|
มาเรีย
มาเรีย อ๊อฟฟ์มัน นั้น ในเรื่องเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-เยอรมัน แต่สมัยที่ผมยังท่องเที่ยวอยู่ในรัฐมลายู
(ก่อนที่จะเป็นประเทศมาเลเซียเช่นในทุกวันนี้) ยุคที่ในขบวนรถไฟ (ชั้นหนึ่ง) ยังเขียนป้ายติดไว้ว่า "ฟอร์ ไว้ท โอนลี่"
(เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น) และในสวนสาธารณะชั้นดี มีป้ายติดไว้ว่า "ไชนิส แอนด์ ด๊อก โนเอนทรี่" (คนจีน กับหมาห้ามเข้าบริเวณนี้)
ผมพบกับเพื่อนรุ่นพี่สาวเข้าคนหนึ่ง แก่กว่าผมประมาณสัก 4-5 ปี (ตอนนั้นผมรุ่นกระเตาะเกินไป) หล่อนชื่อ มาเรีย เดอครูซ
พ่อเป็นอังกฤษ ผสมมาแล้วกับชาติอะไรไม่ทราบ แต่เป็นพวกผิวขาวเหมือนกัน ส่วนแม่เป็นมลายูชั้นตวนกู
นิสัยใจคอของหล่อนไปทางเผ่าพันธุ์พ่อมากกว่าที่จะเป็นคนเอเชีย พ่อเป็นนักพฤกษศาสตร์
ค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรอยู่ในภาคพื้นสหพันธ์รัฐมาลายู (ในยุคนั้น) ทั้งหมด หล่อนเรียนหนังสือไม่มากนัก
จบระดับไฮสกูล แล้วมาช่วยพ่อเก็บใบไม้ใบหญ้า อยู่ตามป่าดงเสียเป็นส่วนใหญ่ จะกลับไปทางภาคพื้นยุโรป หรือเกาะอังกฤษ
เพื่ออยู่ร่วมกับญาติทางฝ่ายพ่อก็เฉพาะใกล้ๆ คริสต์มาสของแต่ละปีเท่านั้น
เท่าที่ผมทราบนั้น หล่อนยิงลายพาดกลอนตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี
ในป่ารัฐปะหัง พี่สาวคนนี้ยิงปืนไรเฟิลและลูกซองได้ดีกว่าผม ในยุคที่เพิ่งหัดยิงปืนลมมากนัก แล้วก็ยอดมหาเจ้าชู้อย่าบอกใครเชียว
หูตาแวววาวไปหมดทีเล่นทีจริงอยู่ตลอดเวลา ในยุคที่ผมยังไม่ประสาอะไรนัก และยังมีความขลาดกลัว (ผู้หญิง) เป็นที่ตั้ง
ชอบทำอะไรให้ผมต้องตัวแข็งฝันเปียกอยู่หลายครั้ง เสียดายที่เด็กวัยรุ่น รุ่นผมยุคนั้น ไม่ไวไฟเหมือนเด็กสมัยยุคนี้
ม่ายงั้นผมคงยอมให้หล่อนสอนอะไรต่ออะไรไปไกลลิบแล้ว แต่สมัยดังกล่าว จะพยายามสอนผมเท่าไรก็ไม่กระดิกหู
หล่อนพูดสามภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส และมลายู
พ่อของหล่อนกับพ่อของผมเป็นเพื่อนกัน ผมมีโอกาสได้พบหล่อนเพียงครั้งเดียว
ระยะเวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ ในภาคโรงเรียนปิดเทอมฤดูร้อน ผมไม่เคยเห็นหล่อนยิงเสือกับตาตนเอง
แต่เห็นจากภาพถ่ายและกิติศัพท์ของหล่อน แต่เราเคยยิงค่างในสวนยางทึบด้วยกัน ระหว่างที่ผมมัวแต่จ้องเล็งชักช้าอยู่
ขณะฝูงค่างแตกตื่น กระโจนโครมๆ ไปตามยอดยาง คุณพี่สาวคนนี้เธอวิ่งไปตามพื้นไวราวกับปรอทสกัดกั้น
และระหว่างที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนั้น ก็ยิงไปพลางอย่างเร็วที่สุด ด้วยปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติ ปรากฏว่า
