พนมเทียนได้นำความรู้เรื่องการนั่งห้างมาไว้ในเพชรพระอุมาและสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ว่า
การนั่งห้างเป็นวิธีดักยิงสัตว์ โดยทำห้างไว้บนต้นไม้ใกล้กับบริเวณที่สัตว์ชอบออกมาหากิน แล้วนั่งอยู่ห้างคอยยิงสัตว์
การนั่งห้างสามารถทำได้เพียงลำพัง แต่บางคนไม่มีความกล้าพอ ก็อาจนั่งห้างด้วยกัน 2 คนก็ได้
การทำห้างอยู่บนต้นไม้จะช่วยให้สัตว์ไม่รู้ตัวหรือไม่ตกใจกลัว เพราะสัตว์มองไม่เห็นนายพรานและไม่ได้กลิ่นของพราน
เนื่องจากพรานอยู่สูงกว่า ต้นไม้ที่เลือกทำห้างจะต้องอยู่ไม่ห่างจากบริเวณที่สัตว์จะออกมาหากินเกินไปนัก
คือ ต้องอยู่ในวิถีกระสุน ลักษณะของต้นไม้ต้องมีกิ่งสำหรับวางพาดไม้ทำห้างได้ และต้องไม่มีมดหรือแมลงอื่นๆ รบกวน
ห้างนั้นต้องมีราวกั้นรอบทิศเพื่อป้องกันการพลาดพลั้งตกห้างอันเนื่องมาจากการง่วงนอน บริเวณที่พรานมักทำห้างดักยิงสัตว์
คือ บริเวณที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ เช่น บริเวณแหล่งน้ำ บริเวณที่มีต้นไม้ออกดอกออกผล
และมีดอกผลของต้นไม้หล่นร่วงพอให้สัตว์ได้กินเป็นอาหาร
อุปกรณ์ที่จำเป็นในการนั่งห้างนอกจากอาวุธปืนแล้ว จำเป็นต้องมีห่อข้าว น้ำดื่ม กระบอกไม้ไผ่สำหรับถ่ายปัสสาวะ
เพราะขณะนั่งห้างพรานจะไม่ขยับเคลื่อนย้ายไปไหน จะต้องอยู่บนห้างเป็นระยะยาวนานเป็นวันเป็นคืน
ขณะนั่งห้างก็ต้องไม่ทำเสียงดังใดๆ ให้สัตว์ได้ยิน ต้องไม่ให้สัตว์ได้กลิ่นใดๆ อุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งสำหรับการนั่งห้างคือ
ไฟฉายสำหรับส่องสัตว์
พนมเทียนได้สะท้อนภาพการล่าสัตว์ โดยวิธีการนั่งห้างยิงสัตว์ผ่านนวนิยายเพชรพระอุมา ปรากฏดังนี้
การนั่งห้างยิงสัตว์ที่ปรากฏในเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ มีข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายของการนั่งห้างยิงสัตว์ มีดังนี้
พรานรพินทร์อธิบายวิธีการยิงสัตว์ขณะนั่งห้างให้ไชยยันต์ฟัง ปรากฏในเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ ดังความว่า
" การนั่งห้าง สัตว์มักจะเข้ามาให้ยิงในระยะใกล้มากอยู่แล้ว เราใช้ปืนลูกซองยิงตามเสียงและการคำนวณ
ส่วนมากก็ไม่ค่อยจะผิดหรือบังเอิญเราไม่ได้ถือปืนลูกซอง ถือปืนไรเฟิลแทน ก็ใช้ยิงวิธีเดียวนี่แหละ คือ
ยิงสุ่มเข้าไปในที่หมายซึ่งเราแน่ใจว่าสัตว์ควรจะอยู่ที่นั่น"
(ไพรมหากาฬ หน้า 103)
จากตัวอย่างที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้เห็นว่า การยิงสัตว์จากห้างที่นั่งอยู่
ใช้ปืนยิงตามเสียง คือยิงสุ่มเข้าไปในที่หมายซึ่งคาดว่าสัตว์ควรจะอยู่ที่นั่น
พนมเทียนได้นำความรู้เรื่องการนั่งห้างมาไว้ในเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ
และสะท้อนภาพให้เห็นความสำคัญของความรู้ในการนั่งห้างยิงช้างผ่านเหตุการณ์ตอนที่ไชยยันต์ซักถามรพินทร์
ให้แนะนำเรื่องการนั่งห้าง ถ้าเจอโขลงช้างเข้ามาจะทำอย่างไร ซึ่งเป็นการพูดคุยล่วงหน้า ก่อนที่จะไปนั่งห้างกันจริงๆ
ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายของการนั่งห้างยิงช้าง ดังตัวอย่าง
" คุณจะไม่แนะนำให้เรารู้ล่วงหน้าเสียหน่อยหรือ ถ้าเราไปนั่งห้างแล้วช้างมันเกิดยกโขลงมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ห้างเราจะทำยังไงดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้างที่ใช้ขัดยิงสัตว์ก็เป็นห้างเตี้ยๆ สูงจากพื้นดินไม่มากเท่าไรนัก และก็ไม่ได้ปลูกอย่างแน่นหนาอะไรเลย
ชนิดที่มันเอาสีข้างไถทีเดียวก็น่าจะถล่มลงมาแล้ว นั่งห้างอยู่หลายครั้ง ผมก็เสียวในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ภาวนาไม่ให้ช้างมันเข้า
โชคดีที่มันก็ไม่เคยเข้ามาในระหว่างที่ผมนั่งอยู่สักที"
