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 2...ใช้ไป 3 ดอก) (2598)
คืนนี้ดารินกะว่าอีกหนึ่งเดือน สามารถออกเดินทางจากหล่มช้างได้ (2634) ดังนั้น ในช่วงนี้จึงใช้เวลาทั้งหมด 67 วัน

วันที่ 38
ต่อมาอีก 2 วัน นายเมยมาลากลับ (2559)
รพินทร์เอา "ลูกเสือ" ของกำนัลจากคะหยิ่นมาให้ดาริน (2624)
ช่วงค่ำ ย้ำความสมัครใจของคะหยิ่นที่จะเป็นลูกหาบตามไปด้วย เมื่อคะหยิ่นยืนยัน เชษฐาก็มอบปืนให้คะหยิ่น เป็นปืนเรมิงตัน โมเดล870 ปั๊มแอคชั่น (2644)
ดารินช่วยทำคลอดให้นังแอ เมียเจ้าคะโหน่ง (2663)
ดารินตัดผมสั้น (2675)


ช่วงที่3 ของปูมเดินทาง
(นับจากวันแรกที่ออกจากหล่มช้างจนเหยียบถนนพระศิวะ)

วันที่ 1
7 โมงตรง มุ่งเขาหัวแร้งทางตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะทางราว 20 กิโลเมตร กะว่าพรุ่งนี้เที่ยงถึง (2686)
วันแรกยังไม่เข้านรกดำ หลังถึงเขาหัวแร้ง ต้องอีก 3 วันจึงจะเข้านรกดำ
แงซายเล่าว่าเคยไปเขาหัวแร้งแต่คนละทางกับที่มาคราวนี้ โดยตัดไปทางตะวันตกแล้วตีวกขึ้นเฉียงเหนือที่ดอยหมี ตอกทอยไต่หน้าผาชันลัดขึ้นเขาอีเก้ง นอนบนเขาอีเก้ง พอตะวันขึ้นไต่ลงอีกฟากก็ถึงเขาหัวแร้ง เขาเคยข้ามเขาหัวแร้ง ผ่านช่องเขาขาด ตัดป่าแดงไปอีกทั้งวัน แล้วเข้านรกดำอีกสี่วันสี่คืน แต่ก็ต้องถอยกลับเพราะถูกงุกัด พระธุดงค์ช่วยไว้ (2711)
จันเคยโดนงูกัดช่วงเดินตามหลังรพินทร์อย่างที่ไชยยันต์โดนวันนี้ เหตุเกิดที่ห้วยแม่เลิง โดนงูกะปะกัด ตาเฒ่าซอตาเอหัวหน้ากะเหรี่ยงฝั่งโน้นตามช้างงาผ่านมาช่วยไว้ โดยเอาแท่งยาดูพิษงูออกให้ (2726)
ช่วงสาย รพินทร์พาไปดูเสือกินเนื้อเสือตาย (2741)
ช่วงเย็น รพินทร์ค้นพบหลักฐานที่พักของชด ประชากรเป็นครั้งที่ 2 คือ
ซองบุหรี่ลักกี้สไตรค์เก่าๆ (2754) กับลูกปืน .450 ไนโตรเอ็กซเปรสส์ ซึ่งเป็นของนายชดแน่นอน (2755) เพราะรพินทร์เคยขอดูปืนนายชดมาก่อน
รพินทร์บอกว่า อนุชาใช้ปืน.450 ไนโตรเอ็กเพรส ของริกบี้ ส่วนหนานอินใช้ลูกซองแฝดขนาด 12 ดามัสกัสรุ่นเก่า (2755)
ตี 2 ฝนตกหนัก

วันที่ 2
บุญคำกับคะหยิ่นพบรอยสางเขียว
แงซายเล่าว่าเคยพบสางเขียว และเพื่อนที่ชื่อทวยโส่ ถูกสางเขียวฆ่า (2794)
เจอรังมะราบรี และรอยถูกสางเขียวฆ่า (2818)
เที่ยงถึงปากทางเขาหัวแร้ง
พบตำแหน่งที่พักของนายชดอีกครั้ง (ครั้งที่ 3 )คราวนี้ที่แผ่นหินเรียบมีรอยเขียนด้วยถ่าน พร้อมลงชื่อ และวันเวลาที่นายชดมาพัก นับถอยหลังไปได้ หนึ่งปี สี่เดือนกับ 12 วัน (2841)
พบภาพสางเขียวกำลังกินนางเที๊ยะลูกเจ้าเกอะ
ช่วยชีวิตมะราบรีได้คนหนึ่ง ชื่อเจ้าเกอะ
พบส่างปา ผู้มาตามเสียงปืน

วันที่ 3
กะจะพักผ่อนหนึ่งวันแต่เกิดเหตุร้ายขึ้นเสียก่อน
เสียงปืน 3 นัดดังมาจากลำธาร (2965)

ดงมรณะ, เพชรพระอุมา  ดร.ฮ๊อฟมันถูกสางเขียวฆ่าด้วยหอกที่ลำธาร
มาเรียถูกสางเขียวจับตัวไป
ส่างปาถูกธนูอาบยาพิษ คะหยิ่นช่วยแก้พิษให้ (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 2975)
ธนูติดระเบิดสองลูกช่วยแก้สถานการณ์ไล่พวกสางเขียวไปได้ (นี่เป็นการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 3...2 ดอก)(ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 2989)

กลางดึกเจ้าลูกะวางแผนรมยาสลบด้วยหนังคางคกภูเขาเพื่อเข้าโจมตี แต่คณะเดินทางรู้แผนก่อนจากที่เจ้าเกอะมาบอก (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3022)
หลังจับตัวเจ้าลูได้ การติดต่อใช้ภาษาว้า (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3040)
ถิ่นชมรมของสางเขียวใช้เวลาเดิน 8 – 9 ชั่วโมง

วันที่ 4
ออกเดินทางตี 5 โดยมีเจ้าลูเป็นคนนำไปสู่ถิ่นฐานของมัน
ถึงถิ่นของสางเขียวตอนเย็นมาก (ไม่ได้พูดถึงเรื่องกินอาหารตั้งแต่เช้า..หิวแย่เลย)
ที่หน้าผาตัดตรงเก้าสิบองศา ขึ้นไปถึงส่วนสูงสุดปลายเขา อันเป็นหลังคาของหมู่บ้าน เป็นสถานที่เจรจาแลกเปลี่ยนเชลย แงซายเป็นคนตอกทอยเป็นบันไดขึ้นไป นี่คือการตอกทอยครั้งที่ 2 (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3107)
เกอะฆ่ามุมบาตายด้วยหอก แล้วตัวเองก็ถูกตัดหัว
(ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3128)
แงซายเลือดโชกที่สะบักเพราะโดนคมหอก
รพินทร์จับไข้ (ครั้งที่ 2) ติดในถ้ำสองต่อสองกับดาริน
(ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3160-3206)
ถูกฝูงหมาในนับร้อยไล่ (เจอเองครั้งที่ 2)

วันที่ 5
แงซาย ไชยยันต์กับคะหยิ่นข้ามฝั่งมาตอนใกล้รุ่ง ถล่มหมู่บ้านสางเขียว (ซูซูตายตอนนี้ )ด้วยธนูติดระเบิด (นี่คือการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 4 ...หลายดอกอยู่)
เดินทางกลับฐานที่มั่นที่เขาหัวแร้ง ถึงย่ำค่ำ
มาเรียปวดประจำเดือน (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3316)
ให้แงซายใช้ปืน .460 เวเธอร์บีแม๊กนั่มของ ดร.ฮอฟมันใช้แทนปืน .44-40 มีกระสุนเหลือ 35 นัด ส่วน .375ของดาริน ให้ส่างปาแบกไปแทน
คืนนี้ที่มาเรียเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้ไชยยันต์ฟัง (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3326-3346)

วันที่ 6
เป็นวันพักผ่อนหนึ่งวันก่อนออกเดินทางต่อ
แงซายลองปืนกับต้นตะเคียนใหญ่ (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3362)
มาเรียให้เชษฐาตัดผมสั้นด้วย (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3373)

ดงมรณะ เริมตรงจระเข้ตัวเท่าเรือเอี้ยมจุ๊น งับหมูลงปลักโคลนในหุบหมาหอน แล้วจบลงตรงเกิดอาเภทนางตะเคียน บุญคำวิ่งหน้าตื่นมาบอกรพินทร์ว่า ต้นตะเคียนมีเลือดออก
เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

จอมผีดิบมันตรัย, เพชรพระอุมา  
จอมผีดิบมันตรัย
เริ่มต้นตรงเกิดอาเภทกับนางตะเคียน
และจบตอนไชยยันต์โดนตะขาบกัด เหมือนตาย

เกิดอาเภทกับนางตะเคียน ที่ชื่อ อรัญญานี

วันที่ 7 (วันแรกที่ออกจากเขาหัวแร้ง มุ่งตะวันอออกเฉียงเหนือ)
ทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆและจะต้องขึ้นเหนือเท่านั้นเพราะทางบีบ ตัดทิวเขาใหญ่มาทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขาหัวแร้ง แล้วขึ้นเหนือไปทุ่งมรณะ (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3487)
ขณะนี้น่าจะอยู่เหนือรัฐกะยาขึ้นมาแล้ว (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3488) และน่าจะอยู่ตอนใต้ของรัฐไทยใหญ่ ถ้าตั้งเข็มไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะพบกับพรมแดนไทยส่วนใดส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3489)
ช่วงคำพัก เจอคราบงูใหญ่ (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3507)
เขาที่พักนี้เรียกว่า เขาก็องกอย กะว่ามะรืนจะลงจากเขาลูกนี้ (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3478)
ตี 2 ก็องกอย (ภูติแห่งไพรลึก)ปรากฏตัว ยิงกวางดาวได้ แต่ไม่ตาม รุ่งเช้าเหลือแต่ซาก
แงซายร้องเพลง