คุณเธอถล่มมันลงเสียทั้งฝูง ในชีวิตของผม ยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนยิงปืนในเชิงล่าสัตว์ได้เท่ากับมาเรีย
เกมส์เล็กๆ ขนาดยิงกระรอก หล่อนก็พิสูจน์ถึงความเป็น เอตะทัตคะ ในเชิงล่าอย่างเอกอุทีเดียว ยิงด้วยปืนลูกกรดยาวนัดละตัว
ไม่ว่าจะเป็นเป้ากระรอกซุ่มตัวนิ่งๆ อยู่ในซุ้มไม้ร่มครึ้มในยามบ่าย หรือระหว่างการไต่เคลื่อนที่เร็วในตอนเช้า
หรือเย็นในขณะที่ผมยิงผิดเป็นประจำ
ผมคุ้นกับกระรอกมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ก็จริง แต่ผมก็ไม่เคยสังเกตว่า
กระรอกมันมีวิธีร้องของมันอย่างไรบ้าง หล่อนเป็นคนสอนผมให้รู้จักฟังเสียงลักษณะต่างๆ ของกระรอก ซึ่งแบ่งออกเป็นสามลักษณะคือ
ถ้าร้องกระชั้นถี่เร็วในลีลาร่าเริง "กุกๆ กั๊กๆ" ก็แปลว่า กำลังร้องเรียกหาพรรคพวกในยามเช้าตอนที่วิ่งเคลื่อนที่
กันอยู่อย่างชุลมุนไปตามกิ่งไม้เพื่อหาอาหาร ถ้าร้องในลักษณะโขกเป็นจังหวะเสมอกันไปเรื่อยๆ คือ "คิก-คิก-คิก" ก็แปลว่า
กำลังเพรียกหาคู่ของมันโดยเฉพาะ ขณะที่ร้องก็จะกระดกหางเป็นจังหวะไปพร้อมๆ กันด้วย และถ้าร้องเป็นเสียงลากยาวเหมือนม้าร้อง
"ฮี้
.." ก็จะเป็นการร้องอย่างละเมอ ในเวลาพักผ่อนนอนตามร่มกิ่งไม้ตอนบ่าย ส่วนเจ้าลูกกระรอกจะร้องแปลกออกไป
เป็นเสียง "เปี๊ยบๆๆ" แหลมยาว
อีกอย่างหนึ่งที่หล่อนให้ความจริงแก่ผมก็คือ กระรอกมันไม่อยู่ตรงโพรงไม้เหมือนที่คิดกัน
แต่แท้จริงมันจะทำรังเหมือนนก ผิดกันแต่เพียงรังของมันใหญ่แข็งแรงมาก ด้วยเยื่อแห้งๆ อ่อนๆ ของโคนกาบมะพร้าว
หรือกิ่งใบไม้สุดแต่ภูมิประเทศ ที่มันจะอยู่และปิดหลังคารอบไปหมด มีไว้แต่รูทางเข้าทางเดียวเท่านั้น ผมจำทฤษฎีของมาเรีย
เกี่ยวกับธรรมชาติของกระรอกมาได้ตั้งแต่บัดนั้น และเมื่อพยายามสังเกตตามหลังต่อมาก็พบว่ามันจริงตามที่หล่อนบอกทุกอย่าง ผมไม่รู้ว่ากระรอกที่อื่นมันจะเป็นอยู่หรือร้องกันอย่างไร แต่กระรอกแถบมาลายันโซนมันเป็นเช่นนี้จริงๆ
คุณสมบัติของหล่อนในบางส่วนเหล่านี้ ผมได้เคยขอยืมให้มาเป็นความสามารถของ "มาเรีย" มาก่อนแล้ว
ในตอนเขียนนวนิยายเรื่องแรกๆ แต่ก็เอามาเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เอามาบรรจุไว้มากทีเดียวในตัวละครที่เป็น
"มาเรีย ฮ๊อฟฟ์มัน" ตัวจริงนั้น ไม่สวยอะไรเลย หน้าตกกระ เสียงพูดห้าวยังกะผู้ชาย แต่รูปร่างดีมาก
สูงใหญ่กว่าผมตั้งช่วงศีรษะ หล่อนเคยชวนผมเข้าป่าที่ลึกกว่าการยิงกระรอกหรือค่าง แต่ครั้งนั้นผมไม่กล้า ยังอ่อนหัดนัก
ถ้าจะถามว่า หล่อนโป๊เหมือนมาเรียในเรื่องหรือเปล่า ก็ต้องขอตอบตามตรงว่า หล่อนไม่โป๊ถึงขนาดนั้นหรอก