" เท่าที่ปฏิบัติอยู่ ถ้าช้างมันบังเอิญเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ห้างและปืนในมือของผมเล็กกว่ามัน ไม่สามารถจะล้มมันได้
ผมก็ใช้วิธีนั่งสงบ มองดูมันเฉยๆ การที่มันเข้ามาใกล้เราแสดงว่ามันไม่ได้เจตนา เพราะธรรมชาติของสัตว์ป่าทุกชนิด
ถ้าได้กลิ่นเราก่อนแล้ว มันจะไม่เข้ามาใกล้เลย นอกจากจะเผ่นหนีทันที เมื่อช้างเข้ามาใกล้ห้างก็แปลว่า
มันไม่รู้ว่าเราอยู่บนห้าง"
(ไพรมหากาฬ หน้า 105)
จากบทสนทนาที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่า ถ้าหากช้างเข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้ห้าง
และปืนในมือมีคุณภาพเล็กกว่านั้นไม่สามารถล้มช้างได้ ให้นั่งสงบมองดูมันเฉยๆ
เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ พนมเทียนได้กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนั่งห้างยิงสัตว์
สะท้อนจากเหตุการณ์ตอนหลังรับประทานอาหารเที่ยงก่อนที่จะออกเดินไปนั่งห้าง เชษฐา ถามพรานใหญ่ถึงช่วงเวลาที่จะนั่งห้าง
ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายของเวลาที่ใช้นั่งห้างมีดังนี้
" ว่าแต่เราจะนั่งห้างกันแบบไหน ตลอดทั้งคืนหรือเปล่า"
" ไม่จำเป็นต้องถึงกลางคืนหรอกครับ ทรมานโดยไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเราหวังเพียงสัตว์ไม่เกินกวางเท่านั้น
ขึ้นนั่งสักบ่ายๆ พอตะวันตกดินก็กลับ ระยะทางมันก็ไม่ไกลอะไรนัก แต่ละห้างที่ผมขัดไว้เดินสักไม่เกินชั่วโมงก็ถึงแล้ว
ผมขัดห้างไว้ทั้งหมด 3 แห่ง ตั้งใจว่าจะให้คุณชาย คุณไชยยันต์ และคุณหญิง ขึ้นนั่งคนละแห่งตามแต่จะเลือก
โดยมีพรานของผมนั่งเป็นเพื่อนด้วยแห่งละคน"
(ไพรมหากาฬ หน้า 212)
จากบทสนทนาที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่าเวลาที่ใช้ในการนั่งห้างยิงสัตว์นั้น
ใช้ได้ทั้งช่วงเวลากลางวันและช่วงเวลากลางคืน
พนมเทียนได้อธิบายลักษณะของห้างที่ขัดไว้สำหรับยิงสัตว์ดุร้าย เช่น เสือ โดยสะท้อนความรู้เรื่องนี้
ผ่านเหตุการณ์ที่รพินทร์สั่งให้เกิดเตรียมขัดห้างสำหรับสามคนนั่งเพื่อคอยดักยิงเสือที่ลงมากินซากเจ้าเอิ้น
ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายการนั่งห้างดักยิงเสือ มีดังนี้
ห้างก็ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย
เป็นห้างกว้างขวางแข็งแรงพอให้สำหรับสามคนนั่ง
ระดับสูงจากพื้นดินประมาณ 8 เมตร ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสูงสำหรับการขัดห้างทั่วๆ ไป
แต่ก็เหมาะสมแล้วสำหรับการดักเฝ้าซากยิงเสือ
(ไพรมหากาฬ หน้า 266)
จากข้อความที่ตัดตอนมา ผู้เขียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าการนั่งห้างดักยิงเสือซึ่งเป็นสัตว์ดุร้ายนั้น
จะต้องมีความสูงจากพื้นดินประมาณ 8 เมตร สูงกว่าห้างทั่วๆ ไป
พนมเทียน ได้กล่าวถึงความรู้ในการปฏิบัติขึ้นนั่งห้างยิงสัตว์ไว้และสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้
ดังเหตุการณ์ตอนที่เชษฐาเป็นห่วงดารินซึ่งเป็นผู้หญิงที่จะขึ้นนั่งห้างตลอดทั้งคืนกับพรานคุ้มกันสองคน
จึงชวนให้ดารินมานั่งห้างหนองน้ำกับตนเอง แต่ดารินไม่ยอม ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายมีดังนี้
" เรื่องอะไรกันคะที่น้อยจะต้องนั่งคู่กับพี่ใหญ่ ประเดี๋ยวก็แย่งกันยิงเท่านั้น เวลากระทิงเข้า พี่ใหญ่ต้องการยิง
น้อยก็ต้องการยิง ทำไมเราจะต้องไปนั่งซ้อนกัน ห้างเขาขัดไว้สามห้าง สำหรับเราสามคนแล้ว
ควรจะต้องแยกกันโดยอิสระซิคะถุงจะถูก ส่วนคนที่นั่งคู่ด้วยนั่น จะต้องเป็นเพียงพรานคุ้มกันหรือนำทางเท่านั้น
"
(ไพรมหากาฬ หน้า 502)
จากตัวอย่างที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านเห็นว่า บุคคลที่จะขึ้นนั่งห้างนั้น
จะต้องขึ้นนั่งห้างโดยมีพรานผู้ชำนาญอยู่คนหนึ่ง กับนักล่าสัตว์สมัครเล่นเท่านั้น
|