|
| |
| ศิลปการก่อกองไฟ |
|---|
ในการเดินป่าในเนื้อเรื่อง มีการกล่าวถึงกองไฟลักษณะต่างๆ รวมทั้งการก่อกองไฟแบบต่างๆ ผมยังไม่มีเวลาพิมพ์ข้อความในหนังสือมาให้อ่าน ถ้าท่านใดมีเวลาจะช่วยพิมพ์แล้วส่งมาให้ ก็จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
ศิลปการก่อกองไฟ
ผู้ผ่านชีวิตเร่ร่อนรอนแรมในป่า ย่อมทราบซึ้งคุณค่าความสำคัญของไฟได้ดี ไฟนอกจากมีความสัมพันธ์ต่อชีวิตประจำวัน ยังนำความอบอุ่น และความปลอดภัยให้แก่นักนิยมไพรในยามค่ำคืน นักเดินป่าผู้ชำนาญ สามารถอ่านและเข้าใจและอ่านพฤติกรรมของเจ้าของกองไฟได้จากลักษณะกองไฟซึ่งเหลือมอดเป็นเถ้าไว้เป็นหลักฐานที่ทิ้งไว้
การก่อประกอบกองไฟเป็นศิลปแขนงหนึ่งซึ่งทรงคุณค่าน่าศึกษา
การประกอบไฟเพื่ออำนวยความสุขในระหว่างเดินป่า ล่องไพร อาศัยภูมิประเทศ, ทางลม, บรรยากาศและความมุ่งหมายในการแสวงประโยชน์จากไฟนั้นๆ เป็นการพิจารณา ด้วยเหตุนี้ วิธีการก่อกองไฟให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จึงจัดเป็นศิลปประเภทหนึ่งซึ่งควรสนใจ
ไฟไม่ว่าจะเป็นกองใหญ่หรือเล็ก ซึ่งก่อขึ้นส่วนมากถือกำเนิดจากการต่อเชื้อเพลิงจากไม้ขีดไฟหรือชุดชนวนซึ่งพกติดตัวไว้ สถานที่วางกองไฟควรเป็นบนพื้นแห้ง, อับลม, โล่งเตียน ปราศจากใบไม้และกิ่งไม้ ซึ่งจะเป็นต้นเหตุให้ไฟลุกลามออกนอกกอง ก่ออันตรายยังอาณาบริเวณใกล้ข้างเคียง
วิธีก่อไฟให้ติดลุกรวดเร็วทันใจ ต้องอาศัยการเตรียมการ เริ่มแรกหากิ่งก้านและเศษไม้ที่ไม่ได้เก็บมาจากพื้นดิน เพราะโดยทั่วไปไม้ดังกล่าวย่อมเปียกหรืออมความชื้นอยู่ ไม้ที่เหมาะเป็นเชื้อไฟควรเป็นไม้เปราะแห้งผากหักออกง่ายไม่แข็งนัก
ถ้ามีเศษกระดาษก็กำให้เป็นก้อนขนาดผลส้มเกลี้ยง และแล้ววางไว้บนกองเศษไม้ ถ้าหาเศษกระดาษไม่ได้ ถากกิ่งไม้เป็นพุ่มคล้ายไม้กวาดขนไก่วางเกยเป็นเส้าสุมไว้อีกชั้นหนึ่ง หรือถ้ามีน้ำมันประเภทน้ำมันก๊าด น้ำมันไฟแช็ค ก็สามารถราดหรือบีบใส่ไปก่อนก็จะช่วยให้ติดไฟได้ง่ายขึ้น
หาไม้แห้งเท่าข้อมือ ยาวประมาณ 8-9 นิ้ว ขัดล้อมเป็นคอกสามเหลี่ยมไว้รอบกองเศษไม้ เปิดเป็นทางให้ลมวิ่งเข้าคอกได้ตรงใต้ท่อนไม้ ซึ่งเปรียบเป็นฐานของรูปสามเหลี่ยมนั้น แล้วสุมฟืนที่จะใช้พาดผ่านบนคอกไม้ให้เงยเผชิญปลายเป็นทรงกรวยสามเหลี่ยมปีรามิด เลือกไม้เล็กวางก่อนแล้วแปรเปลี่ยนเป็นใหญ่ขึ้นทับทาบไว้ตามลำดับ หันหลังบังลมแล้วจุดไฟต่อไปที่ม้วนกระดาษหรือยังที่เชื้อไม้ซึ่งได้ถากเกล็ดเป็นพุ่มไว้ เพื่อไฟไหม้เชื้อและเริ่มลุก ค่อยๆ เป่าเดินลมรอดใต้คอกไม้ที่ขัดไว้ให้ไฟทวีความแรง
ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และหิวกระหาย ย่อมมีทวีขึ้นเป็นธรรมดา ภายหลังการเดินสำรวจป่าหรือแกะรอยตามล่าเป็นเวลานานๆ ต้มน้ำชงชาหรือต้มกาแฟได้รวดเร็วทันใด เป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของทุกคน น้ำจะร้อนเดือดช้าหรือไวอาศัยศิลปในการก่อไฟเป็นองค์ประกอบอันสำคัญ

ถึงตรงนี้เราไม่ได้ต้องการความสว่างหากแต่เราต้องการความร้อนที่ได้จากไฟ ดังนั้นถ้าสามารถควบคุมบังคับความร้อนซึ่งได้จากไฟให้พวยพุ่งตรงไปยังจุดเดียวกัน น้ำก็จะร้อนและเดือดเร็ว ชนิดของฟืนที่เหมาะแก่การใช้ ควรเป็นไม้พันธุ์ ไผ่หรือพันธุ์รวกจึงจะดี เพราะไม้ประเภทนี้ให้ความร้อนสูง
ส่วนการวางกาหรือหม้อน้ำบนไฟ ใช้วิธีตัดไม้เป็นง่ามปักบนดินข้างกองไฟในระยะห่างพอประมาณ แล้วตัดไม้ยาวเป็นคานเพื่อร้อนหูกาแขวนไว้วางปลายข้างหนึ่งของคานนี้บนง่ามไม้ ส่วนอีกปลายหนึ่งพุ่งลงดิน
| ก่อไฟเพื่อการหุงต้มเตรียมอาหาร |
|---|
ถ้าจะเจียวไข่ หรือลวนผัดอาหารด้วยกะทะก็ใช้ก้อนหิน, ก้อนดิน, หรือไม้สดปักเป็น 3 เส้า โน้มปลายเข้ารับภาชนะให้พอดี
ถ้าจะย่างเนื้อ, ปิ้งปลา ควรจัดหาตะแกรงเหล็กเตรียมไป ซึ่งไม่ลำบากในการขนย้ายหอบหิ้วเท่าไรนัก หรือไม่ก็หาไม้สร้างกระโจมสามเส้า พาดคานหลายๆ อันเป็นร้านขึ้นรองรับ ไฟซึ่งเหมาะในการนี้ ต้องปราศจากเปลวประกาย เป็นไฟซึ่งได้ปล่อยไว้ให้ระอุแดง
ทุกๆ ครั้งที่ยกภาชนะต่างๆ ออกจากไฟ อย่าวางภาชนะไว้บนดินเพราะดินดูดความร้อนได้ไว จะทำให้อาหารเย็นชืด หาเปลือกไม้คอยรองรับภาชนะไว้ให้สูงพ้นจากดิน
ถ้ามีลมพัดแรง ควรใช้ความระมัดระวังในการก่อไฟให้มาก มิฉะนั้นลูกไฟจะลอยตามลมไป ก่อการเผาไหม้พันธ์ไม้ในป่า สร้างความเสียหาย เป็นการทำลายทรัพย์สินของชาติ จงขุดหลุมและวางไฟไว้ภายใน เปิดร่องรับทางลมให้เป่าไฟได้เหมาะตามสมควร
ไฟหลุมดังกล่าวนี้ สามารถก่อภายในกระโจมได้อย่างปลอดภัยโดยการขุดหรือสร้างปล่องไฟ เป็นช่องให้ลมรอดไปภายนอกกระโจม

ศิลปในการประกอบไฟให้ส่งความอุ่นเรื่อยตลอดไปจนจวบรุ่ง ซึ่งนิยมแพร่หลายจนได้สมญาว่า "อินเดียน-ไฟ" กระทำดังนี้
หาฟืนท่อนยาว โตประมาณ 6 นิ้วเป็นอย่างต่ำ ฟืนที่นิยมใช้เป็นโคนต้นไม้แห้งชนิดเนื้อไม้แข็งไหม้มอดช้ามา 4 ท่อน วางฟืนให้โคนชนกัน หันปลายออกเป็นรูปกากะบาท แล้วสุมไฟให้โคนทั้งสี่ลุกไหม้เป็นไฟกองเดียวกัน เมื่อไฟลุกได้ดีแล้ว ก็นำฟืนสดซึ่งมีความโตในลักษณะเดียวกันมาอีก 4 ท่อน วางแต่ละท่อนลงไปในระหว่างฟืนชุดแรกทั้งสี่นั้น ฟืนทั้งหมดดังกล่าวทั้ง 8 ท่อนนี้ เมื่อวางได้ระเบียบดีแล้ว ก็จะมีลักษณะคล้ายๆ รูปเขียนแบบเรียนซึ่งแสดงทางของทิศทั้ง 8 เมื่อไฟไหม้ลามโคนไม้จนมอดกร่อนและอ่อนความร้อนลง ก็ค่อยๆ ดุนท้ายฟืนทั้งหลายให้เคลื่อนพุ่งเดินโคนไปชิดกันใหม่เช่นเดิม