แม้ว่าจะชอบแก้ผ้าอาบน้ำตามลำธารบ้างเป็นครั้งคราวก็ตาม แต่ระหว่างยิงกระรอกหรือค่าง ชอบเดินเอาหน้าอกล้นๆ
ของหล่อนกระทบต้นแขนผมก็มีอยู่บ่อยๆ ผมได้ต้นแบบมาคร่าวๆ เท่านั้น ต้องมาแต่งเติมเสริมต่ออีกมากพอสมควร
เหมือนกันสำหรับตัวละครตัวนี้ ไม่ถึงกับก๊อปปี้แบบมาทั้งดุ้น เอาว่าประมาณสัก 50 เปอร์เซ็นต์ ของตัวจริงหรืออาจกว่านี้เล็กน้อยเท่านั้น มาเรียมีต้นแบบที่ลึกและในอดีตอันยาวนานมาก ในการที่จะหยิบเอาคาแร็คเตอร์ของหล่อนเข้ามาใส่ไว้ในตัวละคร
คะหยิ่น
ถ้าท่านรู้จักชาวเขา ที่เราเรียกกันว่า "กะเหรี่ยง" ก็จะต้องทราบว่า ส่วนใหญ่แล้วรูปร่างจะตัวผอมเกร็ง
เล็กๆ บางๆ กันทั้งนั้น หายากที่ชนเผ่ากะเหรี่ยงจะมีรูปร่างสูงใหญ่ล้ำบึ้กอย่าง "คะหยิ่น" ในเรื่อง
และถ้ามันเกิดมามีกะเหรี่ยงที่ตัวใหญ่ยักษ์แบบนี้เมื่อไหร่ ก็จะเป็นจุดสะดุดตาสะดุดใจทุกคน
ที่เคยรู้จักชนเผ่ากะเหรี่ยงมากทีเดียว
เจ้ากะเหรี่ยงที่มีชื่อจริงว่า "ขะโนง" หรือ "คะโหน่ง" ที่ทุ่งแสลงหลวง ตัวมันใหญ่ยักษ์ เป็นองคุลีมาลย์จริงๆ ด้วย
เห็นครั้งแรกผมก็ออกจะงงๆ ว่ามันจะเป็นกะเหรี่ยงไปได้อย่างไร แต่มันก็คือพรานเผ่ากะเหรี่ยงจริงๆ นั่นแหละ
และตามปกติวิสัยแล้ว ชนเผ่ากะเหรี่ยงมักจะสงบเสงี่ยม ขี้อาย ไม่มีเหลี่ยมคูชั้นเชิงอะไรมากนัก แต่เจ้าขะโนงคนนี้ สามหาว
ทะลึ่งตึงตัง และคุยโวยอยู่เป็นนิจ เก่งไปหมดทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรในป่า มันจะต้องมาเป็น "ที่หนึ่ง" เสมอ ไม่เคยกลัวอะไรเลย
อวดเก่งสารพัด ไม่เก่งอยู่อย่างเดียวคือ ผี!! มันปอดแหกในสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นตัวได้ อันหมายถึงพวกภูมิวิญญาณทั้งหลาย
แต่กล้าแม้กระทั่ง ยิงช้างด้วยกระสุนลูกปรายสำหรับยิงนก (เพราะความไม่รู้ของมัน) จนกระทั่งถูกช้างไล่เหยียบวิ่งเข้าไป
อยู่ในกอไผ่หนาม ขาออก ออกมาไม่ได้ ต้องช่วยกันตัดต้นไผ่เข้าไปลากตัวออกมา ภายหลังจากช้างผละไปแล้ว
และพวกเรามาถึงที่ตำแหน่งนั้นภายหลัง
ขะโหนง ที่จำลองแบบเป็นคะหยิ่น ก็มีตัวจริงครับ ที่มีตัวจริง ก็เพราะความมีลักษณะอันเป็นพิเศษของมันนี่แหละ
มันคุยว่า มดเดินมาตามพื้นมันก็ยังได้ยิน แต่ผมก็ต้องเอาไฮโดรเจนกรอกให้เข้าไปเดือดอยู่ในหูของมัน
เพื่อช่วยเอามดตัวหนึ่งออกจากหู เพราะมันไม่รู้มันนอนยังไง มดดันไต่เข้าไปในรูหูได้
เจ้าพรานกะเหรี่ยงที่มีนามกรเรียกกันว่า ขะโนง เป็นจอมอันธพาลนักเลงใหญ่อยู่ในหมู่ชาวกะเหรี่ยงทั้งหลายในแถบนั้น ที่มันมายอมนำทางให้ ก็เพราะพวกเราที่เข้าไปนั้น ล้วนเป็นแพทย์ส่วนใหญ่ไปช่วยเหลือรักษาพยาบาล ให้หยูกให้ยากับพวกลูกบ้านของมัน ทำให้มันสำนึกในบุญคุณ