วันที่ 8 (ยังไต่สันเขาไปทางตะวันออกเแียงเหนือ วันที่สองบนเขากองกอย)
รพินทร์วางเข็มขึ้นตะวันออกเฉียงเหนือ
หนทางขึ้นๆลงนับมอมาบไม่ถ้วน
เที่ยงถึงค่ำกลับมุ่งใต้ ตัดเนินริมทุ่งเพื่อหาแอ่งน้ำมวก ต้องปีนเขาไม่งั้นพรุ่งนี้อีกวันก็ไม่พ้นเขานี้
ก่อนค่ำกระทิง(ตาซ้ายบอดด้วยรอยเล็บเสือ)บุก ถูกมาเรียยิงคว่ำ (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3555)
ค่ำนี้จับก็องกอยได้ มันบอกให้ช่วย จงบ่ายหน้าไปทางตะวันตกของเขาลูกนี้ สองคืนสองวัน ท่านจะพบกับนครแห่งความหลับ ซ่อนอยู่กลางป่าลึก (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3643)

วันที่ 9 ออกตามแงซาย
ตื่นตอนสายพบว่าถูกรมยาด้วยหนังคางคกภูเขา พร้อมกับรับทราบว่าแงซายหายพร้อมแผนที่เดินทาง จึงต้องออกตามรอย ซึ่งพวกก็องกอยทิ้งรอยไว้เป็นระยะๆ โดยเบี่ยงมาทางตะวันตก 45 องศา (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3664)
ส่วนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเขาที่เป็นทิวต่ำลงไปเบื้องล่างสามยอดเรียงกัน เป็นทุ่งโล่ง เรียกมุ่งมรณะ
พบต้นขี้หนูยักษ์ต้นแรก (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 33714) ตะขาบยักษ์ = เรือบก
ช่วงก่อนค่ำไชยยันต์โดนตะขาบกัดที่ขาซ้ายเหนือเข่าเล็กน้อย พิษตะขาบร้ายกว่าจงอาง รักษาด้วยเนื้อตะขาบผสมพริกขี้หนูยักษ์

จบจอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 ตรงไชยยันต์เหมือนตายเพราะถูกตะขาบกัด

จอมผีดิบมันตรัย, เพชรพระอุมาจอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 เริ่มต้นตรงส่างปาบอกเรื่องการแก้พิษตะขาบ และจบลงด้วยความฉงนของคณะเดินทาง เกี่ยวกับเสือโคร่งดำ, ชายลึกลับ เสียงมโหรีระทึกดนตรีโบราณ จนรุ่งสางจึงพบว่าเสือหินหายไป

ระหว่างที่ไชยยันต์เหมือนตาย ถูกค้างคาวยักษ์โจมตี ตอนแรกจะมาคาบตะขาบ เมื่อเจอการต่อต้านก็หันไปโจมตีพวกที่ไปเอาพริกขี้หนู

วันที่ 10
ตามรอยแงซายต่อ ท่ามกลางภาวะขาดน้ำ
พบรอยเสือโคร่งดำตัวเท่าม้า = เสือแมลงภู่(จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3872)
ขณะนี้อยู่ในนรกดำแล้ว
บ่ายสี่โมงป่าเริ่มโปร่ง พบละมั่งที่ตายเพราะค้างคาวดูดเลือด เป็นอาหาร (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3887-9)
คืนนี้ไชยยันต์ละลายในมือมาเรีย พร้อมๆที่คะหยิ่นได้กลิ่นเสน่ห์จันทร์ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3928)
กลางคืนค้างคาวบุกในขณะที่รพินทร์หลับด้วยยานอนหลับ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3916) และน้ำหมดเกลี้ยงในคืนนี้ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 39167

วันที่ 11
คะหยิ่นพาหาน้ำ โดยมุ่งขึ้นทางเหนือ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3949)
เดินทางท่ามกลางความกระหาย มาเรียทรุดแล้วทรุดอีก
แงซายเอาน้ำมวกใส่กระบอกไม้ไผ่มาช่วย
ขณะเงยหน้าดื่มน้ำดารินก็เห็นมันตรัยมาลับๆล่อๆ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3994)
พบศพตายซากของมันนอนแช่น้ำ
เข้าดงเถาวัลย์กินคน พบบันทึกแจน เครเมอร์
พบเสือหินในถ้ำ มีรอยเท้าขนาดเดียวกับที่มาดื่มน้ำในแอ่งที่พัก
คืนนี้เองที่เชษฐาได้ยินเสียงมโหรี ส่วนรพินทร์ได้ยินเสียงฆ้องใหญ่(จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4131 4133)
ดารินฝันถึงเรื่องนิทรานคร (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4138-4139)

วันที่ 12
เสือหินหายไปจากถ้ำ

จอมผีดิบมันตรัย, เพชรพระอุมาจอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 เริ่มตอนไปดูตำแหน่งเสือหินหายจากถ้ำ และจบลงตอนค้างคาวยักษ์มาเยือน (ขุนพลวรมันต์มาปลุก)
ระหว่างตามรอยแงซาย เริ่มพบรอยเท้าช้างขนาดไชยยันต์ลงไปนั่งขัดสมาธิได้

เสือโคร่งดำแอบผลักหินกลิ้งลงมาถูกปืนของเชษฐาพัง เชษฐาจึงเปลี่ยนมาใช้ปืน .460ของฮอฟแมน(จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4250 4257) ซึ่งมีลูกกระสุนเหลืออยู่ 28 นัด (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4259)
มีช่วงหนึ่งที่พบซากผีตายซาก กำลังหาฟืนมาเผา ก็โดนโคร่งดำกระโจนเข้ามาคาบซากนั้นหนีไปได้ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4274)
ผ่านไปตามทุ่งแฝกและหญ้าคา ต้องหนีเข้าไปหลบในถ้ำ พบหลักฐานคนโบราณเคยอาศัยอยู่ในถ้ำนี้ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4290)
เกิดไฟป่าล้อมไว้หมด ต้องดิ้นรนวิ่งกลับมาที่ถ้ำ สุดท้ายโขลงช้างก็หนีไฟเข้ามาในถ้ำด้วย (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4316)
แต่ละคนตกลงในเหว รพินทร์กับดารินไปคู่หนึ่ง ไชยยันต์กับเมย์คู่หนึ่ง ส่วนเชษฐากับลูกหาบที่เหลือตกลงในปล่องตื้นๆจึงคลานขึ้นมาเก็บสัมภาระทั้งหมดไว้ได้

(จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4506)ฝ่ายไชยยันต์ตื่นมาก็พบว่ามาเรียตื่นก่อนแล้วและมาปลุกเขา(คู่นี้สลบไปไม่เกินชั่วโมงก็ฟื้นในวันนั้น) ไชยยันต์ข้อเท้าหลุด มาเรียช่วยดึงจนเข้าที่ ทั้งคู่ได้ปืนคืนมา แต่ทั้งคู่นี้ไม่มีนาฬิกาดูเพราะของไชยยันต์แตกละเอียดไปแล้ว (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4520) งมกันอยู่ในถ้ำใต้ภูเขา พบปล่องลาวา สุดท้ายมาเจอเสือหิน แล้วก็พบทางออกสู่โลกภายนอก ในตะวันบ่าย ทั้งคู่ก็หลับอยู่แถวนั้นนั่นเอง มาเรียยิงได้เลียงผาเป็นอาหารในช่วงโพล้เพล้ แล้วทั้งคู่ก็เล่นยิมนาสติกลีลาใต้น้ำกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยง กลางดึกค้างคาวยักษก็มาเยือน

จอมผีดิบมันตรัย, เพชรพระอุมาจอมผีดิบมันตรัยเล่ม 4 เริ่มตอนไชยยันต์กับมาเรียยิงต่อสู้ค้างคาวยักษ์ และจบตอนดาริน รพินทร์และบุญคำไปเจอโลงแก้วพันธุมวดี
ค้างคาวถูกยิงบาดเจ็บหนีเข้าถ้ำไปอาบไฟเย็น

วันที่ 13
รุ่งขึ้นทั้งคู่ตามรอยค้างคาวเข้าไปในถ้ำ พบไฟเย็นที่รักษาค้างคาวจนหาย (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 4 หน้า 4680-4681)หลังจากนั้นทั้งซากคนและโคร่งดำตามล่า เก็งกองช่วยนำทางจนออกมานอกถ้ำได้ในตอนบ่ายราวสี่โมงเศษๆ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 4 หน้า 4710) พบป่าดงดิบ ทั้งคู่จับปลาในลำธารมาปิ้ง ปรากฏว่าไปปิ้งบนหลังงูยักษ์ (ลักษณะสัณฐานเป็นงูจงอางแต่ตัวใหญ่กว่ามาก)เมื่องูเลื้อยไปแล้วทั้งคู่ก็พบซากกำแพงเมืองโบราณ แล้วคืนนั้นมาเรียก็เป็นประจำเดือนอีกครั้ง (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 4 หน้า 4733)ห่างจากครั้งแรกแค่ 8 วัน และนี่คือประจำเดือนครั้งสุดท้ายของมาเรีย ซึ่งจะใช้นับว่ามาเรียท้องกับใคร นับจากนี้ไปอีก 40 สัปดาห์คือวันคลอดของไพรวัลย์ และเป็นตัวยืนยันว่า ไม่มีการเหลื่อมเวลาไม่ว่าก่อนเข้ามรกตนครหรือออกจากมรกตนคร


