หน้า - ๓ -

 
ตามรอยสัตว์ในเชิงพราน

2. การแกะรอย


พนมเทียนได้นำความรู้เรื่องการแกะรอยมาสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ไว้ในเพชรพระอุมา คือ ความรู้ด้านศิลปะในการติดตามสัตว์ หรือติดตามบุคคล โดยใช้เครื่องหมาย ร่องรอยซึ่งสัตว์หรือบุคคลกลุ่มนั้นๆ ปล่อยทิ้งไว้ ในการตามล่าสัตว์ พรานมีวิธีแกะรอย 2 ลักษณะ คือ การแกะรอยเมื่อยังไม่เห็นตัวสัตว์ และการแกะรอยหลังจากสัตว์ได้รับการบาดเจ็บ ลักษณะแรกไม่ต้องใช้ความระมัดระวังมากนัก ถ้าเป็นฤดูฝนพรานจะสังเกตรอยเท้าสัตว์บนพื้นดินหรือใบไม้ที่สัตว์เหยียบ ถ้าเป็นฤดูแล้งสังเกตจากเปลือกไม้ และยางไม้ที่สัตว์เหยียบ การสะกดรอยลักษณะที่ 2 ต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บมักจะหลบซ่อนและมักจะทำร้ายโดยไม่รู้ตัว แต่การสะกดรอยทำได้สะดวก โดยสังเกตรอยเลือดจากบาดแผลที่ตกติดตามใบไม้และพื้นดิน

เมื่อพิจารณาเนื้อเรื่องของนวนิยายเพชรพระอุมา พบว่า พนามเทียนได้สะท้อนภาพความรู้เชิงพราน ให้เห็นถึงลักษณะของรอยที่พรานใช้เป็นหลักในการตามสัตว์หรือกลุ่มคน มีอยู่ 2 ลักษณะ ดังนี้

2.1 รอยบนพื้นดิน

รอยบินพื้นดินเป็นรอยซึ่งเกิดจากรอยเท้าหรือรอยรองเท้า รอยขุดดินของสัตว์ กิ่งไม้หักหรือใบไม้แหลกบนพื้น รากไม้มีรอยช้ำ รอยโคลนตกอยู่บนพื้น ใบไม้ หิน ถูกแตะต้องบนพื้นดิน ซากของซึ่งตกอยู่บนทาง รอยน้ำกระเพื่อม รอยทางเลือด รอยมูล รอยปัสสาวะ

การแกะรอยบนพื้นดิน เป็นวิธีการหนึ่งในการตามล่าสัตว์และหากลุ่มบุคคล พนมเทียนได้สะท้อนความรู้เชิงพรานลักษณะนี้ผ่านนวนิยายเพชรพระอุมาปรากฏให้เห็นเด่นชัด ดังตัวอย่าง

  • รอยเลือด

พนมเทียนได้นำความรู้ในการแกะรอยโดยอาศัยรอยเลือดมาสะท้อนให้เห็นความสำคัญไว้ในเรื่องเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เป็นตอนที่รพินทร์ เชษฐา ไชยยันต์ และม.ร.ว.หญิงดาริน ออกตามล่าเสือสมิง ซึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บโดยฝีมือของเชษฐา เนื่องจากมันกลับมากินศพของเจ้าเอิ้น ลูกหาบ ข้อความที่แสดงให้ความหมายของการแกะรอยเลือด ดังตัวอย่าง
รอยเลือดซึ่งเว้นระยะห่างเป็นหย่อมๆ เริ่มเรี่ยถี่ขึ้นเป็นลำดับ …บัดนี้ทุกคนมาหยุดยืนอยู่หน้าพงรกทึบที่สุด ตอนหนึ่งริมไหล่เขาสูงชัน ซึ่งมีก้อนหินมหึมาคล้ายจะเป็นศิลาจำหลักที่มนุษย์มาตั้งประดิษฐ์ไว้ …รอยเลือดสิ้นสุดลงตรงตำแหน่งนั้น

(ไพรมหากาฬ หน้า 285)

