แงซายเรียนรพินทร์ว่า "ท่าน"

ตั้งแต่มาสมัครงาน แงซายก็เรียนรพินทร์ว่า "ผู้กอง" มาโดยตลอด แต่พอถึงตอนนี้ในคืนหนึ่งที่เขาโล้น แงซายกลับเรียนรพินทร์ว่า "ท่าน" (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 212 - 213 )

เขาถามต่ำ ๆ

"แกยังไม่นอนอีกรึ แงซาย"

หนุ่มชาวดงนักพเนจรแลขึ้นสบตาอีกครั้ง ยิ้มนั้นสยายกว้างแต่เป็นประกายลึก ชนิดที่สัญชาตญาณพรานของรพินทร์ไม่อาจหยั่งได้

"'เจ้าจงตื่นในยามที่โลกทั้งหลายหลับสนิท' นี่คือคำพูดครั้งสุดท้ายของพระธุดงค์องค์ที่เลี้ยงผมมาแต่น้อย กล่าวกับผมไว้ก่อนที่ท่านจะมรณะภาพ"

"นั่นมันปรัชญาของภูตพรายสมิงร้าย ที่คอยสูบเลือดมนุษย์ !"

"แต่มีอะไรน่าวิตกเชียวหรือ ในเมื่อผู้กองย่อมอุปมาประหนึ่งหมอพรานผู้กำหราบปวงภูตสมิงอยู่แล้ว !"

"แกคงรู้ว่าฉันไม่ชอบความลึกลับของแกเลยแงซาย"

"และผมก็รู้ด้วยว่า ท่านก็ไม่ได้หวั่นเกรงกังวลเลย ในการที่จะอนุญาตให้ผมติดตามมาด้วย"

จอมพรานยิ้มแยกเขี้ยว ตาเพ่งนิ่งอยู่ที่ผิวหน้าสีทองแดงเป็นเงาวับแวบอยู่ในแสงของกองเพลิงนั้นไม่กะพริบ

"อาณาจักรป่าในย่านนี้ตลอดไปจนกระทั่งหมู่บ้านหล่มช้าง แกเห็นจะชำนาญปรุโปร่งมาเป็นอย่างดีแล้วซินะ"

"ถ้าผมปฏิเสธ ผมก็เจตนาทุจริตต่อท่าน...ถูกแล้ว ! ผมท่องเที่ยวอยู่ในย่านนี้มานานพอ อาจนานไม่น้อยไปกว่าท่าน !"

"แกฉลาดที่ไม่ปฏิเสธในสิ่งที่แกก็รู้ว่าปฏิเสธไปไม่ได้ ฉันทันแกเสมอเท่า ๆ กับที่แกก็อาจทันฉันอยู่ทุกฝีก้าวย่าง ว่าแต่นี่แน่ะ !..." เขาเว้นระยะหยิบปืนวินเชสเต้อร์ .๔๔-๔๐ แบบโบราณของแงซาย ซึ่งวางพิงอยู่กับกองฟืนขึ้นมาเดาะในมือแล้วสลัดคานเหวี่ยงออกสำรวจดูกระสุนอย่างปราศจากความหมาย ปากก็พูดต่อ

"ในระหว่างหล่มช้างกับจุดหมายปลายทางที่เรากำลังจะมุ่งไป แกเคยสำรวจมาก่อนบ้างแล้วหรือเปล่า ?"

อดีตนายทหารกองโจรกะเหรี่ยงส่ายศีรษะแช่มช้า มองตาเขานิ่งไม่หลบ

"เกินความมานะพยายามโดยสองเท้าพเนจรของผมจะบุกบั่นไปได้ แต่ผมก็ได้เคยทดลองดูบ้างแล้วเหมือนกัน มันไม่สำเร็จ"

"แล้วแกคิดว่าเราจะไปกันได้ถึงไหน ?"