รพินทร์กับดารินตกลงไปในถ้ำสลบเหมือดตั้งแต่บ่ายวานจนบ่ายวันนี้จึงรู้สึกตัว (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4371 4372)
(จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4335) รพินทร์ รู้สึกตัว ท่ามกลางแสงสลัวๆ พบว่าปืนวินเชสเตอร์ .458 ยังอยู่ และ .44 แม๊กนั่มก็ยังอยู่ในเป้สนาม ต่อมามุดไปพบดาริน ซึ่งปืน .300 ก็ตกอยู่ใกล้ๆ ส่วน .357 ก็ยังติดอยู่ในซองข้างเอวของดาริน
เดินตามลำธารใต้ภูเขาออกมาได้ในช่วงหัวค่ำ รพินทร์ร้องเพลงหนิงหน่องอีก
ช่วงดึกมันตรัยในซากคนและซากเสือมากวน (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 44455)ซากคนโดนดารินยิงด้วย .300 นัดแรกเจาะเข้าที่บริเวณไหปลาร้าด้านขวา ส่วนนัดที่สองทะลุเอวผ่านออกสีข้างด้านตรงข้าม (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4371 4464)
รพินทร์ถอดสร้อยคอให้ดารินใส่กันผี (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4482)

วันที่14
ฝ่ายดารินตื่นขึ้นในเวลา 11 โมง (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 4 หน้า 4737)
ก่อนตกเหวคณะเดินทางมุ่งตะวันออกเฉียงเหนือโดยตลอด
แงซายปรกฏตัวนำมาพบบุญคำที่ปีนต้นไม้หนีโขลงช้าง โดยเอาลูกทอยมาทิ้งไว้ให้ก่อน
รพินทร์ต้องตอกทอย(นี่คือการตอกทอยครั้งที่สาม ที่มีในเนื้อเรื่อง มีคำถามว่า รพินทร์ตอกทอยกี่ครั้งและใช้คาถาอะไรกำกับ....555)ขึ้นไปรับบุญคำลงมาจากต้นกร่างใหญ่ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 4 หน้า 4770)
บุญคำเล่าว่าเมื่อคืนเห็นภาพเมืองโบราณ(จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 4 หน้า 4789)
ช่วงนั้นเป็นเวลาบ่ายคล้อย แล้วแงซายก็ปรากฏตัวแล้วนำต่อ ผ่านป่าโคก หุบเขา ไหล่เขา แล้วก็ทอดตามทางด้านลงไปสู่เบื้องต่ำตามลำดับ
บ่ายแก่ๆก็มาพบกับรอยงูยักษ์ ซากกำแพง และร่องรอยที่พักของไชยยันต์กับมาเรีย
บุญคำเก็บผ้ายันต์ของดีของมาเรียไว้ ( ดารินสงสัยว่าทำไมรอบเดือนของมาเรียจึงมาก่อนกำหนด)
ช่วงใกล้ค่ำก็พบต้นพริกยักษ์ และปะทะกับตะขาบยักษ์ที่ดงสัก ตะขาบตายไปหนึ่งตัว อีกตัวสะบักสะบอมเผ่นหนีไปช่วงเที่ยงคืนเล็กน้อย และที่นี่เองที่รพินทร์ใช้ท่อนไม้ทาเลือดประจำเดือนแทงค้างคาวยักษ์ หอกโมกศักดิ์หักติดอกค้างคาวไป

ในวันนี้เองที่ไชยยันต์กับมาเรียเดินๆหยุดๆเป็นเวลา 10 ชั่วโมง ก็ไม่พบวี่แววของเมืองโบราณ เย็นนั้นเองที่ถูกมียตรัยหลอกล่อให้ยิงกันเอง และนั่นเองเป็นที่เกิดวาทะ "ขอบคุณ ต่อฝีมืออันบรมห่วยของคุณ" ซึ่งนำมาออกข้อสอบในรายการแฟนพันธุ์แท้ ทั้งคู่พักแรมที่เนินปลวกเล็กๆลูกหนึ่ง

วันที่15
รุ่งขึ้น ทั้งคู่ออกเดินทางต่อ เกือบเที่ยงยิงหมีได้เนื้อสัตว์กิน ช่วงบ่ายก็มาพบสุสานนิทรานคร ในขณะที่ฝนกำลังตกหนักและทั้งคู่ก็ติดกับมันตรัยถูกขังตายไว้ในสุสานนั้น

้ ฝ่ายรพินทร์ตื่นมาก็มีอาหารมาวางไว้ให้ คือมันเสากับเห็ดโคน อภินันทนาการจากแงซาย หลังจากลงไปเก็บปืนที่ทำตกเมื่อคืนก็ตามรอยไชยยันต์ต่อ ได้กวางโจนมาเป็นอาหารจากฝีมือรพินทร์ (ใช้ปืน.22 แม็กนั่มของดาริน)ก่อนเที่ยงฝนตกหนัก ติดฝนอยู่ที่โพรงไม้ริมฝั่งธาร ช่วงบ่ายฝนหยุดตก รพินทร์พบปลอกกระสุนลูกซองของลูกหาบและก้นซิการ์ฮาวาน่าของเชษฐา

วันที่16
รุ่งขึ้นทั้งสามตื่น 9 โมงเช้า แล้วบ่ายสองโมงก็เจอร่องรอยพักแรมของเชษฐาซึ่งตั้งแค้มป์อยู่ 2 - 3 วัน พบหัวกระทิงด้วย ช่วงบ่ายคล้อยก็พบนิทรานครและโลงแก้วพันธุมวดี

จอมผีดิบมันตรัย เริ่มจากอาเภทนางตะเคียน และจบลงตรงปราสาทปทุมวดี พบโลงแก้ว
เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

อาถรรพณ์นิทรานคร, เพชรพระอุมาอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 เริ่มตอนไปเจอโลงแก้วพันธุมวดี จบตอนไชยยันต์นอนละเมอและถามรพินทร์ว่าเคยกับมาเรียหรือเปล่า 5071
ดารินถอนกริชออกจากคัมภีร์ วิญญาณต้องสาปได้รับการปลดปล่อย
พบกันพร้อมหน้าทุกคนมาช่วยไชยยันต์กับมาเรียออกจากสุสาน ด้วยการระเบิดปากถ้ำ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5122 )
ระเบิดปราสาทพันธุมวดี (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5183)
คืนนี้ดารินถอดพระเครื่องและไถ้ที่แขวนคอคืนให้รพินทร์ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5206 )
และคืนนี้เช่นกันที่รพินทร์ตกเป็นเหยื่อสมิงสาว ถูกรีดความเป็นชายออกมาจนเขื่อนแตก แต่เขาก็ฝากฝ่ามืออรหันต์ไว้ที่กลางอกของนางสมิงเช่นกัน (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5216 )
กลางดึก ดารินหายตัว ไม่มีอาวุธใดๆติดตัวไป อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5220
ต่อรองกับมันตรับ จะนำคัมภีร์อุบาทว์ไปวางไว้ที่ซากปราสาทพันธุมวดีก่อนตะวันตกดินเป็นการแลกเปลี่ยนกัน อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5235-5254

วันที่17
นำคัมภีร์ไปวางพร้อมดักซุ่ม (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5271 )
คำว่า "จิตรางคนางค์" ปรากฏครั้งแรก (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5280 )
ช่วงบ่ายวรมันต์พาดารินมาส่งถึงแคมป์ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5299)
แผนการณ์เปลี่ยน ไชยยันต์เอาระเบิดผูกคอเสือ ถ้าเสือขยับก็จะระเบิดทันที (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5317)
ตกดึกรพินทร์กับคะหยิ่นไล่ปล้ำกับมันตรัย (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5352 )
มันตรัยหนีขึ้นหน้าผาเจดีย์ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5356 )

วันที่18
รุ่งเช้า รพินทร์ปีนขึ้นไปจับตัวมันตรัย มันตรัยถูกปืนอาคมของเชษฐา วิญญาณออกจากร่างไปเข้าเสือโคร่งดำ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5377 )
อวสานเสือโคร่งดำมาถึง (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5381 )
ญาปณกิจมันตรัยพร้อมทั้งคำภีร์และกริช ต้องใช้ของดีของมาเรียช่วยจึงไหม้ได้ "ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานสิ่งนี้มาให้กับเรา อาเมน !!" วาทะของไชยยันต์นะครับ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5412 )
ดารินหลับและฝันเห็นประวัตินิทรานคร
ไชยยันต์ละเมอใส่รพินทร์ "เมย์ ยู อาร์ เวรี่ ไท๊ท์ ! ! ค์ว็อท อะ แดม กู๊ด ! !" (แปลว่าอะไรก่อหม่ายรุ๊) (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5460)