ไฟนี้ควรก่อไว้เหนือลม เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นจากไอร้อน และถ้าเป็นไปได้ ใช้การขึงผ้าเป็นฉากข้างหลังเราไว้ เพื่อให้ไอร้อนที่ลอยเลยไปสะท้อนกลับมาอีก หรือไม่เช่นนั้นควรหาทำเลหยุดลงตรงหน้าผา หรือหน้าก้อนหินใหญ่ ซึ่งอำนวยช่วยให้เป็นฉากสะท้อนความร้อนกลับได้ตามธรรมชาติ

ไฟรุ่งมีกล่าวในนิยายเพชรพระอุมาตอนที่รพินทร์กับนายจ้างแยกกับกองเวียนที่หุบชะมด เพื่อตามไอ้แหว่าง ในคืนแรกนอนที่ป่ารวก
หลังอาหาร ต่างดื่มกาแฟและสูบบุหรี่ล้อมวงสนทนากันเบาๆภายในเพิงพักนนอน ซึ่งความจริงก็มีเพียงผ้าพลาสติกสองผืน ผืนหนึ่งปูพื้น อีกผืนหนึ่งขึงกันน้ำค้างเท่านั้น เกิดกับแงซายจัดการขยายกองไฟที่ใช้หุงหาเมื่อสักครู่นี้ให้กลายมาเป็นไฟสุม โดยก่อไว้สามด้าน แทนกำแพงหรือผนัง ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นติดกับกอรวกอันหนาทึบอยู่แล้ว
คณะนายจ้างเพิ่งจพสังเกตเห็นศิลปะของการก่อไฟตามหลักของพรานป่าอย่างถนัด ทั้งเกิดและแงซายช่วยกันลากเอาไม้แห้งท่อนใหญ่ๆเข้ามา เอาส่วนปลายหันเข้าชนกัน โดยหันปลายอีกทางหนึ่งชี้ออกไปรอบด้านทั้งแปดทิศ ติดไฟให้คุกรุ่นขึ้นที่ตำแหน่งปลายไม้ชนกันนั้นพอให้เกิดควันและไฟกินลามเข้าไปทีละน้อย เมื่อท่อนใดท่อนหนึ่งถูกไฟกินหดสั้นเข้าไปก็ขยับเลื่อนให้เข้ามาชนติดกันอีก ซึ่งพรานใหญ่อธิบายว่า ไฟชริดนี้ ชาวป่าเรียก 'ไฟรุ่ง' สะดวกในการก่อไฟไว้ให้ติดอยู่ได้ตลอดทั้งคืน โดยไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาพะวงคอยเฝ้าเติมเชื้อบ่อยๆ
ไฟรุ้งขนิดนี้จะคุกรุ่นกินลามไปทีละน้อย โดยไม่เกิดเป็นเปลวขึ้น อันเป็นลักษณะเดียวกับไฟสุมขอน ใช้ประโยชน์เฉพาะก่อไว้เป็นเพื่อนและป้องหันวัตว์ร้ายที่จะแผ้วพานเข้ามาใกล้เท่านั้น แต่ถ้าต้องการเปลวแสงเมื่อใดก็ทำได้โดยไม่ยาก คือนำกิ่งไม้และใบไม้แห้ง หรือเชื้อเท่าที่จะหาได้เข้าไปสุม แล้วเป่าลม เปลวไฟก็จะลุกติดสว่างขึ้นมาทันที เมื่อต้องการจะดับ ก้เพียงแต่ลากขอนไม้ให้ห่างออกจากกัน และโดยฝุ่นหรือดินกลบเท่านั้น
เชษฐาศึกษาและสอบถามถึงวิธีก่อกองไฟในลักษณะต่างๆของพวกพรานป่าอย่างสนใจ ซึ่งรพินทร์ก็อธิบายให้ฟังอย่างละเอียด (ไพรมหากาฬ เล่ม 3 หน้า 1105 - 1106)