เสียงหัวเราะแผ่วต่ำดังออกมาจากลำคออวบใหญ่ เติมเชื้อไฟเข้าไปอีกดุ้นหนึ่ง ตาเปลี่ยนไปจับอยู่ที่เปลวเพลิงซึ่งแลบเลียอยู่ในกอง

"อย่างที่ท่านเคยพูดเสมอนั่นแหละ สวรรค์เท่านั้นที่จะรู้ได้ ! ท่านเป็นนักเผชิญภัยที่มีเลือดข้นมากในการกล้ารับจ้างนำทางครั้งนี้ เพราะท่านย่อมตระหนักดีอยู่แล้วว่ามันหมายถึงอะไร"

"ก็แล้วตัวแกล่ะ ที่หาญอาสาสมัครเข้ามา ?"

"ชีวิตพเนจรอย่างผม มีค่าต่ำกว่าชีวิตของท่านมากนัก !"

"ความจริงฉันไม่ใช่คนกล้าหาญอะไรเลยแงซาย"

เขาพูดห้าว ๆ เคร่งขรึม

"แต่ฉันต้องทำงานเพื่อยังชีพ แม้ว่าการทำงานบางอย่างมันจะเสี่ยงกับการเอาชีวิตของตนเองไปทิ้ง ฉันก็ต้องยอม ถ้าฉันพิจารณาว่า ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเหมาะควรแล้ว แกซิ แงซายแกเป็นคนกล้ามาก กล้าเสี่ยงเข้ามาโดยไม่หวังผลตอบแทนอะไรเลยแม้แต่ค่าจ้าง ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรเป็นจุดมุ่งหมายแท้จริงของแก"

กล่าวจบ รพินทร์วางปืนของหนุ่มชาวดงผู้ลึกลับลงที่เดิม แล้วออกเดินผละไปยังที่นอนของเขา

ที่เดียวกันที่พบรอยไอ้กุดมาป้วนเปี้ยนรอบแค้มป์ (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 226 - 227 - 228)

รพินทร์เดินตรงเข้าไปที่หน้าเต๊นท์ อันมีแงซายนั่งคลุมผ้าอยู่บนขอนไม้ริมกองไฟ แสงไฟวอมแวมสาดจับเป็นเงาตะคุ่มเหมือนภาพปั้น

"แกจะนอนหรือไม่ ไม่สำคัญ แงซาย แต่ที่สำคัญที่สุก็คือ อย่าให้ไฟหน้าเต๊นท์กองนี้มอดเป็นอันขาด"

"แต่ผู้กองก็รู้ดีไม่ใช่หรือครับ ว่าไฟจะมอดหรือไม่ไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ที่ว่าคนจะหลับหรือไม่เท่านั้น สำหรับเสือกินคน"

"นี่แกเห็นจะรู้อีกละซิว่า มีอะไรเกิดขึ้นรอบ ๆ แค้มป์ของเรา"

"ระหว่างที่ท่านและพรานของท่านทั้งหมดนำพวกเจ้านายไปล่าเลียงผาเมื่อบ่าย ผมลอกหนังหมูป่าอยู่ริมธารน้ำ ผมเห็นมันในดงต้นบอน รอยที่มันย่ำไว้เล็บตีนข้างหนึ่งขาดหายไป ใหญ่มาก" รพินทร์อึ้ง จ้องหน้าหนุ่มชาวดงผู้พเนจร บัดนี้เขามั่นใจแล้วว่า เจ้าหนุ่มแงซายมีสายตาและประสาทสัมผัสในเรื่องของป่าเฉียบไวแค่ไหน หมอทันและพร้อมต่อเหตุการณ์ทุกชนิดไม่ได้ด้อยไปกว่าจอมพรานอย่างเขาเลย

"แกไม่ได้บอกให้ฉันรู้เลยแม้แต่นิดเดียว !"

"ผมไม่บังอาจ ผมรู้ว่าพรานใหญ่อย่างท่านย่อมจะต้องรู้ดีกว่าผม"

"พวกลูกหาบของเราเห็นด้วยหรือเปล่า ?"