อาถรรพณ์นิทรานคร, เพชรพระอุมาอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 เริ่มตอนรพินทร์เล่าเรื่องเขาโล้น มาเรียไล่ปล้ำ 5469 และจบตอนแงซายแนะให้รพินทร์จัดการสักจึ๊กก็เรียบร้อย 5905

รพินทร์เล่าเรื่องมาเรียไล่ปล้ำเมื่อคราวที่เคยนำทางให้สองผัวเมีย แล้วโดนมาเรียยิงหมวก ! (โดนผู้หญิงยิงหมวกบ่อยนะผู้ชายคนนี้)
ดารินเร่งเร้าให้ไปตามแงซาย แต่คนอื่นไม่เห็นด้วย ก็เลยได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ สมิง สาง สางห่า

วันที่19
แงซายโดนแมลงมุมหกขากัด ที่แข้งข้างขวาเหนือข้อเท้า ส่างปาช่วยถอนพิษ วันนี้จึงไม่ได้เดินทางไปไหน
ช่วงเย็นได้เนื้อสมันที่คะหยิ่นกับส่างปาขโมยจากเสือ
คะหยิ่น บุญคำ ส่างปาไปเอาเนื้อสมันที่เหลือ ก็ปะทะกับช้างโบราณ ไดโนเทเรี่ยม
ช่วงค่ำหลังอาหาร ได้เอาแผนที่เดินทางมาพิจารณา พิจารณาปริศนา "ปิ่นพระศิวะฉายแสงเรืองรองเมื่อใด ถันพระอุมาจะปรากฏ" ในคืน 5 ค่ำเดือน12
วันนี้เองที่ไชยยันต์งัดสมุดไดอารี่ออกมายืนยันวันที่ วันนี้คือวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม ( ขึ้น11 ค่ำ เดือน 11 ) และวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 12 คือวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน ( อาถรรพณ์ 2 หน้า5702)
รพินทร์บอกขณะนี้ผ่านเขตเหนือสุดของรัฐว้าแล้ว ( อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า5720)
คืนนี้ที่ไชยยันต์ล่มปากอ่าว ( อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า5729)

วันที่20 (วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม)
ช่วงเช้ารพินทร์อารมณ์เสียกับดารินเพราะเข้าใจผิดคิดว่าดารินบอกแงซายเรื่องปิ่นศิวะ
แต่พอคล้อยหลังไม่ถึงชั่วโมง รพินทร์ก็จู๋จี๋กับดาริน มีรายการขโมยปลาด้วย
นายจ้างทั้งสามกับรพินทร์และแงซายไปตรวจซากไดโนเทเรี่ยม พบปัญหาใหญ่ เพราะมีสัตว์ใหญ่กว่ามากินซาก
มาเรียชวนดารินอาบน้ำที่ลำธาร บุญคำกับรพินทร์ช่วยยิงเสือเขี้ยวดาบ และแงซายก็ช่วยชีวิตรพินทร์โดยยิงเสือเขี้ยวดาบอีกตัวที่กำลังจะกระโจนใส่รพินทร์กับบุญคำ
แงซายทำธนูติดระเบิดทีเอ็นที ( อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า5895)
บุญคำยุให้รพินทร์จัดการมาเรีย (จึ๊กเดียวเท่านั้น แล้วดีเอง) พอไปหาแงซายที่กำลังทำธนู แงซายก็ยุอีก (ให้เธอสมหวัง สมความต้องการเพียงครั้งเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างจะเรียบร้อยลงด้วยดี) นี่หรือเปล่าที่เป็นเหตุให้รพินทร์อึ๊บมาเรียในถ้ำ ในไม่กี่วันต่อมา........แล้วลูกมาเรีย...ใครเป็นพ่อหว่า?? ( อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า5892)
อาถรรพณ์นิทรานคร, เพชรพระอุมาอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 เริ่มตอนรพินทร์ปรึกษาเรื่องธนูเตรียมรับไทรัน จบลงตรงที่ไปช่วยแงซายและรพินทร์หมดสติ
คืนนี้มีรายการตบ 3 รายการ ครั้งแรก มาเรียไปหาแงซาย แต่แงซายไม่เล่นด้วยเลยโดนไปฉาดแรก ต่อมากลางดึกไชยยันต์ออกอุบายปล้ำมาเรีย ไชยยันต์ก็โดนมาเรียตบหนึ่งฉาด ก่อนที่ไชยยันต์จะสกัมมาเรีย ทั้งตบทั้งอึ๊บ จนกรรมการต้องมาแยก.....จุดนี้เองที่หลายท่านคาดว่า ไพรวัลย์น่าจะเป็นลูกของไชยยันต์....จริงหรือเปล่า?? (ถ้าวันนี้เป็นวันที่ 12 ตุลาคม มาเรียก็เป็นประจำเดือนวันที่ 6 ตุลาคม ถ้าคำนวณวันกำหนดคลอดตามความรู้ทางการแพทย์ในยุคนั้น เด็กก็จะคลอดวันที่ 13 กรกฏาคมในปีต่อมา)

วันที่21 (วันอังคารที่ 13 ตุลาคม)
เสียงไทรันร้องทักทายมาแต่ไกลตอนใกล้รุ่ง อุณหภูมิ 6 องศา หมอกลงจัด
เดินทางต่อมุ่งเขาเกือกม้าซึ่งอยู่ทางตะวันออกของนิทรานคร
พบแรดอาร์สินิยตัวแรก ตัวนี้ตายด้วยฝีมือไชยยันต์ ปืน .600 ไนโตรเอ็กเพรส (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6132)
รพินทร์ยิงกวางดาวได้ ด้วยปืน .30-06 เป็นสะเบียง
ในป่าหินใกล้เขาเกือกม้า พบใบตะบองเพชรถูกรอยมีดเฉือน คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนหาย นี่เป็นครั้งที่ 4 ที่พบร่องรอย นับออกจากหล่มช้าง (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6171-6172)
เสือเขี้ยวดาบกระโจนใส่ส่างปา แงซายเป็นคนยิงด้วยปืน .375 สองนัด (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6182-6183)
จากเขาเกือกม้ามุ่งทะเลสาบมรณะต้องเดินขึ้นเหนือเยื้องไปทางตะวันตก 20 องศา
ยามโพล้เพล้พบร่องรอยอนุชาและหนานอิน นี่เป็นครั้งที่ 5 สิ่งที่พบคือ กระโหลกเสือเขี้ยวดาบที่โดนกระสุนปืนพบโดยรพินทร์ มาเรียพบกระสุน .450 ไนโตร (ปลอกที่ 2 ) เส่ยกับเกิดพบปลอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 สองปลอก (แบบกรังด์ปรีซ์ ทำด้วยกระดาษ เป็นรุ่นเก่าของอีลีย์ เป็นปลอกที่ 1 - 2 ) (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6222)
ในดงแคคตัสนี้เองทีรพินทร์พบร่องรอยของนายชดจึงบุกเข้ามาแทนที่จะหยุดที่ป่าหิน ร่องรอยที่ว่าก็คือ กิ่งกระบองเพชรที่ถูกรอยมีดตัดไว้ (นี่คือการพบร่องรอยครั้งที่ 6) (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6240)
ออกจากดงเถาวัลย์ได้ แงซายได้กินขนมเปี๊ยะหนึ่งฉาดจากดาริน และนี่คือตบเดียวของแงซายที่โดนจากดาริน
ช่วงค่ำปะทะไทรัน เพราะส่างปาทำปืนลั่น (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6280)
อาถรรพณ์นิทรานคร, เพชรพระอุมาอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 เริ่มตอนรพินทร์ไปช่วยแงซาย และรพินทร์หมดสติ จบลงตรงเห็นไทรันพิการขวางที่ช่องเขาขาด
รพินทร์สลบติดในถ้ำมีดาริน เกิด จัน รวม 4คน ช่วงนี้แหละที่รพินทร์กับดารินบอกรักกัน (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6323-6328)
ในอีกฟากหนึ่งมาเรียกับไชยยันต์อีกคู่ที่ตกลงจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ทั้งๆที่ไม่มีต้นเสน่ห์จันทร์ส่งกลิ่น (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6338)

ดารินยิงตาซ้ายของไทรันด้วย .300 (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6361)
คืนนี้พักที่ป่าหิน ตรงที่ส่างปาทำปืนลั่น

วันที่22 (วันพุธที่ 14 ตุลาคม) (วันที่2 ที่ออกจากนิทรานคร)
ระหว่างทางออกหาน้ำเจอแอ่งน้ำแต่ใช้ไม่ได้เพราะเจ้าไทรันขวางอยู่ที่นั่น
มาเรียบ้าเลือดวิ่งหาไทรัน รพินทร์ก็เลยต้องวิ่งตามไปช่วย จวนเจียนโดนไดโนเสาร์คาบ ก็เกิดแผ่นดินไหว (อะไรจะบังเอิญเป็นนิยายเช่นนั้น....ฮา) (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6486)
รพินทร์กับมาเรียติดในถ้ำ และในถ้ำนี้เองที่รพินทร์เสียตัวให้มาเรียจนได้ (ไชยยันต์ยังสงสัยในตอนหลังว่าใครข่มขืนใคร หรือสมยอมทั้งคู่ แต่แกก็ไม่ยักสงสัยว่าที่มาเรียท้องหนะ ท้องกับใครแฮะ) (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6528)

