ไปอ่านเจอนายชดแนะนำกาารเที่ยวป่าในพันทิพ ก็เลยตัดตอนบางส่วนมาให้อ่านกัน โดยไม่ได้ขออนุญาตคนเขียน
......หากให้ผมเชิญชายไทยแบบสุ่มตัวอย่างเข้ามาสัก 10 คนตอนนี้และถามว่า ระหว่างป่า กับ ทะเล
คุณคิดว่าจะพาคนรักไปเที่ยวที่ไหน?
ผมว่า 7 ในสิบ คงต้องเลือกทะเล
ส่วน สามคนที่เหลือพร้อมแฟนของเขาอีกสามคน..........นายชดจะพาไปเที่ยวป่าเอง ครับ
และหากในหกคนที่เหลือถามผมว่า ป่า กับ ทะเล ไปเที่ยวที่ไหน?มันสบายกว่ากัน
ผมก็จะตอบว่าทะเล
ถามต่ออีกว่า แล้วอย่างไหนมันได้รสชาติของชีวิตมากกว่ากัน
ผมตอบว่าป่าแบบไม่ลังเลเลยครับ
พร้อมหรือยัง?.........
เมื่อพร้อมแล้วเตรียมตัวครับ ต้องเตรียมตัวก่อน......เริ่มกันเลย
การเที่ยวป่าแบบ นายชดนะครับ อาจต่างจากท่านอื่น
เอา....มาเตรียมของกัน
1.เสื้อผ้าใส่สบายๆ หากเป็นไปได้พยายามหลีกเลี่ยงกางเกงยีนขอรับ มิฉะนั้นจะเสียใจมาก
........ขอแนะนำให้ใช้ผ้าเวสป๊อย หรือชุดทหาร จะดีมากครับ
เสื้อยืด และเสื้อกล้าม
เสื้อยืดแขนยาว
แจ๊กเก็ต แบบใดก็ได้ที่มี hood มีกระเป๋ามากๆหน่อย
กางเกงในทั้งชายหญิงหรือเสื้อในของสตรีควรเลือกผ้าที่โปร่งและใส่สบาย ไม่ต้องเอาผ้าหนาๆเดี๋ยวจะเกิดปัญหานะ ......... จาบอกให้
สีอะไรก็ได้ แต่อย่าเล่นแฟชั่นมากก็แล้วกัน
ขอให้เลี่ยงสีดำ และน้ำเงิน เพราะเราไม่ได้ไปถ่ายลงปกโว๊ก แต่เราเข้าป่าชมไพร สีดำและน้ำเงินมันจะมีเสน่ห์มากกะแมลงและยุงครับ อยากเท่ก็เอา........ผมไม่เอาครับ
ผ้าพันคอแบบลูกเสือน่ะครับ สารพัดประโยชน์เลย หาผืนใหญ่ๆไปสักสองผืน
ผ้าขนหนูขนาดกลาง แบบบางๆ ไม่ต้องหนา เอาแค่พอเช็ดตัวได้ไม่ให้อับเพราะเปียกน้ำก็พอ.
กางเกงผ้าร่ม ฟุตบอล ของชาย ส่วนคุณผู้หญิงแนะนำให้ใช้ผ้าถุง........เอาไว้นุ่งอาบน้ำครับ
หมวกแก๊ป.......เอาแบบกันแดด ได้ ไม่อับชื้น ไม่ต้องเดิ้ลเอาหมวกหนังมานะครับ เพราะหายแล้วเสียดาย
อีกอย่างพอใช้ไปสักสองวันแล้ว คุณจะไม่กล้าใส่เพราะมันเหม็น
เข็มขัดหนังธรรมดา แบบหัวร้อยรูเข็ม ไม่ว่าหญิงหรือชายควรมีคาดเอวไว้ แม้ว่าเอวจะไม่มีแล้วก็ตาม เพราะมันสารพัดประโยชน์ ซึ่งจะค่อยๆเล่าให้ฟังนะครับ
หากห้อยพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ ไม่ต้องเอาประคตทองมา เปลี่ยนเป็นสายผ้าร่มให้ท่านซะ
นาฬิกา อย่างไรก็ได้ แต่ถ้าเป็นรุ่นแบบมีเข็มทิศและจีพีเอสด้วยยิ่งดี เพราะผมอาจจะขโมยไปขายก่อนพาไปเที่ยว เอ๊ยไม่ใช่ ดีครับ แต่ธรรมดาก็ได้ครับ เราไม่ใช่ พระเอกหนังนา ......... ที่ดีควรเป็นนาฬิกาที่กันน้ำและกันกระเทือน ครับ
แหวน......อย่าใส่เลยนะ ยกเว้นแหวนที่สำคัญต่อชีวิตคุณ
ต่างหู........ถอดออกเลย และไม่ต้องหยิบมาอีกตชจนกว่าจะเที่ยวเสร็จนะครับ
เครื่องสำอางค์......เอาไปเถอะ แค่พอใช้ และก็แต่งเล็กน้อยก็ได้ ยังไงลิงมันก็ไม่มองความสวยของคนหรอก
ทีนี้ก็รองเท้าครับ
รองเท้าเลือกเอารองเท้าผ้าใบ ไปหนึ่งคู่ (เอาไว้ขึ้นเขา)
รองเท้าแตะหนึ่งคู่ (เอาไว้ใส่เดินเล่นแถวเต๊นท์)
รองเท้าคอมแบท 1 คู่ (ใส่ไป)
ถุงเท้าเหรอ.......ไม่ต้องครับ
เมื่อเสื้อผ้าได้แล้วทีนี้ก็ของใช้จำเป็นเริ่มเลย
(รองเท้าที่ให้ไปเยอะเพราะต้องการให้คุณผู้หญิงสบายครับ ส่วนท่านชายจะไม่เอาไปหมดก็ได้ อย่างที่ผมบอกน่ะครับว่า น้อยหรือมากขึ้นอยู่กับกระดูก
ถุงนอน เหมาะมากครับสำหรับป่าทุนครา แต่สำหรับป่าร้อนชื้นไม่เหมาะครับ