"พวกนั้นกำลังคุยเล่นกันอยู่ ไม่มีใครสนใจ"

"ทำไมแกไม่ยิง ?"

แงซายยิ้มนิดหนึ่ง แบมือใหญ่แข็งแรงทั้งสองออกไปอังผิงไฟ

"มันไวและรู้มาก ผมยิงมันไม่ทัน เพียงแต่ไหวตัวมันก็หลบแล้ว อีกประการหนึ่งถ้าผมไม่แน่ใจว่าจะยิงมันได้ ผมจะไม่ยิงมันเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดใด"

"แกเคยรู้ข่าวมันมาก่อนบ้างหรือเปล่า สำหรับไอ้ตัวนี้"

"ผมเคยได้ข่าวมาบ้าง แต่ก็เพิ่งเห็นตัวและรอยของมันเป็นครั้งแรก พวกของท่านเองไม่ใช่หรือที่ยิงมันเจ็บไว้ก่อนเมื่อปีเศษมาแล้ว"

รพินทร์นิ่ง ก้มลงหยิบกากาแฟที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมารินใส่ขันเล็ก ๆ ยกขึ้นจิบ แงซายกล่าวต่อมา

"เรื่องนี้ ผมได้ข่าวมา ท่านมีโอกาสที่จะฆ่ามันได้แล้ว แต่ท่านก็ให้เพื่อนของท่านคนหนึ่งทำหน้าที่แทน เขายิงมันเจ็บแทนที่จะตาย มันก็เลยร้ายยิ่งขึ้น ถ้าครั้งนั้นท่านเหนี่ยวไกปืนเสียเอง อีกหลาย ๆ คนก็คงจะไม่ตายเพราะมันในเวลาต่อมา และท่านก็คงไม่ลำบากใจจนถึงเพียงนี้ เสือยิ่งเจ็บ มันก็จ้องกวนคนไปจนกว่ามันจะตาย คณะเดินทางของเราอาจไม่ปลอดภัยนัก ลำพังท่านและพรานสี่คนของท่านไม่กระไรนักดอก แต่พวกลูกหาบ ๑๖ คน และเจ้านายอีก ๓ คน เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องหนักใจ ยกเว้นแต่ท่านจะฆ่ามันได้เสียก่อน"

"แกรู้อะไรได้ละเอียด และอ่านใจฉันออกทุกระยะทีเดียวนะ แงซาย ฉันวิตกกังวลในเรื่องแกเสียยิ่งกว่าไอ้เสือสมิงตัวนั้นเสียอีก"

"อีกครั้งหนึ่งที่ผมของปฏิญาณว่า ผมไม่ได้เป็นภัยใด ๆ ต่อท่าน หรือคณะเดินทางของท่านเลย"

"แกรู้เรื่องเสือตัวนี้ก็ดีแล้ว ฉันอยากจะขอร้องแกอย่าพูดอะไรให้คณะเจ้านายและพวกลูกหาบของเรารู้"

"คำสั่งทุกชนิดของท่านในการเดินทางครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ผมเคารพ"

"ดีมาก ! แล้วตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แกรู้หรือเห็นอะไรผิดปกติในระหว่างการเดินทางของเรา อย่านิ่งอมพะนำเงียบเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเหมือนอย่างที่แกปฏิบัติมาแล้ว แต่จงบอกให้ฉันรู้ในทันที มิฉะนั้นฉันจะพิจารณาว่าแกมีแผนการณ์ร้ายต่อคณะเดินทางของเรา"

แงซายไม่ตอบ แต่เงยขึ้นยิ้มอวดฟันสองแถว รพินทร์จ้องใบหน้านั้นอยู่อีกอึดใจ ก็ผละไปอย่างหงุดหงิด

(ไพรมหากาฬ 2 หน้า 758)


เส้นทาง : สารบัญ ข้อฉงนแงซายเรียนรพินทร์ว่า "ท่าน"