วันที่23 (วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม) (วันที่3 ที่ออกจากนิทรานคร)
ตื่น 10 โมงเช้าปีนขึ้นทางปล่องเจอรังนกโกลเด้น อีเกิ้ล (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6542, 6560)
แงซายตอกทอยขึ้นมาช่วย (สงสัยรพินทร์เข่าอ่อนปีนลงไม่ไหว...คุณว่าไหม) (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6584)และนี่คือการตอกทอยครั้งที่4ในท้องเรื่อง (ครั้งแรกออกจากห้วยแม่เลิง ครั้งที่สองแลกตัวประกันที่หมู่บ้านสางเขียว ครั้งที่ 3 รพินทร์ตอกทอยไปช่วยบุญคำลงจากต้นกระหร่าง)
พักที่โอเอซีส (อาถรรพณ์นิทรานคร 4 หน้า 6672)ตกดึกไทรันย่องเข้ามา แต่ก็กระสากลิ่นควันไฟจึงถอยหนี
คืนนี้ที่รพินทร์จับไข้สั่นอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 3 (ครั้งแรกที่หล่มช้าง ครั้งที่สองที่ดงสางเขียว) (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6692)และเป็นการสั่นครั้งสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้

วันที่24 (วันศุกรที่ 16 ตุลาคม แรม 1 ค่ำ เดือน 11) (วันที่4 ที่ออกจากนิทรานคร)
เช้ามืดแงซายยิงกวางด้วยธนูที่ไม่ได้ติดระเบิด
คะหยิ่นออกไปปลดทุกข์ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6715)เจอหลักฐานอนุชา นี่คือการพบร่องรอยของคนหาย ครั้งที่ 7
หลักฐานที่ว่าคือ รอยมีดที่สลักบนซากเก่าแก่ของต้นปาล์ม ข้อความว่า "เกาะแห่งชีวิต - อนุชา วราฤทธิ์ - หนานอิน 30/9/25..." (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6717
เกือบโพล้เพล้ก็ถึงป่าหินใกล้ๆช่องเขาขาด
เห็นไทรันนอนขวางอยู่ที่ช่องเขาขาดซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2.5 - 3 กิโลเมตร

อาถรรพณ์นิทรานครเริ่มตรงเข้ามายืนหน้าโลงแก้วพันธุมวดี
และจบลงตรงมาถึงช่องเขาขาด
เห็นอีแร้งบิน และไทรันนอนขวางอยู่ที่ช่องเขาขาด 6750

เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

ป่าโลกล้านปี, เพชรพระอุมาป่าโลกล้านปี เล่ม 1 เริ่มตอนส่องกล้องดูเจ้าไทรันนอนขวางช่องเขาขาด จบลงตรงเทอโรแดกทีลอยด์บุก ตอนตี 2

ตั้งแค้มพักที่ป่าหินตรงนั้น กลางคืนฝนตกหนัก ตัวแทร็คโคด่อนคู่หนึ่งออกหากิน เดินไปที่ช่องเขาขาด ถูกไทรันขย้ำ

วันที่25 (วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม แรม 2 ค่ำ เดือน 11) (วันที่5 ที่ออกจากนิทรานคร)
วางแผนพิชิตไทรัน โดยแยกกันออกสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งล่อ อีกฝ่ายซุ่มรอเพื่อยิงธนูติดระเบิด
รพินทร์ยิงตาขวาด้วย .458 ทำให้มันตาบอด 2 ข้าง (ตาซ้ายดารินยิงบอดไว้แล้วก่อนหน้านั้น) (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6817)
เชษฐาเป็นคนยิงธนู โดยแงซายจุดชนวน ดอกแรกโดนที่ซอกรักแร้ ตรงขาหน้าเบื้องซ้าย ดอกที่สองโดนที่ก้านคอเยื้องมาทางด้านหน้า อวสานของไอ้ยักษ์ก็มาถึง (นี่คือการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 5 ....2 ดอก) (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6821-6822)
มาเรียสบักสะบอมมาก จึงพักที่นี่อีกหนึ่งคืน
คืนนี้ที่แงซายเล่าเรื่องมรกตนครให้รพินทร์ฟัง (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6885)

วันที่26 (วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม แรม 3 ค่ำ เดือน 11)
มุ่งช่องเขาขาด ลงขอบทะเลสาบมรณะ
มีเสียงบรอนโตเซารัส (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6907)
ผจญเทอราโนดอน (เทโรซอร์) กระสุนนัดแรกเป็นของมาเรีย .375 (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6924)
เลาะขอบทะเลสาบไปทางตะวันออก เพื่ออ้อมไปทิวเขาปีกครุฑ
พบแรดอาร์สินอยสองตัว แต่ไม่ได้ยิง (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6963)
บ่ายโมงถึงด้านตะวันออกเฉียงใต้ของขอบทะเลสาบ
พบบึงมรณะที่มีพืชกินคน พบกระโหลกสองหัวในตัวพืชที่ลากขึ้นมา เป็นกระโหลกของชนเผ่าเอเชียตะวันออกไกล คนหนึ่งหนุ่มฉกรรจ์วัยประมาณ 30 ปี อีกคนวัยสูงอายุ ประมาณ 55ถึง60ปี ตายมาแล้วราว 2 ปี (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 7030)
รพินทร์พบปลอกกระสุนปืน .450 ของอนุชาทางฝั่งขามา
ส่วนแงซายพบปลอกกระสุน .450 และปลอกลูกซองของหนานอินทางฝั่งนี้ (ตอนนี้มีปลอกกระสุน .450 จำนวน4 ปลอกและปลอกลูกซอง 3 ปลอก) นี่คือการพบร่องรอยครั้งที่ 8
พักที่เนินหินทางด้านตะวันออกของทะเลสาบ สร้างกระท่อมกันฝน มีไม้หนามมุงรอบกันค้างตาวผี เทอโรแดคทีรอยด์
โป่งค่างบนต้นกระบากโดนรพินทร์สอยร่วงลงมาด้วย .458 (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 7093)
กลับมาก็พบว่าสัมภาระและอุปกรณ์เดินทางหายไป
ปืนที่ยังอยู่เป็น ไรเฟิล 6 กระบอก คือ .375 แม็กฯของมาเรียและแงซายคนละกระบอก .460 เวฯแม็กฯของเชษฐา .600 ไนโตรของไชยยันต์ .300ของดาริน และ .458 ของรพินทร์ รวม 6 กระบอก ส่วนปืนสั้นติดตัว ก็มีของ เชษฐา ไชยยีนต์ ดาริน ที่ติดเอวอยู่ รวม 3 กระบอก มีกระสุนรวมกัน ราว 90 นัด (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 7128-7129)
ส่วนปืนที่ถูกขโมยไปพร้อมสัมภาระคือ .375 แม็กฯของบุญคำ 30-06 ของเกิดและเส่ยคนละกระบอก ลูกซองห้านัดแบบกึ่งอัตโนมัติที่จันถือกับแบบปั๊มแอคชั่นของคะหยิ่น (รวม5กระบอก)โดยไม่นับปืนสั้นของรพินทร์กับมาเรีย และลูกกรดสั้นของดารินที่ติดในย่าม (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 7129)
คืนนี้คณะเดินทางถูกลิงปลดอาวุธ ควบคุมไว้ในกระท่อม เป็นเชลยลิง

ป่าโลกล้านปี, เพชรพระอุมาป่าโลกล้านปี เล่ม 2 เริ่มตอนฝูงเทอโรแดกไทล์โจมตี จบลงตอนรพินทร์ถูกหกเขากัดเกือบตายแต่แงซายกลับมาช่วยได้ทัน


ตกดึกเทอโรแดกทไล์ก็มาโจมตี แต่พวกลิงช่วยไว้

วันที่27 (วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม แรม 4 ค่ำ เดือน 11)
รุ่งเช้า ลิงยักษ์เอาเสบียงมาให้ เป็นสมันหนุ่ม (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7202)
กินกันเสร็จ พวกลิงก็รื้อกระท่อม กวาดต้อนเชลยมนุษญ์ให้ออกเดินทาง (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7235)
บ่ายแก่ๆก็ถึงเมืองลิง (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7309)
ดารินช่วยรักษาบาดแผลของวายาที่ถูกตัวสามเขาขวิดเมื่อสองวันก่อน (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7323)
ระหว่างนั้นแงซายก็พารพินทร์ไปนมัสการฤาษีโกฑัญญะ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7340)
ฤาษีโกฑัญญะช่วยทำสะพานภาษาให้คนกับลิงสื่อสารกันได้ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7414)
จึงทราบว่าวายาฆ่าตัวสามเขาได้หนึ่งตัว แต่บริวาร 7 ตัวก็ตายไปและวายาไส้ไหล (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7428)
เมื่อสื่อสารกันรู้เรื่องจึงได้รับทราบเรื่องราวของอนุชา และหนานอินว่าถูกงูกัดและหิวโหย วายาช่วยไว้ พวกนั้นพักที่นี่ 10 วัน อนุชาให้มีดโบวี่12นิ้วกับวายาไว้เป็นที่ระลึก นี่คือการพบหลักฐานครั้งที่ 9 ของอนุชาและหนานอิน (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7461)

