หน้า - ๖ -
|
| |
| ตามรอยสัตว์ในเชิงพราน |
|---|
พนมเทียนได้นำความรู้ในการแกะรอยโดยอาศัยรอยมูลและสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ไว้
ในเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เป็นตอนที่ตามล่าโขลงไอ้แหว่ง รพินทร์พบในละเมาะที่มีใบไม้
และพืชพันธุ์อันเป็นอาหารโปรดของมัน ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายของรอยมูล มีดังนี้
รอยเหล่านั้น ผ่านเข้าไปในละเมาะที่มีใบไม้และพืชพันธุ์อันเป็นอาหารโปรดของมัน แล้วก็ตัดออกทุ่ง
ผ่านสู่อีกละเมาะหนึ่งใกล้ปากดงทึบของหุบเขาด้านเหนือเข้าไปเป็นลำดับ จากมูลของมันที่ถ่ายไว้
รพินทร์ก็ตาสว่างไปด้วยความหวัง
(ไพรมหากาฬ หน้า 478)
เพชรพระอุมา ตอนดงมรณะ พนมเทียนสะท้อนภาพความรู้การแกะรอยโดยอาศัยรอยมูลเป็นหลักฐาน
เป็นเหตุการณ์ตอนที่ เกิดจัน และเส่ยตรงไปที่กองมูลของไอ้แหว่ง ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมาย มีดังนี้ ดังตัวอย่าง
พรานของเขาทั้งสาม ปราดตรงเข้าไปที่กองมูลใหม่ๆ กองหนึ่ง กอบขึ้นมาขยี้ในมือแล้วเผ่นกลับมาที่รพินทร์กระซิบละล่ำละลัก
" ขี้มันยังอุ่นอยู่เลยนาย"
ไชยยันต์กับดาริน ผู้ไม่เข้าใจอาการของบุคคลเหล่านั้นนัก หันไปจ้องพรานใหญ่เหมือนจะถาม
ก็เห็นดวงตาสีเหล็กคู่นั้นเป็นประกาย
" ไอ้แหว่งผ่านตรงนี้ไปเมื่อไม่เกิน 15 นาทีมานี้เอง"
(ดงมรณะ หน้า 301)
จากข้อความที่ตัดตอนมาแสดงให้เห็นว่าพนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้เห็นลักษณะการแกะรอยสัตว์
โดยอาศัยร่องรอยของการถ่ายมูลของสัตว์ เป็นหลักฐานที่สัตว์ทิ้งไว้ ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน
และสามารถติดตามแกะรอยสัตว์ได้ไม่ผิดพลาด ลักษณะของมูลบอกได้ว่าใหม่หรือเก่าโดยใช้วิธีการสัมผัส
ถ้ายังอุ่นอยู่ก็แปลว่ายังใหม่ หมายถึงสัตว์เพิ่งถ่ายบริเวณแห่งนั้นไปไม่นาน
- รอยดินทลาย และรอยเลือดที่รากไม้
พนมเทียนได้นำความรู้เรื่องการแกะรอยโดยอาศัยรอยดินทลาย และรอยเลือดที่รากไม้มาสะท้อนให้เห็น
ความสำคัญของเรื่องนี้ไว้ในเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เป็นตอนที่รพินทร์ ไชยยันต์ เชษฐา และคณะ
ออกตามล่าเสือซึ่งคาบลูกหาบที่ชื่อนายเอิ้นไปกิน ขณะนั่งซุ่มดักยิงหมูป่า ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมาย ดังตัวอย่าง
มันอาจลากขึ้นไปก่อน แล้ววกต่ำลงห้วย เป็นการพรางตาเราให้เขวไปว่ามันขึ้นด้านสูง
สังเกตดูที่ตลิ่งด้านนี้ซิครับ รอยดินทลายแล้วก็มีรอยเลือดติดอยู่กับรากไม้นั่น แสดงว่ามันวกลงห้วยตรงนี้
(ไพรมหากาฬ หน้า 244)
จากตัวอย่างที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้เห็นว่า รอยดินทลายและรอยเลือดที่รากไม้
เป็นรอยบนพื้นดินที่ใช้เป็นหลักฐานในการแกะรอย
ดังนั้นในการแกะรอย รอยดินทลาย และรอยเลือดที่รากไม้ เป็นรอยระดับต่ำ หรือรอยบนพื้นดิน
ที่สัตว์ทิ้งไว้เป็นหลักฐาน ที่สังเกตเห็นได้ และพรานใช้เป็นตัวกำหนดทิศทางของการแกะรอย
- รอยเกลือกปลักและลับเขี้ยว
พนมเทียนได้นำความรู้เรื่องรอยเกลือกปลักและลับเขี้ยวมาสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ไว้ในเพชรพระอุมา
ตอนไพรมหากาฬ เป็นตอนที่รพินทร์พาคณะนายจ้างแกะรอยกระทิง แต่ไม่พบ คงพบแต่รอยของหมูป่าที่นอนเกลือกปลัก
และลับเขี้ยวกับรากไทร ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมาย มีดังนี้
" รอยเก่าทั้งนั้นครับ มีแต่หมูโทนลงเกลือปลักเพิ่งจะผละไปเมื่อหยกๆ นี่เอง ก่อนที่เรามาถึงไม่กี่อึดใจ"
พร้อมกับพูด เขาบุ้ยปากไปยังแอ่งน้ำที่ยังเป็นรอยขุ่นคลั่ก
รอยลับเขี้ยวก็ปรากฏอยู่ที่รากไทรไม่ห่างออกไปนักยังใหม่อยู่
(ไพรมหากาฬ หน้า 413)
จากตัวอย่างที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่า รอบเกลือกปลักและรอยลับเขี้ยวกับรากไม้
เป็นรอยที่สัตว์ทิ้งเอาไว้ให้เห็นชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นรอยบนพื้นดินที่สัตว์ทิ้งไว้เป็นหลักฐานให้พรานใช้สำหรับการสังเกตในแกะรอยสัตว์
รอยบนพื้นดิน ที่ปรากฏในนวนิยายเพชรพระอุมา สะท้อนจาก รอยเลือดบนพื้นดิน รอยดินทลาย รอยนอน
รอยใบไม้หล่น รอยเท้า รอยปัสสาวะ รอยมูลที่ถ่าย รอยลากของ ผู้เขียนได้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ในการแกะรอยตามสัตว์
ซึ่งเป็นลักษณะรอยที่สังเกตได้จากพื้นดิน ว่าสัตว์ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ให้พรานใช้เป็นหลักฐานในการสังเกตติดตามแกะรอยสัตว์
ดังนั้น ในการติดตามหรือแกะรอยบนพื้นดิน สะท้อนให้เห็นว่าในหมู่พรานล่าสัตว์เขาสังเกตจากร่องรอยของสัตว์ที่ถูกล่า
จากที่สัตว์ทิ้งหลักฐานต่างๆ เอาไว้บนพื้นดิน ซึ่งพวกพรานเรียกว่ารอยบนพื้นดิน
1 2 3 4 5 6 7 8
ถอยหลัง.......หน้าต่อไป
เส้นทาง : สารบัญ เดินป่า ล่าสัตว์ แกะรอย ตามรอยสัตว์ในเชิงพราน
|
|
|