ยุง......กลัวด้วยหรือครับ ใช้ยาเส้นผสมน้ำ ทาให้ทั่วตัว ไม่เหม็นหรอกครับ แต่กันได้ทั้งยุงและทาก
กย.15 หรือกย. 15 ยกกำลังร้อยก็กันทากไม่ได้นะครับ )
1.มีดพก จะเป็นมีดสวิส หรือมีดคลองถมก็ได้ครับ มันเอาไว้ติดตัวสารพัดประโยชน์ดี
2.มีดสั้น เอาไว้เป็นอาวุธประชิดตัว จิ้มเนื้อ แล่เนื้อ ตัดกิ่งเล็ก หรือจะฆ่าตัวตายตอนหลงป่ากับผมก็ไม่ผิด
3.ช้อนหนึ่งคัน
4.ปูนขาวถุงเล็ก หนึ่งถุง เอาไว้โรยกันสัตว์พิษครับ
5.ถุงพลาสติก pp นะครับ (ถุงร้อน) สักสองใบ เอาไว้เผื่อฉุกเฉิน
6.ยาเส้น 1 ห่อ
7.กล่องใส่ยาแบบกันน้ำได้ เอายาแก้ท้องเสีย ยาแก้ไข้ ไปพอแล้ว หรือใครอยากจะเอายาไฟว์ ไฟว์ไปก็ได้นะครับ
8.น้ำมันไฟแช็ค 1 กระป๋อง
9.เข็มและด้าย
10.เข็มทิศ
11.หม้อสนาม
12.เตาฟู่ ถ้าอยากหรู หรือแก๊สก้อนก็ได้ ถ้าจะเอาบรรยากาศ
13.ไฟฉายและถ่านสำรอง ส่วนจะใหญ่เล็กก็ตามแต่ถนัดครับ
14.กล่องส่องทางไกล เอาแบบมองได้ไกลๆ หรือใครรวยแบบคุณเขี้ยวก็เอาแบบมองกลางคืนไปเลยครับ
ทีนี้ก็มาเสบียงครับ
เรื่องกินเรื่องใหญ่ ใช่ไหมครับ เราก็ต้องเตรียมอาหารแห้งไปครับ
1.เกลือสักสองถุง
2.พริกป่น
3.ข้าวสาร เอาไปคนละพอหุงสักสองมื้อสำหรับสองคน(แต่ทุกคนต้องเอาไป)
4.น้ำปลาขวดเล็ก
5.กาแฟผง(even)
6.น้ำตายทราบ(even)
7.เครื่องกระป๋อง
8.กัญtea (even)
9.มาม่า สำหรับผู้ทานอะไรยาก
10.ด่างทับทิม จำเป็นครับ......สารพัดประโยชน์
เมื่อเตรียมตัวเสร็จสรรพแล้วก็ควรต้องมีของเสริมครับ
สมุดพก เอาไว้บันทึกและดินสอ (ดีกว่าปากกาน่า)
กล้องถ่ายภาพ ยิ่งถ้าใครเป็นนักสะสมภาพควรใช้กล้องดีหน่อยนะครับ
ไม้ขีดหรือไฟแช็กที่เอาไว้พกติดตัว
บุหรี่หรือเหล้าของสุภาพบุรุษ ขนมขบเคี้ยวของคุณผู้หญิง
........อย่างไรก็ตามทุกคนต้องพกถุงดำใส่ขยะไปอย่างน้อยหนึ่งถุงไว้ใส่ขยะที่ทำลายซากยากครับ.......
แผนที่ของสถานที่ที่เราจะไป
โทรศัพท์หรือวิทยุสื่อสาร......หรือใครจะพกพานกพิราบสื่อสารไปก็ไม่ผิดนะครับ เพราะหากจำเป็นจะได้เอามาใช้ได้ แต่เอามากินครับ คงไม่ปล่อยไปสื่อสารหรอก....ฮิฮิ
กำหนดการเดินทางแจ้งให้คนใกล้ชิดทราบพร้อมสถานที่ หากผิดวันเวลาในการกลับ เขาจะได้ส่งคนออกตามหาได้ทันครับ
ทีนี้เราก็มาเลือกสถานที่ที่จะไปกัน........ผมคงไม่เสนอสถานที่แข่งกับเว็บท่องเที่ยวเป็นแน่ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าจะไปป่าที่ไหน
แต่ป่าก็เหมือนกันครับ คือ สวยงามแบบธรรมชาติเหมือนกัน
แต่ที่ผมจะแนะนำเพราะเป็นพรานนำมาให้เพื่อนสองสามกลุ่มแล้วคือ.......อุบลราชธานี
อุทยานแห่งชาติ ภูจอง นา-ยอย อำเภอ นา-จะ-หลวย
เป็นป่าที่ยังสมบูรณ์และมีเขตต่อเนื่องกับประเทศลาว (ห้ามโยงไปสามเหลี่ยมมรกตนะครับ...ในนี้จะพยายามไม่พูดเรื่องการเมือง) สัตว์ป่ามีมาก เส้นทางอาจลำบากเล็กน้อยแต่ป่าสมบูรณ์มากขนาดว่า มีเนื้อทราบอยู่ครับ มีที่เดียวแล้ว ที่เขาใหญ่ไม่ค่อยมีผู้พบแล้วครับ
สถานที่ที่จะไป ที่แรกคือเดินป่ากันไปที่ "ผาผึ้ง"
ครับก็เข้าป่ากันเลย แต่คงไม่ใช่ผาผึ้งนะครับ
เพราะนั่นคือสถานที่แนะนำให้ไปเที่ยวกัน.........รับรองได้เรื่องหนึ่งว่าหากใครกำลังอินเลิฟ ชัวร์ได้เลยว่ากลับมาทั้งคู่จะสมหวัง ส่วนใครที่เพิ่งจีบกัน......กลับจากเที่ยวก็ตีตราแฟนได้เลย เพราะบรรยากาศดีมากครับ แต่ที่ผมจะแนะนำคือ การปฏิบัติตนเมื่อเข้าป่าครับ.......