คืนนี้ที่แงซาย รพินทร์และดารินออกล่าตัวสามเขา แงซายถูกหินทับแต่มุดออกทางรูตัวตุ่นได้ ฤาษีบอกให้ไปช่วยรพินทร์ที่ถูก ไอ้หกขากัด

ป่าโลกล้านปี, เพชรพระอุมาป่าโลกล้านปี เล่ม 3 เริ่มตอนฝูงเทอโรแดกไทล์โจมตี จบลงตอนรพินทร์ถูกหกเขากัดเกือบตายแต่แงซายกลับมาช่วยได้ทัน

วันที่28 (วันอังคารที่ 20 ตุลาคม แรม 5 ค่ำ เดือน 11)
รพิทร์ตื่นมาตอนบ่ายโมง รับทราบเรื่องราวทั้งหมดว่าแงซายรอดมาได้อย่างไร และมาช่วยตัวเองอย่างไร แล้วก็หลับต่อ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7638)


ช่วงบ่ายคณะนายจ้างและลูกหาบไปนมัสการฤาษี แต่ไชยยันต์ไม่ไป แต่งงานกับมาเรียที่ลำธารตั้ง 2 ชั่วโมง (บุญคำมาเล่าให้รพินทร์ฟัง)
(นี่ก็ยังอยู่ในระยะตั้งครรภ์ได้ ถ้า...ก่อนหน้านั้นรอดมาได้ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7667))

มีเรื่องสับสนเกี่ยวกับระยะเวลา
ผู้ประพันธ์บอกว่า นับจากพรุ่งนี้เหลืออีก 9 วัน

(ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7408)
เพื่อให้ตรงกับวันของผู้ประพันธ์ ซึ่งหายไป 3 วัน
จึงขอยึดถือวันของผู้ประพันธ์ไปก่อน คือบวกไป 3 วัน

วันที่32 (วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม แรม 9 ค่ำ เดือน 11)
กราบลาฤาษีโกฑัญญะ ฤกษ์เดินทางคือ 9.00 น. (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7793)
ดารินมอบกระจกเงาให้วายาเป็นที่ระลึก.
ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ก็พบแอ่งการเวกอย่างง่ายดาย (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7747)
เจอพายุลูกเห็บ จึงทราบว่าบริเวณนี้เขาเรียกทุ่งลมกรด ต้องพักอยู่ในโพรงหมาป่า (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7769)
เส่ยกับส่างปา เป็นตะคริว (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7774)ได้ยาร้อนบุญคำช่วยไว้ได้ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7778)
พบโอเอซีสที่เป็นป่าเกิดใหม่ไม่เกิน 300 ปี (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7874)
แงซายบอกอ่านภาษาพม่าโบราณออก (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7808)และนี่เป็นครั้งแรกที่แงซายได้เห็นและอ่านลายแทงตัวจริงที่เป็นภาษาพม่าโบราณ จึงทราบว่าขี้เหล้าที่แปลให้รพินทร์แปลตกหล่น
คืนนี้ที่มาเรียโอกอาก (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7836)

วันที่33 (วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม แรม 10 ค่ำ เดือน 11)
ไชยยันต์สารภาพ ยอมรับเด็กในท้องมาเรียเป็นลูกตน
เที่ยงแล้วยังหาช่องประตูผาไม่เจอ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7880)
ความสำคัญของช่องประตูผาคือ ช่องประตูผาเป็นจุดเริ่มต้นไปหาหลุมอุกาบาตที่หนึ่ง โดยเดินไปทาง ตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะทาง 5 - 6 ชั่วโมง
วันนี้ที่รพินทร์ให้แงซายถือลายแทงตัวจริงชั่วคราว
รพินทร์ออกอุบายแยกเดี่ยวไปหาช่องประตูผา (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7884)
เย็นแล้วรพินทร์ยังไม่กลับมา เชษฐากับแงซายออกตาม (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7917)

วันที่34 (วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม แรม 11 ค่ำ เดือน 11)
รุ่งเช้ารพินทร์กลับมาคนเดียว (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7935-7936)
ไชยยันต์ยิงกระสุนส่องวิถี เป็นกระสุนหัวแดง ใช้ปืน .30-06 ของเกิด (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7936)
เมื่อรับทราบเรื่องราว รพินทร์ก็ต้องย้อนกลับไปช่องประตูผา แต่แล้วก็พบว่า แงซายกับเชษฐาปลอดภัยจากดงว่านมหาภัย ซ้ำยังพาเชษฐาล่วงหน้าไปหลุมอุกาบาตที่หนึ่งแล้วด้วย (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7972)
บ่ายโมงครึ่งก็บรรลุถึงหลุมอุกาบาตที่หนึ่ง (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 8008)
ป่าโลกล้านปี, เพชรพระอุมาป่าโลกล้านปี เล่ม 4 เริ่มตอนถึงหลุมอุกกาบาตที่ 1 รพินทร์พลาดท่าเมื่อรู้ว่าแงซายไม่ได้ทรยศ จบลงตอนดารินหายง่อย


แล้วก็พบว่าจริงๆแล้ว แงซายไม่ได้ทรยศ แต่เป็นเชษฐาเองที่ให้นำมาก่อน ทั้งๆที่แงซายทักท้วงแล้ว (สองเพื่อนตายเกือบฆ่ากันตายเพราะอาการเครียดและโรคประสาทของพระเอกเรา)


เชษฐายิงกวางได้ ย่างกินแล้วนอนพัก (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8025)
14.30 น. ฝนทำท่าจะตก ก็เลยต้องย้ายมานอนในโพรงถ้ำที่อยู่ใต้ขอบเหวลงมา (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8074)
รพินทร์มอบลายแทงให้แงซายถือตลอดไป (ที่หลุมอุกาบาตที่ 1 )ก่อนฝนตกเล็กน้อย
พบเหมืองทองที่พระเจ้าล้อเล่น (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8087)
ตกดึก มาเรียแอบย่องมาหาบุญคำออกอุบายจะขอยาร้อน (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8117)แต่รพินทร์ออกมาขวาง และหว่านล้อมจนมาเรียยอมเก็บลูกไว้ และยอมรับไชยยันต์เป็นพ่อเด็ก (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8125)
แงซายบอกรพินทร์ว่าอาจต้องแยกตัวที่เนินพระจันทร์ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8128)และเล่าเรื่องที่มาของตนเองว่าต้องกลับไปเพื่อทำหน้าที่ "ทศพิธราชธรรม" (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8130)

วันที่35 (วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม แรม 12 ค่ำ เดือน 11)
ออกเดินทางต่อ
ก่อนค่ำพบหลุมอุกาบาตที่สอง ทุกคนหลับเป็นตาย (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8148)

วันที่36 (วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม แรม 13 ค่ำ เดือน 11)
เสบียงจากเขานิลกาญจน์หมด เดินทั้งวันไม่พบสัตว์อะไรเลย (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8148)
แต่แล้วรพินทร์ก็ยิงสัตว์ชนิดหนึ่งได้ ลักษณะคล้ายแกะหรือแพะ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8149)

วันที่37 (วันพฤหัส ที่ 29 ตุลาคม แรม 14 ค่ำ เดือน 11)
ช่วงตะวันกำลังลับฟ้า มาถึงป่าหินและภูเขาเตี้ยๆ อันเป็นบริเวณเชิงทิว (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8150)
ฝนตกหนัก แงซายต้องยิงธนูติดระเบิดเพื่อเปิดโพรงถ้ำ เพื่ออาศัยหลบพายุฝน (นี่คือการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 6 ... หนึ่งดอก) (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8150)
ตกดึกทุกคนหิวและหนาวจนต้องพึ่งยาร้อนบุญคำ (ยกเว้นมาเรีย) (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8151)

วันที่38 (วันศุกร ที่ 30 ตุลาคม ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12)
พบหลุมอุกาบาตที่ 3
ไชยยันต์บอกวันนี้ คือวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม ขึ้นหนึ่งค่ำ วันขึ้น 5 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน ตรงกับวันอังคารที่ 3 นับจากวันนี้ไปก็เหลืออยู่อีก 4 วันครึ่ง (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8206-8207)
เดินทางต่อ คะหยิ่นพบแหล่งนอนที่เป็นบ่อน้ำร้อน (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8246)
คืนนี้เป็นคืนแรกที่หิมะตกบนเขาพระศิวะ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8252)
รพินทร์ยิงหมีตัวโต9ฟุตได้ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8265) เอาหนังกับน้ำมันมาใช้ประโยชน์ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8272)

วันที่39 (วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12)
ทุกคนตื่นมาชื่นชมกับธรรมชาติที่ตระการตาของเทือกเขาพระศิวะ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8278 )
การเดินทางเริ่มขึ้นในช่วงสายๆ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8292)
เดินทางได้ไม่เท่าไหร่ ดารินก็เป็นง่อย จากโรคเก่า รูมาตอยด์ (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8298)
ช่วงนี้เองที่รพินทร์พบร่องรอยของอนุชาและหนานอิน นี่คือการพบร่องรอยครั้งที่ 10 พบที่พักนอนของทั้งคู่พร้อมกับกระสุน .450 ของอนุชาและปลอกกระสุนลูกซองของหนานอิน (ของอีเลย์ รุ่นเก่า ชนิดปลอกกระดาษ บรรจุลูกปราย แบบเอสจี ความยาว 2.5 นิ้ว ใช้งานไม่ได้เพราะบวมจากความชื้น) (รวมปลอกกระสุนที่เก็บได้ .450 นับได้ 5 ปลอกและ ลูกซอง 4 ปลอก) (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8324-8325)
แงซายยิงสัตว์ประเภทเลียงผา(ผสมแกะภูเขา)ได้ ใช้น้ำมันของมันผสมกับรากไม้บางชนิดเคี่ยวให้เข้ากัน สามารถรักษาโรคอันเกิดจากไขข้อทุกชนิด (โดยต้องกินดีของมันด้วย)(ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8370)
ตอนค่ำมาเรียเป็นคนชโลมน้ำมันและนวดให้ดาริน อาการดารินดีขึ้นอย่างมาก (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8406)