ถ้าคืนใดมีลมหนาวพัดผ่านมารุนแรง ขอแนะนำให้สร้างกำแพงด้วยขอนไม้ปิดบังลมไว้ มิให้พุ่งตรงยังกองเพลิง กำแพงขอนไม้นอกจากจะบังลม กลับช่วยบรรเทาการเผาไหม้ให้ช้าลง และยิ่งกว่านั้น ยังเปรียบประดุจฉากผลักไออุ่นให้อบมาทางด้านหน้าอีกด้วย
คืนใดอากาศไม่หนาวนัก แต่ค่อนข้างเย็น เป็นยามลมอ่อน ถ้าท่านมีความปรารถนาจะพักผ่อนอย่างเพลินใจสบายอารมณ์ ควรใช้การวางไฟให้งามตามศิลปในหลักวิชา
ใช้ไม้ 2 ท่อน วางนอนเป็นแนวขนานผ่านข้างกองไฟทั้งซ้ายและขวา เรียงฟืนท่อนทับกับไฟโดยวางพาดขวางชิดติดกันไปเป็นแพบนไม้คู่นี้ และแล้วก็เรียงทับขวางพาดซ้อนสลับบนอีกหลายๆ ขั้นตามความต้องการ ไฟจะค่อยๆ เผาฟืนไปให้ความอบอุ่นได้เป็นเวลานาน
บ่อยครั้งที่เดินป่า อาจมีฝนตก มีปัญหากับการก่อกองไฟ จะทำอย่างไรถ้าฝนตกตลอดเวลา ที่ที่เหมาะกับการก่อกองไฟ ไม่มีสถานใดดีเท่าใต้ร่มเงาชะง่อนผา หรือใต้ต้นไม้เอน ด้วยการอาศัยชะง่อนผาหรือลำไม้เป็นชายคาหลบสายฝน ส่วนเบื้องล่างนั้นวางท่อนไม้หลายชั้นให้เป็นร้านรับไฟ
ฟืนที่จะหาได้ในการก่อเริ่มแรก มิใช่ท่อนไม้ซึ่งชุ่มชื้นบนพื้นดิน ใช้กิ่งของไม้ซึ่งยืนต้นแห้งตายเป็นสำคัญ หรือไม่ก็ถากจากท้องของไม้แห้ง ซึ่งเอนต้นพ้นฝนอยู่ ถ้าปรากฏว่าฟืนที่ได้มาชื้นเกินไป ก็จำเป็นต้องใช้ไต้หรือเทียนไขและเชื้ออื่นๆ ซึ่งนำพาติดตัวไปเป็นอุปกรณ์ประกอบให้สามารถก่อไฟได้ตามต้องการ น้ำมันไฟแช็คกระป๋องเล็กๆ ถ้ามีพกติดตัวไปด้วย ก็จะช่วยได้มาก
เนื้อเรื่องเพชรพระอุมา มีกล่าวถึงไฟสายฝนตอนที่คณะใหญ่รอที่โป่งน้ำร้อน รพินทร์กับบุญคำแยกตัวออกไปสำรวจรอยไอ้แหว่งยังไม่กลับมา เกิดฝนตก
"การก่อกองไฟก็ยากหน่อยครับ ถ้าฝนเทไม่หยุด..."
จันบอกอย่างหนักใจ
"แต่ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงนัก เราจะไม่ก่อกองไฟเรียงรายล้อมรอบปางพักทุกด้านเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่จะก่อรวมกันเป็นกองไฟกองใหญ่อยู่ตรงกลางแบบที่เรียกกันว่าไฟสายฝน พวกผมเตรียมไว้แล้ว ถ้าฝนตก"
"เป็นยังไง ไฟสายฝน?"
ดารินสงสัย เลิกคิ้วสูง
"ไฟสายฝน ก็คือกองไฟที่ก่อขึ้นในขณะที่มีฝนตกพื้นดินแฉะมาก หรือมีน้ำเจิ่งครับ เราจะใช้ผ้าใบขึงกั้นเป็นหลังคากันฝนไว้ ใช้ขอนไม้ใหญ่ๆ วางเรียงแทนพื้นให้พ้นจากระดับดินแฉะ หรือที่มีน้ำเจิ่งสูงขึ้นมา แล้วก่อเป็นกองไฟอยู่บนพื้นขอนไม้นั้น พอที่จะผิงและให้ความสว่างได้บ้าง ดีกว่าจะไม่มีกองไฟเสียเลย ผมกะไว้ว่าจะก่อไว้หน้ากระโจมของเจ้านาย เพราะอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่แล้วก็ชิดหน้าผา เป็นกำบังลมดี"
(ไพรมหากาฬ เล่ม 3 หน้า 997 -998)
เส้นทาง : สารบัญ เดินป่า ล่าสัตว์ แกะรอย ศิลปการก่อกองไฟ
|
|