ตอนออกจากกรุงเทพถ้าเรานั่งรถไปกันนะครับ ก็จะสนุกดี ตอนนั้นจะแต่งกายอย่างไรก็ด้าย........แบบหลุดมาจากหนังสือแฟชั่นก็ด้าย แต่พอถึงสถานที่จะเข้าป่าแล้วก็ควรเปลี่ยนชุดให้สบายก็แล้วกัน
อยากจะแนะนำนะครับว่าเนื่องจากเรานั่งรถนาน กว่าจะถึงเขตแนวป่าที่ต้องเดินไป ขอให้ทุกท่านอย่าใส่รองเท้าที่รัด
ควรใส่ที่โปร่งๆกันเลือดมันคั่งน่ะครับ เหมือนเวลาเราอยู่บนเครื่องบินน่ะครับ
อย่าไปกลัวว่า ป่านั้นมีตัวอะไรต่อมิอะไร หรือมีภัยใดๆ
ป่านั้นเป็นที่ที่ทำให้ชีวิตอยู่ได้นะครับ เรากำลังเดินทางไปสู่การใช้ชีวิตแบบเดิมๆตามธรรมชาติ
หากท่านเข้าป่าชมไพรบ่อยๆ ท่านจะเริ่มมองอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่เครียด และ มองเห็นว่าเราควรสร้างมากกว่าทำลาย ท่านจะพบคำว่า ป่า...ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ยกเว้นหนี้ npl
มาเริ่มกันเลยนะครับ
* ก่อนออกจากป่าคอนกรีตนักนิยมไพรแบบเราวัยใสๆขุ่นๆอย่าลืมหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวที่จะไปเยือนให้มากที่สุดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆให้พร้อมเป้สะพายเลือกชนิดเบาๆกะทัดรัดคล่องตัวจัดแจงของจำเป็น อาทิ เต้นท์ ถุงนอน(ก็ล่ายน้าตามใจแต่ม่ายจาหนุก) เปลสนาม ไฟฉายเสื้อกันฝน กระติกน้ำหม้อสนาม ชุดยาสามัญเชือก สมุดพก ทวนกันลืมอีกครั้งถุงพลาสติก มีดแม็คไกวเวอร์ (ก็ไอ้มีดสวิสที่บอกน่ะครับ) และอุปกรณ์บันทึกความทรงจำอย่างกล้องถ่ายรูปพกติดไว้ก็เข้าท่าดี เผื่อขากลับตกรถ จำนำซะ
*ชุดเดินป่าควรสวมใส่ชุดที่รัดกุม ประเภทสายเดี่ยว เกาะอก เอาไว้ใส่ตอนเดินศูนย์การค้ากับผมดีกว่า งัดเสื้อยืด เสื้อแขนยาวมาใช้เหมาะกว่าเลือกเสื้อผ้าซับเหงื่อ แห้งเร็ว และสำคัญ อย่าใช้สีดำ หรือน้ำเงิน ยุงมันจะตามจีบครับ
ผ้าควร ระบายความร้อนได้ดีโทนสีกลมกลืนธรรมชาติ สวมหมวกเพื่อป้องกันแมลงหนามแสงแดดใส่รองเท้าเดินป่าหุ้มส้นที่แข็งแรง
ไปเดินป่าไม่ใช่เดิน แฟชั่นโชว์ ฉะนั้นเก็บส้นตึกไว้ที่บ้านเถอะ เผื่อเสื้อแจ็กเก็ตไว้กันหนาวยามค่ำคืนด้วย เอาแบตัวโค่งๆ ยิ่งดี ครับ
* เทคนิคเวลาเดินป่า ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ เดินอย่างออมกำลังนะครับ ไม่ใช่จ้ำอ้าว เหมือนหนีใครในผับทเวนตี้ล่ะ เราจะแวะพักทุกๆชั่วโมง ฝึกสายตาให้คุ้นเคยสภาพป่า ด้วยการฝึกมองในที่ร่มของเงาไม้ สลับกับมองหน้าผมแล้วยิ้มหวานๆ ไม่ส่งเสียงดังอึกทึกเดิน แถวเรียงเดี่ยวทิ้งระยะพอสมควร ไม่ให้พลัดกลุ่ม อย่าพยายามเป็นศิลปินเดี่ยว ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เพราะท่านๆอาจหลงป่าโดยไม่รู้ตัว หลงป่าน่ากลัวกว่าหลงคนนาครับ
**การลุยน้ำตกแบบเบสิค
*เพื่อนๆผู้ที่ชื่นชอบการเที่ยวชมน้ำตกให้จำไว้เลยว่า ต้องไม่ลืมศึกษาข้อมูลแหล่งน้ำตกที่จะไปปีนป่ายในทุกๆด้าน ทั้งการเดินทางสภาพน้ำตก ถนนหนทางตลอดจน บริเวณที่จะพักแรม
ที่สำคัญควรติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบล่วงหน้าไว้ก่อนหรือติดต่อพรานนำทางที่รู้จักมักคุ้น แล้วจึงวางแผนการเดินทาง
*เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมทั้งรองเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีแผนจะแคมปิ้งแบบดื่มด่ำโรแมนติก กระซี้กระซิก ควรเตรียมน้ำและอาหารไปให้พร้อมที่สุด จำพวกอาหารกระป๋อง ขวดน้ำพลาสติกอิ่มท้องแล้วใส่ถุงดำที่ผมบอก หิ้วกลับมาทิ้งเมื่อออกจากป่านะครับ อย่าเผา หรือกลบในป่าเด็ดขาด เพื่อสายน้ำและธรรมชาติจะได้สวยงามยั่งยืนสืบชั่วลูก
ชั่วหลาน
* .................ดอกไม้ ก้อนหิน ลำธาร น้ำตกจะสวยตลอดกาล เมื่ออยู่ในที่ๆควรอยู่ และ ข้อเตือนใจสำคัญคือ กองไฟกับก้นบุหรี่ช่วยกันดับให้สนิท เพราะไฟป่าอาจมีต้นเหตุมาจากพวกเราครับ........เฮ้อ เหนื่อย เมื่อยนิ้วแหลว
...ถ้ำ.....
*ก่อนที่จะเข้าถ้ำไปเที่ยว สู่อาณาจักรมหัศจรรย์โลกเร้นลับ นักสำรวจสมัครเล่นแบบผมนายชดและเพื่อนทั้งหลาย ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้ารัดกุม เช่นกัน สวมรองเท้าหุ้มส้นคอมแบท จะได้ไม่เจ็บตัว
ฟรี หากเท้าเผลอไปเตะสะดุดหิน ส่วนที่จะไปเหยียบเท้าใครแบบดาบยิ้มในถ้ำผมว่าไม่น่าจะมีนา???
*อุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ เมื่อก้าวเข้าสู่โลกมืดคือไฟฉายหรือตะเกียง หรือคบไฟทำเอง ถ้าขาดสิ่งนี้รับรองการผจญภัยในถ้ำของคุณจะหมดสนุกไปทันที เพราะไม่รู้จะไปทำไม?
*เชื่อฟังคำแนะนำของผู้นำทางอย่างผมอย่างเคร่งครัด เช่น บอกให้เดินก้ม ก็ต้องก้ม บอกให้เอียงแก้ม ก็ต้องเอียง (หมายถึงหลบหินครับ....อย่าคิดมาก) อย่าหยิบเก็บหัก สัมผัส หรือ เอาอะไรออกไปนอกจาก ถ่านรูป อย่าทิ้งอะไรไว้ นอกจากรอยเท้า ปล่อยให้หินงอกหินย้อยและความงาม แห่งใต้พิภพ ได้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติตราบนานเท่านาน
และไม่แน่ว่าการที่เราไปหยิบแตะอะไรนั่นอาจเป็นพิษก็ได้นะครับ อย่าสูบบุหรี่ในถ้ำเด็ดขาด เพราะเราไม่อยากให้กลิ่นบุหรี่กลบกลิ่นอะไรที่เรามองไม่เห็นครับ
........ดูนก......... (นกที่บินได้อันไม่ใช่น้องนกหรือยัยนกในตู้กระจกของคุณเขี้ยว)
*สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อคิดจะดูนก คืออุปกรณ์สำคัญอย่างกล้องส่องทางไกล คู่มือดูนก สมุดบันทึก ปากกาหรือ
ดินสอ จัดเตรียมให้พร้อม บางท่านมีฝีมือก็จะวาดรูปนกในจุดที่เราเห็นว่าเด่นๆเอาไว้ แต่บางท่านฝีมือน้อยอาจวาดเป็นอบ่างอื่น เอามาแลกกันดู จะได้เพลิดเพลินอย่างเต็มที่
เพื่อนผมเคยวาดรูปนกมาแลกกับผมดู เขาดูรูปนกที่ผมวาดออก แต่ผมมองอย่างไรก็เดาไม่ออกว่าเป็นนกอะไร ก็เลยถามไป มันบอกว่า "อ๋อ ไม่ใช่นกหรอก วาดไม่ถูก เลยวาดรูปกองอึที่อยู่ใกล้ๆนกน่ะ" อือม์.....ผมก็เลยมองไม่รู้เรื่องเลย แต่พอจะนึกถึงกลิ่นได้....แหวะ
*ศึกษาข้อมูลสถานที่และเส้นทางที่เหมาะเป็นแหล่งดูนกทั้งพืชพรรณธรรมชาติ ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ที่พักและชนิดของนกที่อาจพบเห็น อย่าเสียงดังเป็นอันขาด เพราะนกไม่ชอบอะไรที่เป็นเสียงแปลกปลอม
* แถมท้ายด้วย หมวก กระติกน้ำ อุปกรณ์ส่วนตัวถ้าเป็นช่วงฤดูฝน อย่าลืมร่มกับเสื้อกันฝน ถุงพลาสติกกันน้ำโดยเฉพาะ เสื้อผ้าลีลาสีสันจากแฟชั่น ขอให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพราะ ถ้าสีสันสดใสถือเป็นสีเตือนภัยนกมองเห็นได้แต่ไกลอาจบินหนีไปก่อนที่เราจะได้สัมผัสและชื่นชมความงามอีก
อย่างที่ลืมไม่ได้คือ"ความเงียบสงบ"นะครับ ไม่ต้องไปเต้นระบำเปิดเพลงทำบรรยากาศในป่าหรอก
เต็มที่กีตาร์สักตัว เมาท์ออร์แกนสักอัน เอาไว้เล่นเบาๆ เพราะกว่าครับ
...การพบปะสนทนากับชาวบ้าน......
*การได้เยี่ยมพบและชมวิถีชีวิตของผู้คนและดูวัฒนธรรมพื้นบ้าน กำลังเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว ที่มาแรงอีกอย่างหนึ่งหลายๆหมู่บ้าน
ในจังหวัดต่างๆ หลายแห่ง ได้หยิบเอาเสน่ห์ของการดำเนินชีวิตมาพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เมื่อไปเยือนแล้วก็เกิดความประทับใจ ก็ช่วยกันดำรงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามครับ ยังไงซะประเทศเราก็ไม่มีเผ่ากินคนน่า
*สิ่งของอันเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น อย่าหยิบติดมือมาเป็นของเราคนเดียวโดยเด็ดขาด เก็บไว้ที่เดิมนั่นแหล่ะดี ให้เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติจะดีกว่า
*หากใครที่เลือกเที่ยวท่องในหมู่บ้านรูปแบบโฮมสเตย์อยากสัมผัสชาวบ้านเรียนรู้วิถีชีวิตเพียงแค่ฝึกเป็นคนอยู่ง่ายกินง่ายเคารพกฎเกณฑ์ของหมู่บ้านเล็กๆน้อยๆแค่นี้ท่านก็จะได้อิ่มเอิบกับวัฒนธรรมอย่างมีความสุขแล้วครับช่วงเวลาที่ท่านใช้ชีวิตอยู่กับเขา เมื่อกลับมาสู่ป่าคอนกรีตผมอยากจะบอกว่า คุณจะคิดอะไรเปลี่ยนไปทันทีเลย
เพื่อนผมคนนึงเลิกกับแฟนครับ.....เอ.ไม่ใช่สิ ถูกแฟนเลิก เพราะแฟนเขาเป็นสาวกรุงจ๋าเลย แต่ ตัวเองเสียใจก็เที่ยวคลายทุกข์ พอกลับมาก็ยิ้มร่ามาหาผมบอกว่าเข้าใจแล้วว่าเขาต้องการอะไรในชีวิต ผมก็งงๆต่อมาเลยมาทราบว่า เขาพบความใสในน้ำใจชาวชนบท เลยตั้งปณิธานว่าจะมีแฟนเป็นคนชนบท ท้ายสุดก็สมใจครับ........ได้แฟนเป็นคนชนบทของสวิสเซอร์แลนด์.....รวยซะ...!!!