วันที่ 40 (วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน ขึ้น3 ค่ำ เดือน 12)
รุ่งเช้า ดารินหายเป็นปกติ ออกเดินทางได้

ป่าโลกล้านปี เริ่มตอนส่องกล้องดูเจ้าไทรันนอนขวางช่องเขาขาด จบลงตรงเช้ามืดดารินหายง่อย
เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

ทุกคนยกเว้นมาเรียต้องพึงยาร้อนบุญคำอีก
รพินทร์ยิงกวางเป็นอาหารเที่ยง
บรรลุถึงบริเวณเนินจันทร์ ช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย

วันที่41 (วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน ขึ้น4 ค่ำ เดือน 12)
เกิดยิงกวางได้ตอนหัวรุ่ง
ช่วงสายได้ออกสำรวจพื้นที่ และตรวจหาร่องรอยคนหาย โดยแบ่งเป็น 4 สายดังนี้

สายเหนือ มีเชษฐา ดาริน รพินทร์
สายใต้ มีไชยยันต์ เมย์ แงซาย
สายตะวันออก มีบุญคำ เกิด ส่างปา
สายตะวันตก มีจัน คะหยิ่น เส่ย

ปะทะฝูงหมาป่า มีบาดเจ็บสองคน ไชยยันต์กับจัน
แงซายยิงธนูติดระเบิด ไล่ฝูงหมาหนีไปหมด
(นี่เป็นการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 7 ....หนึ่งดอก)
แงซายพบหลักฐานการมาถึงเนินพระจันทร์ของคนสาปสูญ คือที่พักนอนและรอยก่อไฟในหลุมอุกาบาต (นี่คือการพบหลังฐานครั้งที่ 11 และเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนไต่ถันพระอุมา)
แรดอาร์สินอยถูกฝูงหมาป่ารุมทึ้ง (มีการกล่าวถึงแรดอาร์สินอย4ครั้ง)
ตกกลางคืน ฝีปอบอาละวาด

วันที่42 (วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน ขึ้น5 ค่ำ เดือน 12)
วันนี้แล้วซินะ ปิ่นพระศิวะจะฉายแสง แล้วถันพระอุมาจะปรากฏ
กลางวันออกตรวจตราไปทุกที่ ก็ไม่เกิดปัญญาใดๆให้ตีปริศนาลายแทงได้
พอตกเย็นก็กินอาหาร เก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทาง มาพักรอที่เนินพระจันทร์ท่ามกลางความหนาวเหน็บจนต้องอาศัยยาร้อนของบุญคำช่วย
ปิ่นพระศิวะ  และแล้วเมื่อพระจันทร์เสี้ยวของคืน5ค่ำแตะเขาศิวะเทพ ปรากฏการณ์ก็สว่างไสว ถันพระอุมาก็ปรากฏ เป็นเวลา 12 นาที 35 วินาที
เวลา 03.25 น. พักที่เวิ้งถ้ำเล็กๆ (ถ้ำเล็กๆทางด้านเหนือของเต้านมด้านใต้สุดของภูเขาสองลูก)
เจ้าของลายแทงมาเข้าฝันดาริน แล้วก็พบโครงกระดูกของเจ้าของลายแทงในถ้ำนั้นเอง

ช่วงที่4 ของปูมเดินทาง
(นับจากวันแรกที่เหยียบหัวถนนพระศิวะจนออกจากมรกตนคร)

วันที่ 1 (วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน ขึ้น6 ค่ำ เดือน 12)
ตื่นเที่ยง (เวลาในมรกตนครช้ากว่าเวลาจริง 7 ชั่วโมง)
ไม่มีอาหารรองท้อง ต้องใช้อาหารแก้หิวของดาริน
3 ชั่วโมงเศษของการไต่เขา ก็พบพระศิวะแอดเวนิว
ทันทีที่เหยียบหัวถนน นาฬิกาของเชษฐาก็หยุดเดิน เวลา 15.35 น.กับ 22 วินาทีของวันที่ 4 พฤศจิกายน
นอกจากนาฬิกาหยุดเดิน เข็มทิศก็ชี้ผิดทิศด้วย แต่แก็ปกระสุนปืนยังทำงาน (.375 จากมือดาริน)
เดินตามถนนี่ลาดต่ำลงมาราว 4 ชั่วโมงเศษทุกคนก็เหนื่อยล้า เป็นมาเรียที่สังเกตเห็นเงาตะวันว่าเพิ่งเที่ยงหรือเลยเที่ยง
ทุกคนหยุดพักใต้ร่มต้นไม้ข้างลำธาร จับปลามาย่างกินแล้วทุกคนก็หลับเป็นตายจนเกือบรุ่งเข้า

วันที่ 2 (วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน ขึ้น7 ค่ำ เดือน 12)
ใกล้รุ่ง ทุกคนตื่นมาพร้อมกับการรับทราบว่า อาวุธปืนและยุทธปัจจัยหายไปพร้อมแงซาย
ฟ้าสางกองทัพของมรกตนครจับคนต่างถิ่นเป็นเชลย
รพินทร์สำแดงเดชด้วยปืนสั้นยิงม้าของรหัสยะตาย(ม้าสีดำนะครับ..จำไว้แม่นๆ) อำนาจต่อรองจึงเกิดขึ้น โดยไม่ต้องถูกพันธนาการ แต่ให้เดินรวมกลุ่มไปในแวดล้อมของทหาร
สองข้างทางเห็นพืชไร่ของมรกตนคร เช่นข้าวฟ่าง ข้างโพด ข้าวสาลี ไร่ฝ้าย ดงกล้วย
ระยะทางจากสามแยกไปเมืองมรกตใช้เวลาเดิน ครึ่งวัน แต่ไปปราสาทอุมาเทวีใช้เวลาเดินหนึ่งวัน (เชษฐาคาดระยะทาง 20 - 25 กิโลเมตร)
หลังพักเที่ยงออกเดินทางต่อ กุตะมะโดนธนูอาบยาพิษ ชาวต่างถิ่นจึงมีโอกาสรักษากุตะมะเพราะไม่มีหมอหลวงมาด้วย
รักษากุตะมะแล้ว ยังช่วยรักษานักโทษ 6 คน (หัวหน้าที่ถูกฆ่าชื่อวายุ คนที่ยังอยู่ชื่อสุกรี)และได้ข่าวเกี่ยวกับมรกตนครและข่าวคนหาย
กลางดึกเมยานีลูกสาวอรชุนตีปล้นค่ายชิงตัวนักโทษทั้ง6หนีไปได้ พร้อมกับมาดูตัวคณะเดินทางทั้ง 11 คน

วันที่ 3 (วันศุกร ที่ 6 พฤศจิกายน ขึ้น8 ค่ำ เดือน 12)
วันนี้กุตะมะเดินทางด้วยเกวียน และดารินได้เกวียนมาบรรทุกสัมภาระ
ระหว่างเดินทางก็ได้ตะล่อมถามกุตะมะถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น
ได้ทราบว่าวิษณุพรหมานารถตายด้วยธนูของของสิงหรา
แงซายส่งสัญญาณมอร์สจาก "ประตูปิศาจ" บอกว่าจะช่วย 2 คนหายก่อนและให้ยอมรับว่ามากัน 12 คน
ปู่ของแงซายชื่อ สวามิสนารายณ์
ถึงตัวเมืองตอนย่ำค่ำ ไม่สามารถเข้าเมืองได้จึงต้องพักนอกเมืองอีกคืน (ส่วนรหัสยะและกุตะมะเข้าไปพักในเมือง)
ดารินวางยาสลบ พรรคพวก8 คนแล้วก็รมยาสลบทหารยาม หนีออกนอกกองทัพเพื่อสำรวจลู่ทาง
ถูกเมยานีสกัดไว้ไม่ให้ออกไปด้วยเกรงอันตราย
เมยานีเล่าเรื่องของตนเองและจักราช (รวมทั้งlovesceneของตัวเองกับจักราชด้วย)