จากข้อความที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านว่าการตามสัตว์ในขณะที่มันได้รับบาดเจ็บ ถึงขนาดเลือดออกมากๆ ในการแกะรอย ก็สังเกตได้จากหยดเลือดบนพื้นดิน

รอยเลือดที่ปรากฏในเรื่องเพชรพระอุมา ตอน ดงมรณะเป็นตอนที่ ไชยยันต์พูดอย่างตื่นเต้นกับพรานใหญ่รพินทร์ ขณะออกตามล่าไอ้แหว่ง ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายของการแกะรอยเลือด มีดังนี้
" สงสัยกระสุนผ่านเข้ากลางลำตัว แล้วทะลุเลยออกอีกด้านหนึ่ง แม้จะไม่ถูกกระดูก อวัยวะภายในก็คงจะถูกทำลายไปบ้าง ลงเลือดออกแบบนี้ถึงไม่ตามก็ตายแน่ แต่อาจช้าหน่อย"
" ถ้างั้นจะช้าอยู่ทำไม รีบสาวรอยเลือดมันไปเดี๋ยวนี้เถอะ ความหวังของเราใกล้เต็มทีแล้วนี่"

(ดงมรณะ หน้า 322)

จากตัวอย่างที่ตัดตอนมา สะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่าในการแกะรอยสัตว์นั้น ให้สังเกตจากรอยเลือดว่าเลือดนั้นออกมากหรือน้อย ถ้าเลือดออกมากถึงไม่ตามไปยิงซ้ำมันก็ตาย

การแกะรอยเลือดของไอ้แหว่งโดยการนำของแงชาย จากเพชรพระอุมา ตอนดงมรณะ ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายของการตามรอยเลือดมีดังนี้
รอยเลือดหยดถี่ขึ้นทุกที เป็นเลือดใหม่สดที่สุดเหมือนกับว่ามันได้ล่วงหน้าไปก่อน เพียงไม่กี่อึดใจนี่เอง และแงชายก็ออกนำลิ่วๆ ไปอย่างรวดเร็วราวกับหมาล่าเนื้อ

(ดงมรณะ หน้า 328)

จากตัวอย่างที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่าลักษณะการแกะรอยเลือด ถ้าเลือดยังใหม่สดอยู่ แสดงว่าสัตว์เพิ่งจะผ่านบริเวณนั้นไปไม่นาน

พนมเทียนได้นำความรู้จากการแกะรอยเลือดไอ้แหว่งมาสะท้อนให้เห็นความสำคัญ เป็นเหตุการณ์ตอนที่ ทุกคนมาหยุดอยู่ใต้แง่หินในอุโมงค์รพินทร์เอามือแตะเลือดสีคล้ำมาขยี้ดมดูและบอกทุกคนว่า ตามมาถูกทางแล้ว ข้อความที่แสดงให้เห็นความหมายของการแกะรอยเลือดดังตัวอย่าง
รพินทร์ทรุดตัวลงเอาไฟฉายส่อง แล้วใช้นิ้วแตะเลือดขึ้นมาขยี้ดมดู ดารินกับไชยยันต์ก็ตามเข้ามาถึง ทั้งสองอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวด้วยความตื่นเต้น
" มันล่ะ! ชัดเหลือเกิน เราตามมันมาถูกทางแล้ว"
จอมพรานลุกขึ้นยืน ส่งไฟฉายกราดไล่ไปตามพื้นเบื้องหน้าอันเป็นทิศทางไปของมัน รอยที่เหยียบตะไคร้ไว้และหยดเลือดเรี่ยรายเป็นทาง

(ดงมรณะ หน้า 353)

ข้อความที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่า รอยเลือดหยดเป็นตัวกำหนดทิศทางการเดินของสัตว์ พรานจึงใช้วิธีการติดตามสัตว์ โดยอาศัยรอยเลือดเป็นหลักบานในการแกะรอย


1 2 3 4 5 6 7 8
ถอยหลัง.......หน้าต่อไป

เส้นทาง : สารบัญ เดินป่า ล่าสัตว์ แกะรอยตามรอยสัตว์ในเชิงพราน