**********โบราณสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ*******
อ้า......เพื่อนๆที่รักครับ ยามเข้าชมโบราณสถานโบราณวัตถุหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ ชื่นชมแล้วเก็บไว้ในใจก็ได้ คงไม่ต้องจารึกพรรณาอักษรหรือสำนวนโวหารใดๆ ให้มันเลอะเทอะไปนะครับ อย่าลูบคลำจับต้องหยิบฉวย
หรืองัดแงะชิ้นส่วนใดๆไปเป็นที่ระลึกฝากใคร
เจอมาเยอะแล้วครับ ถ้ำสวยๆแหม....
พี่ตุ้มโม้งรักน้องติ๊ดชึ่ง.......เขียนซะตัวโตเต็มถ้ำเลย
หรือไปเจอที่ต้นสักโบราณ เขาอุตส่าห์ล้อมกั้นแล้ว ดั๊นทะลึ่งข้ามไปเขียนอีก
"เจ้าพ่อช่างกลตัวจริงว้อย ใครซ่าวะ" แถมลงชื่อสถาบันและชื่อตนเองลงไปอีก โง่จริงคนอะไร๊ ประจานทั้งตัวเองและสถาบันนะครับ
*งดปีนป่ายหรือเหยียบย่ำขึ้นไปบนโบราณสถานโบราณวัตถุ เพราะจะทำให้ชำรุดเสียหายโดยไม่รู้ตัวสมบัติของชาติเหล่านี้อยู่มาได้อายุนับร้อย
นับพันปีอย่าให้ลูกหลานรุ่นหลังตำหนิได้ว่าพังด้วยฝีมือเรา
มารู้จัก ป่ากันเพิ่มอีกนิดนะครับเพื่อนๆ จะได้รู้ว่าเขาไม่น่ากลัว แต่น่าทะนุถนอมจะตายไป......
จากสภาพภูมิอากาศที่เป็นแบบเขตร้อนและกึ่งร้อนมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้
พัดผ่านมีสภาพภูมิประเทศตั้งแต่หาดทรายชายทะเลจนถึงยอดเขาสูงถึง 2,500เมตร
จากระดับน้ำทะเลปานกลางบางพื้นที่มีความแห้งแล้งและมีไฟป่าเป็นประจำดินแปรผันไปมากมาย
หลายชนิดมีคุณลักษณะและความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกันไปจึงทำให้ประเทศไทยมีป่าอยู่หลายชนิด
ด้วยกัน
สามารถแบ่งป่าในประเทศไทยออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆคือป่าไม้ผลัดใบ (Evergreen Forest)
และป่าผลัดใบ (Deciduous Forest)ซึ่งในแต่ละกลุ่มประกอบด้วยป่าชนิดต่างๆดังนี้
สังคมพืชป่าไม้ผลัดใบเป็นป่าที่ประกอบไปด้วยพรรณพืชที่ให้ความเขียวชอุ่มตลอดปีป่ากลุ่มนี้
มีประมาณ 30เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ป่าของประเทศไทยและสามารถแยกออกเป็นชนิดย่อยๆ
ได้อีกหลายชนิดคือ
1. ป่าดิบชื้นมีอยู่ตามภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ของประเทศที่มีระดับสูงตั้งแต่ระดับ
เดียวกันกับน้ำทะเลจนถึงระดับ 100เมตรมีปริมาณน้ำฝนตกไม่น้อยกว่า 2,500
มิลลิเมตรต่อปีพรรณไม้ที่ขึ้นมากชนิดเช่นพวกไม้ยางต่างๆพืชชั้นล่างจะเต็มไปด้วย
พวกปาล์มหวายไผ่ต่างๆและเถาวัลย์นานาชนิด
2. ป่าดิบแล้งมีอยู่ทั่วไปตามภาคต่างๆของประเทศตามบริเวณที่ราบและหุบเขาที่มี
ความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-500เมตรมีปริมาณน้ำฝนระหว่าง
1,000-2,000มิลลิเมตรต่อปีมีพรรณไม้หลักมากชนิดด้วยกันเช่นกระบากยางนา
ยางแดงตะเคียนหินเต็งตานีพยอมสมพงมะค่ายางน่องกระบกพลวงเป็นต้นพืชชั้นล่าง
ก็มีพวกปาล์มพวกหวายพวกขิงข่าแต่ปริมาณไม่หนาแน่นนัก
3. ป่าดิบเขาคือป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000เมตรขึ้นไปมีกระจัดกระจาย
อยู่ตามภาคต่างๆของประเทศมีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,500-2,000มิลลิเมตรต่อปี
พรรณไม้หลักค่อนข้างจำกัดเช่นก่อชนิดต่างๆทะโล้ยมหอมกำลังเสือโคร่งนางพญาเสือโคร่ง
สนสามพันปีมะขามป้อมดงพญาไม้พญามะขามป้อมดงสนแผงกุหลาบป่าฯลฯผสมปนกันไป
ตามต้นไม้มีพวกไลเคนและมอสหรือตะไคร่น้ำเกาะอยู่พืชชั้นล่างมีพวกไม้ดอกล้มลุกเฟิร์นและ
ไผ่ชนิดต่างๆกระจายอยู่ทั่วไป
4. ป่าสนมักจะกระจายเป็นหย่อมๆทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคตะวันออก
และภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200-1,600เมตรมีปริมาณน้ำฝนระหว่าง
1,000-1,500เมตรพรรณไม้ที่ขึ้นมีไม่มากชนิดมีสนสองใบกับสนสามใบเป็นหลัก
นอกนั้นก็มีพวกไม้เหียงไม้พลวงก่อกำยานไม้เหมือดพืชชั้นล่างมักเป็นพวกหญ้าต่างๆและ
พืชกินแมลงบางชนิด
5. ป่าพรุและป่าบึงน้ำจืดเป็นป่าตามที่ลุ่มและมีน้ำขังอยู่เสมอพบกระจายทั่วไปและพบมาก
ทางภาคใต้อยู่ระดับเดียวกับน้ำทะเลเป็นส่วนมากเป็นป่าอีกประเภทหนึ่งที่มีความหลากหลาย
ทางชีวภาพสูงเท่าที่มีการสำรวจพบว่ามีพรรณไม้ไม่น้อยกว่า 470ชนิดและในจำนวนนี้