วันที่ 4 (วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน ขึ้น9 ค่ำ เดือน 12)
รุ่งเช้ารหัสยะเต้นผางจนหนวดกระดิกเมื่อทราบว่ากองทัพโดนกองโจรเหยียบจมูก
ถูกนำตัวมารอที่สนามชัยจนเที่ยง
ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์สิงหราในช่วงบ่าย
หลงกลฝ่ายสิงหรา ถูกหลอกลงไปในคุกใต้ดินโดยมีกุตะมะเป็นตัวประกันลงไปด้วย
ผู้คุม 3 คนถูกเชษฐายิงด้วย .22 แม็กนั่ม คนแรกเจาะเข้าดั้งจมูกทะลุออกศีรษะเบื้องหลัง คนที่สองโดนที่หัวเข่า คนสุดท้ายโดนที่หัวไหล่
ได้มีการซักไซ้สอบถามเกี่ยวกับข้อสงสัยของแต่ละฝ่าย
นายชดเคยช่วยหนานอินจากการถูกช้างเหยียบ
เที่ยงคืนเศษ สุกรีกับพวกอีก5คนและเมยานีมุดทางลับใต้ดินมาขึ้นที่คุกที่ทุกคนติดอยู่ (ทางลับนี้มีไม่กี่คนที่รู้) อันเนื่องมาจากกุตะมะได้ติดต่อประสานงานกับอรชุนก่อนแล้ว
ทางลับนี้ เป็นเส้นทางที่กุตะมะเคยเปิดให้เกษราเทวีพาราชโอรสหนีในคราวนั้น
ตอนออกจากคุกมีทั้งหมด 25 คน (11 + 2 + 1+ 4 + 6 + 1)
เมื่อออกเดินทางจากมรกตนครมุ่งเขาวงพระจันทร์มีทั้งหมด 35 คน (11 + 2 + 1+ 4 + 6 + 1 + 10)

วันที่ 5 (วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน ขึ้น10 ค่ำ เดือน 12)
ฟ้าสางก็ถึงหุบเขาวงพระจันทร์อันเป็นที่ตั้งชั่วคราวของกองบัญชาการของกองทัพประชาชน
ทั้งหมดถูกนำไปที่ถ้ำเหมราช จักราชรออยู่ที่นั่น (หน้า 9704)
อาหารเด็ดที่จักราชเตรียมไว้ให้คือลูกแกะอบเครื่องเทศ
จักราชชูมือแล้วแบมือให้ทุกคนเห็นเส้นลายมือที่เป็นรูปกงจักร
แล้วทุกคนก็ร่วมรับประทานอาหาร (13 + 1 + 1 + 2 + 4)
เช้าถึงเที่ยงนั้นเองที่แงซายออกรบเคียงคู่กองทัพประชาชน
แงซายเล่าว่า โกฑัญญะ เป็นอาจารย์ของอัศวเทพภิกขุซึ่งเป็นหลวงปู่ของแงซาย
(แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า9719)
ช่วงเย็นทุกคนตื่นมาเพราะเสียงม้าศึกหน้าถ้ำ หลังอาหารค่ำก็วางแผนทำศึกพรุ่งนี้
เมยานีโชว์เพลงดาบดับเทียน 19 เล่ม ( 1 - 4 - 6 - 8)

(ถ้าจะใช้ white boardนับก็อย่าพลาดนะครับ ไม่มีชั้นที่เป็น 2 เล่ม)
(แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า9755)
ออกสำรวจช่องผาตัดเพื่อเตรียมวางจุดระเบิด กะจะวางแค่ 12 จุด ในระยะทาง 2 กิโลเมตร

วันที่ 6 (วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน ขึ้น11 ค่ำ เดือน 12)
รุ่งเช้าแงซายเปิดศึกทันทีที่ฟ้าสาง คณะคนต่างถิ่นก็ไปวางระเบิด ใช้เวลา หนึ่งชั่วโมงครึ่งก็แล้วเสร็จ
รพินทร์ใช้ลูกซองเบราว์นิ่ง ออโต้ ช่วยชีวิตแงซายอีกครั้ง
ในการแบ่งพวกยิงระเบิดมีด้วยกัน 3 ชุด

  • จุดที่ 3 อันเป็นจุดแรกที่ยิง อยู่ปลายทาง มีเชษฐา (.460 เวฯ แม็กฯ) บุญคำ (.375) และดาริน (.300 เวฯ) และดารินนี่เองที่ยิงเป็นคนสุดท้ายและทำให้ระเบิดทำงาน
  • จุดที่ 1 อันเป็นปลายทาง (.458) (.30-06) (.30 - 06)
  • จุดที่ 2 อันเป็นจุดกลาง (.600 ไนโตร) (.375)
รหัสยะติดอยู่ระหว่างจุด 2 กับจุด3
กุตะมะต้องหอกที่สีข้างด้านขวาระหว่างถอยหนีตามแผน
(แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า9883)
แผนครอสโบว์ ยิงประตูเมืองด้วยธนูติดระเบิด ( 1 + 1 + 1 +1 )
ศพกุตะมะเคลื่อนผ่านประตูเมืองด้วย
ที่สนามชัย สิงหรากับรหัสยะตกอยู่ในวงล้อม มีการยิงปืนขึ้นฟ้าประกอบคำพูด 2 นัด เป็นของรพินทร์และไชยยันต์
สิงหราและรหัสยะถูกแงซายตัดแขนขาตาย (ตอนแรกที่โดนตัด สิงหราขาซ้าย รหัสยะขาขวา) (จบง่ายจังนะสองคนนี่)
บ่ายนี้มีการพิจารณาโทษทหารที่แปรพักตร์และญาติฝ่ายทรราช
ขึ้นไปเยี่ยมแม่มดวาชิกา ตามบรรไดวน(ดารินนับได้ 125ขั้น) สู่ยอดปราสาท (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า9964)
แม่มดเสพย์เลือดครั้งสุดท้ายเมื่อ 4 วันที่แล้ว ( วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน ขึ้น7 ค่ำ เดือน 12 ) (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า9968)
4 ผู้บริบาลแม่มดวาชิกา มีหัวหน้าชื้อ มหินธา (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า9961)
มาเรียไฮเมนขาดตั้งแต่อายุ 14 (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า9977)
เผาแม่มดวาชิกา ซึ่งต้องอาศัยเลือดประจำเดือนหญิงบริสุทธิ์อีกเช่นเคย

วันที่ 7 (วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน ขึ้น12 ค่ำ เดือน 12)
ขบวนแห่ศพกุตะมะถูกเคลื่อนจากตัวเมืองสู่มหาปราสาทอุมาเทวี
วันนี้ที่ทุกคนได้ยลโฉมขุมเพชรพระอุมา


วันที่ 8 (วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน ขึ้น13 ค่ำ เดือน 12)
(วันนี้ไม่มีบรรยายเหตุการณ์)


วันที่ 9 (วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน ขึ้น14 ค่ำ เดือน 12) (สองวันต่อมา )
แงซายขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เฉลิมพระนาม "สมเด็จพระเจ้าจักราธิราช" แห่งราชวงศ์เทพ (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า10036)
ข้าราชบริพารและลูกเมีย ญาติทรราชได้รับโทษตามโทษานุโทษ


วันที่ 13 (วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน แรม 3 ค่ำ เดือน 12)
( ในย่ำสนธยาของวันที่ 4 )
แงซายจัดงาน Thank you Party ในชุดเดิมของแงซายสมัยเดินป่า (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า10037)
แงซายขอส่างปาอยู่มรกตนครในฐานะแพทย์หลวงและพระสหาย
เชษฐาบอกจะอยู่ต่ออีก 4 - 5 วัน


วันที่ 17 (วันศุกร ที่ 20 พฤศจิกายน แรม 7 ค่ำ เดือน 12)
จักราชและทหารมรกตนครพร้อมพระสหายเดินทางด้วยม้าออกจากพระนครตอนบ่าย
พักระหว่างทางหนึ่งคืน (ระยะทาง 9 ใน 10 ส่วน) แงซายนอนในกระโจมอาคันตุกะพร้อมลูกหาบ
แงซายบอกจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับ 12 คน (แล้วอีกคนไม่สร้างหรือ)
(แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า10056)
จักราชให้แหวนดารินเป็นที่ระลึก (ธำมรงค์ประดับเพชรอันมีหัวเพชรลูกเขื่องขนาดเม็ดเกาลัดออกจากนิ้วก้อยของตนเอง มันประดับล้อมรอบไปด้วยแก้วเก้าหลากๆสี)
ให้แหวนกับมาเรียเช่นกัน (มรกตเม็ดเขื่องล้อมด้วยเพชร)


วันที่ 18 (วันเสาร์ ที่ 21 พฤศจิกายน แรม 8 ค่ำ เดือน 12)
ณ ปลายถนน มันเป็นเวลาเก้านาฬิกาเศษของมรกตนคร
ต่างร่ำลากันทั่วทุกคน
จักราธิราชทรงมอบตราของราชวงศ์เทพแก่รพินทร์(แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า10069-10070)
เส่ยและหนานอินได้ดาบของมรกตนครจากสุกรีคนละเล่ม
เมื่อลงมาถึงป่าสน นาฬิกาของเชษฐาก็เริ่มเดินอีกครั้ง (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า10073)
รพินทร์กะจะตัดตรงไปหมู่เขานิลกาญจน์โดยไม่ผ่านหลุมอุกาบาต แล้วมุ่งตรงสู่หล่มช้าง

แงซายจอมจักรา เริ่มหน้าแรกตอนเชษฐาตื่นมาพบพบว่าดารินอยู่กับรพินทร์มีแงซายยืนตรงกลาง พร้อมข่าวดารินหายง่อย จบลงหลังออกจากมรกตนคร ร่ำลากันแล้วก็มุ่งตรงสู่หล่มช้าง
เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

จบภาคแรก
ปูมเดินทางภาคสมบูรณ์


เส้นทาง : สารบัญเส้นทางเดินปูมเดินทางภาคแรก