หน้า - ๙ -
|
| |
| การยังชีพในป่า |
|---|
|
พนมเทียนได้นำความรู้เกี่ยวกับป่ามาไว้ในเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ
และสะท้อนให้เห็นความสำคัญของป่าดงดิบไว้ ดังความว่า
รพินทร์หัวเราะเบาๆ ออกเดินนำและฝั่งลำธารน้ำตรงไปที่ต้นตะเคียนใหญ่ต้นหนึ่ง
ไม่ห่างออกจากบริเวณที่หยุดพักเท่าไรนัก ไชยยันต์เดินตามมาด้วย
แล้วเขาก็ชี้ไปที่ปลายกิ่งมืดครึ้มตอนหนึ่งของตะเคียนต้นนั้น แวดล้อมไปด้วยกิ่งไม้เถาวัลย์ที่ปกคลุมอยู่เป็นซุ้มหนา
มีนกกะลิงกับนกเปล้าฝูงใหญ่เกาะอยู่ยั้วเยี้ยส่งเสียงร้องแซด นกเหล่านั้นพากันมาจิกกินลูกไทรที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ
(ไพรมหากาฬ หน้า 876)
จากข้อความที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่าลักษณะของป่าเป็นป่าดงดิบ
เนื่องจากมีกระทิง นกเปล้า มีต้นตะเคียนและต้นไทร ซึ่งเป็นสัตว์และสังคมพืชในป่าดงดิบ
พนมเทียน ได้กล่าวถึงป่าดงดิบว่าเต็มไปด้วยอันตราย สะท้อนความรู้เรื่องนี้ผ่านเหตุการณ์ที่พรานรพินทร์คุยกับเชษฐา
ปรากฏใน เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ ดังความว่า
" ป่าดิบ ดงดิบ ในแถบนี้ เต็มไปด้วยภยันตรายทุกฝีก้าวย่างและทุกขณะจิต
อย่างเช่นที่คุณชายได้พบเห็นมาแล้วเป็นลำดับนี่แหละครับ ทั้งจากสัตว์ร้าย และจากธรรมชาติ"
(ไพรมหากาฬ หน้า 1255)
จากบทสนทนาที่ตัดตอนมา พนมเทียนได้สะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่า
ป่าดงดิบเต็มไปด้วยอันตรายทุกฝีก้าว ซึ่งอาจเกิดจากสัตว์ และภัยธรรมชาติ
ดังนั้นทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไปต้องมีความระมัดระวังทุกขณะจิต
เพชรพระอุมา ตอนดงมรณะ พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้เห็นว่าพรานต้องรู้จักภูมิประเทศเป็นอย่างดี
กล่าวคือรู้จักสัตว์ พืช ที่ขึ้นอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ดังความว่า
จากพุเตยมาได้ประมาณชั่วโมงเศษๆ คณะนายจ้างทุกคนก็รู้สึกว่ากองเกวียนเริ่มไต่ขึ้นสูงเป็นลำดับ
มันวกวนและอ้อมไปตามไหลเขาซึ่งแต่ละลูกสูงใหญ่ทะมึนค้ำฟ้า สังเกตได้จากยอดของป่าสูง
ที่เห็นลิบลิ่วลงไปเบื้องล่าง มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ อากาศเริ่มเย็นสบายขึ้น และกำลังจะกลายเป็นความเยือก
จากระยะทางที่ล่วงผ่านไป มันเป็นเขตป่าดึกดำบรรพ์ที่ต้นไม้และเถาวัลย์แต่ละต้นอายุเป็นร้อยๆ ปีขึ้นไป
ไทยยักษ์ต้นหนึ่งใหญ่โตมโหราฬจนขนาดรากตรงโคนของมันมีลักษณะเป็นถ้ำย่อมๆ
สามารถให้กองเกวียนผ่านลอดเข้าไปได้ทั้งขบวน เถาวัลย์บางชนิด ก็มีใบใหญ่ขนาดกระด้งฝัดข้าว
ลำต้นที่เลื้อยพันไปตามซอกหอนผามีขนาดพอๆ กับซุง
นกกะลิงเกาะจับอยู่เป็นฝูงและเห็นเขี้ยวไปหมดราวกับมรกต ที่มีปีกโฉบถลาอยู่ไปมาส่งเสียงร้องแซด
ตามพื้นที่ผ่านไปเต็มด้วยรอยสัตว์ป่าหลายชนิดย่ำอยู่สับสนเหมือนรอยวัวรอยควายที่คนเลี้ยงไว้ตามท้องทุ่ง
เชษฐา ดาริน และไชยยันต์ ใช้กล้องส่องทางไกลส่องชมภูมิประเทศที่ผ่านไปอย่างเพลิดเพลิน
(ดงมรณะ หน้า 509)
จากตัวอย่าง พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าลักษณะของป่าเป็นป่าดงดิบ
เป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้ประเภทดึกดำบรรพ์ อายุเป็นร้อยๆ ปี เป็นถิ่นอาศัยของนกกะลิง วัว และควายป่า
พนมเทียนได้นำความรู้เรื่องป่าเบญจพรรณ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์และเป็นป่าผลัดใบ
มาสะท้อนให้เห็นความสำคัญไว้ในเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ ดังความว่า