เป็นชนิดที่พบครั้งแรกของประเทศถึง 50ชนิดปริมาณน้ำฝนระหว่าง 2,300-2,600
มิลลิเมตรต่อปีพรรณไม้หลักมีพวกมะฮังสะเตียวยากาตาราอ้ายบ่าวหว้าน้ำหว้าหิน
ช้างไห้ตังหนตีนเป็ดแดงจิกนมเป็นต้นพืชชั้นล่างเป็นพวกปาล์มเช่นหลุมพีค้อหวายน้ำ
ขวนปาล์มสาคูรัศมีเงินกระจูดเตยต่างๆเป็นต้น
6. ป่าชายเลนหรือป่าบึงน้ำเค็มเป็นป่าที่น้ำทะเลท่วมถึงพบตามชายฝั่งที่เป็นแหล่งสะสม
ดินเลนทั่วๆไปนับเป็นเอกลักษณ์ของสภาพป่าอีกแบบหนึ่งในเขตร้อนเป็นป่าที่มีพืชพรรณ
ค่อนข้างน้อยชนิดและขึ้นเป็นกลุ่มก้อนเท่าที่สำรวจพบมี 70ชนิดพรรณไม้หลักมีโกงกาง
ใบเล็กและโกงกางใบใหญ่เป็นพื้นนอกนั้นเป็นพวกแสมไม้ถั่วประสักหรือพังกาโปรง
ฝาดลำพู-ลำแพนเป็นต้นผิวหน้าดินเป็นที่สะสมของมวลชีวภาพเป็นอาหารของสัตว์ทะเล
วัยอ่อนอย่างดีสำหรับพืชชั้นล่างเป็นพวกเหงือกปลาหมอถอบแถบน้ำปรงทะเลและจากเป็นต้น
7. ป่าชายหาดเป็นป่าที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มีดินเป็นกรวดทรายและโขดหินพรรณไม
้น้อยชนิดและผิดแผกไปจากป่าอื่นอย่างเด่นชัดถ้าเป็นแหล่งดินทรายจะมีพวกสนทะเลขึ้น
เป็นกลุ่มก้อนไม่ค่อยมีพรรณไม้อื่นปะปนพืชชั้นล่างมีพวกคนทีสอผักบุ้งทะเลและ
พรรณไม้เลื้อยอื่นๆบางชนิดถ้าดินเป็นกรวดหินพรรณไม้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกระทิง
ไม้เมาหูกวางและเกดเป็นต้น
*****ส่วนป่าคอนกรีต และ ป่าช้า นั้นไม่นับรวมขอรับ....
ต้องสนใจคำว่า "ป่าไม้ผลัดใบ (Evergreen Forest)
และป่าผลัดใบ (Deciduous Forest)"ให้ดีนะครับมันต่างกัน แต่ไม่ทราบว่าท่านผู้รู้ไหงตั้งชื่อไทยๆตามภาษาป่าไม้ให้เรียกคล้ายกันก็ไม่ทราบ ผมก็งงๆ แต่ถ้าดูจากภาษาอังกฤษจะเห็นได้ว่าต่างกันในความหมายนะ่ครับ
*สังคมพืชป่าผลัดใบ(Deciduous Forest) เป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยพรรณพืชที่ผลัดใบหรือทิ้งใบ
เป็นองค์ประกอบสำคัญการผลัดเปลี่ยนใบจะ"ใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในฤดูแล้งสังคมพืชกลุ่มนี้มีประมาณ 70เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ป่าของประเทศไทย
และแยกเป็นชนิดย่อยๆคือ
1. ป่าเบญจพรรณมีอยู่ทั่วไปตามภาคต่างๆของประเทศที่เป็นที่ราบหรือตามเนินเขาที่สูง
จากระดับน้ำทะเลระหว่าง 50-600เมตรดินเป็นได้ตั้งแต่ดินเหนียวดินร่วน
จนถึงดินลูกรังปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1,000มิลลิเมตรต่อปีเป็นสังคมพืชที่มีความ
หลากหลายทางมวลชีวะมากสังคมหนึ่งพรรณไม้จะผลัดใบมากในฤดูแล้งเป็นเหตุให้
้พรรณไม้เหล่านี้มีวงปีในเนื้อไม้หลายชนิดพรรณไม้ขึ้นคละปะปนกันที่เป็นไม้หลักก็มี
สักแดงประดู่มะค่าโมงพยุงชิงชันพฤกษ์ถ่อนตะเคียนหนูหามกรายรกฟ้าพี้จั่นและ
ไผ่ขึ้นเป็นป่าหนาแน่น
2. ป่าเต็งรังมีอยู่ทั่วไปตามภาคต่างๆของประเทศที่เป็นที่ราบหรือตามเนินเขา
ที่สูงจากระดับน้ำทะเล :-)เมตรดินมักเป็นดินทรายและดินลูกรัง
มีปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1,000มิลลิเมตรต่อปีพรรณไม้ที่ขึ้นมักเป็นชนิดที่ทนแล้งทน
ไฟป่าเช่นเต็งรังเหียงพลวงกราดประดู่แสลงใจเม่ามะขามป้อมมะกอกผักหวานฯลฯ
เป็นต้นพืชชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นพวกหญ้าไผ่ต่างๆที่พบมากที่สุดคือไผ่เพ็กหรือหญ้าเพ็ก
พวกปรงพวกขิงข่ากระเจียวเปราะเป็นต้น
3. ป่าหญ้า "เป็นป่าที่เกิดภายหลังจากที่ป่าธรรมชาติอื่นๆดังกล่าวข้างต้นได้ถูกทำลายไปหมด"(น่าดีใจจังที่เราจะมีป่าหญ้าเพิ่มขึ้นทุกปี จากการสร้างสนามกอล์ฟ กลางธรรมชาติ....เย้...กอล์ฟจงเจริญ.....ร้องไห้ครับ )
ดินมีสภาพเสื่อมโทรมจนไม้ต้นไม่อาจขึ้นหรือเจริญงอกงามต่อไปได้พวกหญ้าต่างๆ
จึงเข้ามาแทนที่พบได้ทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทย
หญ้าที่ขึ้นส่วนใหญ่เป็นหญ้าคาแฝกหญ้าพงอ้อแขมเป็นต้นไม้ต้นมีขึ้นกระจายห่างๆ
กันบ้างเช่นกระโดนกระถินป่าสีเสียดแก่นประดู่ติ้วแต้วตานหลืองและปรงป่าเป็น
ต้นไม้เหล่านี้ทนแล้งและทนไฟป่าได้ดี
ในหลวงทรงเป็นห่วง มีทั้งการปลูกป่า มีทั้งโครงการแกล้งดิน มีทั้งการปล่อยให้มันสมบูรณ์ใหม่โดยไม่ต้องไปยุ่งกับมัน สารพันวิธีที่พระองค์ทรงค้นหามารักษาป่า......
ต่อดีกว่า.......
.......ม่ายเชื่อก็อย่าตุ๊ดตู่.......
ธูปครับ เตรียมไปหน่อย เอาไว้ไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา สิ่งศักดิ์สิทธิที่เรามองไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ต้องมาถกกัน ในเรื่องนี้ เอาเป็นว่าใครใคร่ไหว้ก็ไหว้ ไม่อยากไหว้ก็ไม่ต้องครับ เพราะที่ผมแนะนำก็คือ ไหว้ไว้อย่างน้อยก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกดีๆ(เพราะความเชื่อน่ะครับ)กับตนเอง เท่านั้นแหละ.
เมื่อครบแล้ว คุยกันแล้ว ซักซ้อมเรื่องต่างๆเข้าใจกันดีแล้ว
ผมก็จะขานชื่อเพื่อขึ้นรถไปกันเลยครับ......เอ้าไปกัน
นั่งรถกันไปทุกคนแล้ว(การสมมติ ........และไม่มีใครตกรถก็แล้วกันนะครับ ) เราก็เริ่มเดินทางขับรถออกจากกทม.กันเลย
การขับรถทางไกลนั้น สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเพลีย ง่วง เซ็งหรือพูดง่ายๆว่าไม่พร้อมในสติสัมปชัญญะก็หยุดพักผ่อนซะ หรือไม่ก็แตะมือสารถีมือสองก็ได้
อย่าไปฝืนขับหรือไปกินยากระตุ้นประสาท ยามันหมดฤทธิ์ คุณหลับไปไม่รู้ตัวและอาจไม่ได้ตื่นมาดูโลกเบี้ยวๆใบนี้อีก
การขับรถทางไกล ควรมีเพื่อนคุยและคอยระวังเส้นทางเพื่อป้องกัน อาการเหม่อถนน
แต่หากเพื่อคุย เกิดน่าสนใจกว่าถนน อันนี้ผมก็ว่าจะเกิดอาการเหม่อเพื่อนคุย ซึ่งอันตรายกว่าเหม่อถนนมากครับ
ดังนั้นผู้นั่งด้วยควรเป็นเพื่อน เท่านั้น และต้องเป็นเพื่อนสนิทถึงจะดี ขืนเป็นแฟนกัน พูดไปพูดมา เกิดโรแมนติกหันมาจ้องตากัน ปิ๊งๆๆ ข้างหน้ารถก็อาจจะโครมๆๆๆ ก็ได้ครับ หรือหากพูดผิดหูกัน ก็อาจเกิดศึกวันทรงชัยย่อยๆบริเวณหน้ารถ อันจะทำให้ผู้อื่นๆในรถเกิดอาการตื่นเต้น แต่ไม่ใช่ที่คุณทะเลาะกันเองกะแฟน แต่ตื่นเต้นว่ารถมันจะไปเสยใครเมื่อไรต่างหาก
น้ำมันรถเติมให้เต็มตลอด พยายามอย่าให้พร่องไปน้อยกว่าครึ่งถัง เจอปั๊มก็เติมซ้า ไม่ต้องไปหวังน้ำ(มัน)บ่อหน้าครับ และคงไม่ต้องอ้อมไปเติมที่สิงคโปร์แล้วกลับมาไทยนะครับ
เครื่องยนตร์ก็ควรตรวจตรา น้ำมันเครื่องว่าแพงไม๊ เอ๊ย ไม่ใช่ ตรวจดูว่าอยู่ในเกณฑ์ดีหรือไม่ หากรถเก่าหน่อย ก็หาซื้อหัวเชื้อหนืดๆเติมผสมไป และก็มีน้ำมันเครื่องสำรองไว้หน่อย เผื่อว่ามันพร่องไป ก็จะได้เติม
หม้อน้ำรถยนตร์ก็สำคัญ ก่อนเดินทางก็ถ่ายน้ำซะ ลงทันซื้อคูลแล้นท์เติมมันให้หมดเลย ไม่ต้องเติมน้ำ เพราะเราจะขับรถนาน และทำให้การระบายดีกว่าน้ำล้วนๆ เรียกว่าลงทุนให้รถกินเพียวๆสักครั้งเถอะ
หม้อแบตเตอรี่ต้องตรวจตราน้ำกลั่น และถ้าเป็นไปได้ เดี๋ยวนี้จะมีหม้อแบบมินิ เอาไว้ใช้ฉุกเฉินครับ เก็บไว้ในรถสักตัวก็ดี แถมเป็นแบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่นด้วย
สายพานรถและสายพานแอร์ดูมันว่ามีรอยร้าว รอยแตกไม๊ ถ้ามีเปลี่ยนเลย มาเก็บเงินเอากับเพื่อนๆบนรถได้น่า....