ที่ลำธารใต้แคมป์ของเรานี่มีรอยกระทิงลงกินน้ำสองสามตัว แต่เป็นรอยเก่าหลายวันมาแล้ว เหนือขึ้นไปอีกนิด
ก็มีรอยหมูลงเกลือกปลัก รอยใหม่สักเมื่อเช้านี้เอง ตัวเดียวเท่านั้น ถ้าไม่รีบร้อนเราหยุดที่นี่สักสองคืน
ในเวลากลางคืนจะนั่งห้างในละแวกใกล้ๆ หรือจะเดินส่องไฟพวกเก้ง กวางก็คงจะเหลือเฟือ
เพราะดอกมะค่าโมงกับลูกมหาดกำลังร่วง
(ไพรมหากาฬ หน้า 139)
จากข้อความที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบว่าป่าเบญจพรรณ
จะมีพันธุ์พืชประเภทดอกมะค่าโมง ลูกมหาด ซึ่งเป็นอาหารโปรดของพวกเก้ง กวาง
ซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ในป่าประเภทนี้
รพินทร์ออกนำตัดทางเข้าไปในดงประมาณ 20 นาที ก็ทะลุออกบริเวณป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้าคา
มาถึงห้างแรกที่ขัดไว้บนซุ้มไผ่คู่ ชัยภูมิเหมาะเพราะบริเวณนั้นเต็มไปด้วยดอกมะค่าโมง
และลูกมหาดที่หล่นอยู่เกลื่อนกลาดเป็นอาหารโปรดของเก้งกวาง
จากดงทึบจะโปร่งขึ้นเป็นลำดับ และระดับการเดินก็ดูเหมือนจะลาดเทลงสู่พื้นราบที่ต่ำ
มองเห็นเอื้องผึ้งเหลืองอร่ามอยู่ตามคาคบไม้ใหม่รอบด้านสะพรึบไปหมด บรรยากาศร่มรื่นชุ่มฉ่ำ
เพราะใกล้ธารน้ำ
(ไพรมหากาฬ หน้า 222)
จากตัวอย่างที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้เห็นว่า เป็นลักษณะของป่าเบญจพรรณ
เนื่องจากมีสังคมพืชมะค่าโมง มหาด หญ้าคา และเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์จำพวก กระทิง เก้ง กวาง
พนมเทียนได้นำความรู้เกี่ยวกับถิ่นอาศัยของวัวแดงมาไว้ในเพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ
และสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้โดยการ กล่าวถึงวัวแดงซึ่งมีถิ่นอาศัยในประเภทป่าเบญจพรรณไว้
ดังความว่า
รพินทร์ก็เดินนำมาถึงบริเวณเนินเตี้ย ระเกะระกะไปด้วยโขดหินที่งอกขึ้นมาจากพื้นดินราวกับมีใครมาปักไว้แนว
ป่าโปรงมาสุดสิ้นลงตรงนี้ เบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้า ลิ่วลิบออกไปมองเห็นเขาเตี้ยๆ เป็นลอนคลื่นรายล้อมอยู่รอบทิศ
ท่ามกลางทิวหญ้าแห้ง ที่มองเห็นเป็นฟ่อนเหลืองอร่ามรวมกับฟางข้าหน้าแล้ง ชิดกับป่าไผ่ด้านขวามือออกไปประมาณ 700 หลา
วัวแดงฝูงหนึ่งจำนวน 10 ถึง 12 ตัว กำลังเดิน และเล็มใบไม้อยู่เพลินในระยะไกลเช่นนี้มองดูแทบไม่ผิดอะไรกับวัวบ้าน
ที่จับกลุ่มหากินอยู่ริมทุ่ง
(ไพรมหากาฬ หน้า 230)
เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ พนมเทียนสะท้อนภาพให้เห็นความสำคัญว่า
พรานต้องมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ ดังความว่า
พอลงจากเนินป่าสักเข้าสู่ดงไผ่เชิงเขาอีกฟาก รพินทร์บอกนายจ้างของเขาได้ในทันทีว่า
กระทิงฝูงนั้นบ่ายหน้าลงสู่ทุ่งแฝกอันเป็นบริเวณที่ราบโล่งระหว่างลงล้อมของขุนเขาใหญ่
(ไพรมหากาฬ หน้า 422)
จากตัวอย่างที่ตัดตอนมา พนมเทียนสะท้อนความรู้เรื่องนี้ให้เห็นว่า
พรานรู้จักสภาพของป่าเบญจพรรณเป็นอย่างดี เนื่องจากมีพืชประเภทไผ่ ป่าสัก ทุ่งหญ้า
ขึ้นอยู่ทั่วไปและเป็นถิ่นอาศัยของวัวแดง
******************************
หมายเหตุ : เนื้อเรื่องคัดลอกบางส่วนจากวิทยานิพนธ์เรื่อง วิเคราะห์ภาพสะท้อนเชิงพรานในนวนิยายเพชรพระอุมา ของพนมเทียน ซึ่งคุณสริญญา คงวัฒน์ ได้เสนอต่อมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย พฤษภาคม 2545
หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13
ถอยหลัง.......หน้าต่อไป
เส้นทาง : สารบัญ เดินป่า ล่าสัตว์ แกะรอย การยังชีพในป่า
|
|
|