ดอกยางรถยนต์ก็สำคัญ ถ้ามันลึกขนาดหัวไม้ขีดจมได้ก็ โอเค แต่ถ้ามันตื้นมาก ก็เปลี่ยนยางเถอะครับ ไม่กี่ตังค์แต่ชีวิตคุณขึ้นอยู่กะมันนะครับ
ลมยางอย่าเติมมาก เพราะวิ่งไกลมันร้อน อากาศมันขยายตัว สมมติว่าปรกติเติม 30 ก็แนะนำว่าให้เติม 27 ก็พอ วิ่งๆไปอาจจะล่อไป 32 ด้วยซ้ำ หากแดดจัดๆและถนนราดยาง
กฏจราจรต้องเคารพครับ ยิ่งขับรถทางไกลต้องใจเย็นบางทีเต่าอยู่ข้างหน้า ก็ต้องรอจังหวะ ไม่ใช่จะแซงๆๆๆ รถที่สวนมาเขาจะชนเอา เดือดร้อนกันไปหมด
สัญญาณแปลกๆที่ใช้ในกรุงเทพก็อย่าใช้เลยครับ ไอ้ประเภทเปิดไฟผ่าหมาก แล้วแหกทางแยกนี่ ไปนอนคุยกับยมบาลมาหลายรายแล้ว วิธีดีที่สุดก็น่าจะดูให้แน่ว่าปลอดภัยแล้วก็ขับไป จะเลี้ยวซ้ายก็เปิดไฟซ้ายของเรา ไม่ใช่ไปเปิดไฟขวา ถึงท่านจะขวาจัดแบบท่านไฮ้....ก็เถอะ
หากจำเป็นต้องขอทางและเร่งรีบจริงๆ คุณก็เปิดไฟใหญ่หน้ารถ ซะ เป็นอันรู้กันว่าไอ้รถคันนี้มันมีธุระจำเป็น อย่าไปเปิดไฟผ่าหมากเลยครับ เก็บไว้เปิดตอนรถจอดเสียเท่านั้น หรือจะเก็บหมากไว้ให้ป้าโจ๋ยแกเคี้ยวก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
เวลาแวะปั๊มหรือร้านอาหาร ก็เข้าห้องน้ำห้องท่าเด็ดหัวเด็ดหางซะให้เรียร้อยนะครับ........ไม่ใช่ขับรถไปหน่อย
"ลุงโช๊ดขา.......อยากเด็ดดอกไม้ค่ะ มือสั่นไปหมดแล้ว"
บางสถานที่มันก็หาที่เด็ดดอกไม้ไม่ได้ง่ายๆนะครับ เดี๋ยวไปเจอคนแอบมาดูดอกไม้จะยุ่งกันใหญ่
ส่วนท่านผู้ชายก็อย่าคิดว่าจะยิงกระต่ายมั่วซั่ว สงสารประชาชีที่เขาอยู่เขาใช้ทางบ้าง ผมเห็นบางคนจอดรถยิงกระต่ายเรียงกันเป็นแถวทหารเลย ดูสวยงามมากครับ เรียงเป็นแถวเจ็ดคน เว้นระยะห่างพอประมาณเหยียดไหล่
ยืนยิงไปที่กระต่ายริมถนนอย่างพร้อมเพรียง ลงไปในคลองข้างทาง........แม๊มันน่าถ่ายรูปซะจริงๆ
เส้นทางที่เราจะไปเที่ยวนั้นอย่างที่ผมบอกนะครับ ต้องศึกษาให้ดีและหากสามารถโทรศัพท์นัดแนะกับผู้อยู่ปลายทางได้ก็จะเป็นการดี
ปกติผมแนะนำให้ไปอุทยานแห่งชาติ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำและบอกจุดที่สามารถกางเต๊นท์ได้ หากว่าลูกทีมเป็นมือใหม่หัดเข้าป่าผมอยากจะยืนยันว่า ท่านเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในอุทยานทุกท่าน เป็นผู้มีอัธยาศัยดีมากทุกคนเลย เท่าที่ผมไปเที่ยวมาไม่ต่ำว่า 7 อุทยานมีชื่อ รู้สึกประทับใจกับการต้อนรับ คำแนะนำและน้ำใจของท่านเหล่านี้ ทำให้สงสัยว่า เมืองไทยทำไมไม่สนับสนุนเจ้าหน้าที่ ranger เหล่านี้ให้เป็นข้าราชการประจำทั้งหมดก็ไม่รู้..........
.........คงจะเล่าการเข้าป่าเป็นฉากๆไม่ได้เท่ากับการไปเที่ยวชมจริงนะครับ เพราะทุกท่านก็ได้รับการเตรียมการ และคำแนะนำไปหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็คือ ภาคปฏิบัติแบบที่คุณช้างยิ้มบอกมานั่นเอง
........ไม่มีใครสามารถบรรยายป่าได้เท่ากับการไปสัมผัสด้วยตนเอง ไม่เหมือนการบรรยายหนังหรือละครครับ
สักวันหนึ่งหากเพื่อนๆในนี้ท่านใด ว่างและเวลาตรงกัน ผมอาจขออาสาเป็นพรานนำทางไปเที่ยวป่าภาคปฏิบัติกันนะครับ
การบรรยายป่าและสภาพที่ท่องเที่ยวนั้น ผมเองคงบรรยายได้ไม่งามเท่าเว็บท่องเที่ยวโดยตรง และอาจทำให้ผู้ฟังมองไม่เห็นความงามของสถานที่นั้นๆ แต่อยากให้ทุกท่านไปสัมผัสธรรมชาติป่าบ้าง ดูนกสวยๆ ดูต้นไม้นานาชนิด ดูลำธารน้ำไหลใสๆๆ ดูน้ำตก ดูพืชเฟิร์น สารพัดจะมีให้เห็นครับ
*********จบเรื่องเข้าป่าชมไพรภาคแรกครับ
*************
ภาคผนวก
Q: ขอถามคุณชดซะหน่อยนึงเผื่อจะรู้ เคยเห็นคนเดินป่าในเวลาที่อากาศเย็น และชื้น
แล้วจะมีอาการคันตามตัวมั้ยคะ แล้วอะไรเป็นสาเหตุให้มีอาการคัน
A: อาจเป็นได้สองกรณี คือ อากศชื้นอาจทำให้ผิวแตกและอักเสบจากเชื้อรา
หรือกรณีหลังคือ เจอไรป่า จะคล้ายไรฝุ่นในที่นอนเราน่ะครับ เล็กมากแทบมองไม่เห็น
วิธีแก้
หากไปป่าเขตหนาว ควรมีวาสลีนครับ ทาตัวเอาไว้ครับ
ส่วนหากเจอไปแล้ว อย่าเก่านะครับ เพราะอาจติดเชื้อ ไปหาหมอดีกว่า
การปฐมพยายาลเบื้องต้น ให้ใช้ด่างทับทิม ไดหลูดกะน้ำ พอให้สีออกม่วงเข้มแล้วใช้ผ้าชุบเช็ดเบาๆครับ อย่าถูหรือเกา จะทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้น
หากคันมาก ก็กินคอร์เฟน แก้แพ้ไปครับ บรรเทาไว้ แล้วไปพบแพทย์ครับ
เส้นทาง : สารบัญ
เดินป่า ล่าสัตว์ แกะรอย
นายชดพาเข้าป่าชมไพร