และเห็นพวกเราเหมือนเทวดามาโปรด สิ่งที่พวกชาวป่าต้องการมากที่สุดไม่ใช่เงินทอง แต่ต้องการน้ำใจมากกว่า
นอกจากนั้นก็เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคบางชนิด ประเภทเกลือ ขนมหวาน ยารักษาโรค และกระสุนปืนลูกซอง
นี่หมายถึงพวกที่อยู่ในป่าลึกจริงๆ ชนิดไม่มีสำมะโนครัว และตัวเองก็ไม่ทราบว่าตนเป็นประชากรของประเทศไหน
ซึ่งก็ไม่สนใจด้วย
แต่พวกชาวป่าที่สามารถจะเข้ามาติดต่อกับเขตหมู่บ้าน หรือตำบลได้ง่ายๆ นี่ คบยากมาก เพราะพวกเขาต้องการอะไรที่มากกว่านั้นรวมทั้งเล่ห์ความกะล่อนสารพัดชนิด นี่ผมพูดถึงสมัยที่ผมยังเที่ยวป่าอยู่
มาในยุคปัจจุบันนี้ ความเจริญมันแพร่แทรกซึมเข้าไปถึงป่าทุกหนทุกแห่งแล้ว จนทำให้สภาพที่แท้จริงของ "ป่า" หมดสิ้นไป
ชาวเมืองหรือชาวป่า สามารถติดต่อถึงกันได้หมดโดยสะดวก อารยะธรรมในเมืองมันก็คงแพร่เข้าไปจนทำให้พวกเขาเหล่านั้น
เสียสภาพอันเป็นตัวเดิมหมดสิ้นแล้ว คือความบริสุทธิ์ตามสภาพของชาวป่าชาวดง หมดสิ้นไปกลายเป็นชาวป่าที่รู้จัก
กับค่าของเงินดอลล่าร์ว่ามันสูงกว่าเงินบาท เงินจั๊ต หรือเงินกีบ
ขะโนงตัวจริงนั้น เดินได้เงียบเหมือนคะหยิ่นในเรื่องเหมือนกัน
แต่จะให้ถึงกับเลื้อยผ่านไปในปลักโคนดูดได้นั้น ผมไม่คิดว่าเจ้าขะโนงมันจะทำได้ นอกจากเสริมคุณสมบัติพิเศษให้แก่มันลงไป เพื่อให้คะหยิ่นในเรื่องได้มีโอกาสช่วยเหลือคณะของรพินทร์ได้ ในบางแง่มุมยามที่คณะตกอยู่ในภาวะอับจนจริงๆ
สแตนลีย์
ไม่มีตัวตนที่เป็นแบบแท้จริงครับนอกจากเก็บลักษณะนิสัยของเพื่อนอเมริกันบางคน คนละเล็กละน้อย
เกี่ยวกับท่าที หรือวิธีพูดจาของเขา นำมาใส่ไว้ และที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ก็คือจะต้องไม่ให้มีอะไรที่ไปเหมือนเชษฐาเข้า
เพราะอยู่ในฐานะหัวหน้าคณะเดินป่าด้วยกันทั้งคู่ แต่คนละชุดกัน เมื่อไม่มีตัวตนแบบชัดๆ ออกมา
ก็คงจะไม่ต้องพูดอะไรกันมากนะครับ
คีธ
ไอ้เสื้อนี่ ก็คือ จอห์น แบ็คบี้ แห่ง แพนอเมริกัน คนเดียวกับที่เข้าไปสำรวจถิ่นมนุษย์หินเมืองกาญจน์นั่นแหละ
เพราะบรรดาพรรคพวกที่ไปด้วยกันนั้น มีไรเฟิลขนาดใหญ่ที่สุด ก็เพียงแค่ .30-06 เพื่อนๆ ของเขา
รู้ว่าผมใช้ไรเฟิลขนาดกลางคือ .375 เอช.แอนด์เอช.แม็กนั่ม ก็เลยมาชวนเผื่อว่าผมจะว่างบ้าง เพราะทิศทางที่จะไปนั้น
บรรดาพรรคพวกทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่า มันอาจประจัญหน้ากับช้างโขลงดุๆ เมื่อไหร่ก็ได้ กระสุนขนาด .30-06
มันอาจไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร
แบ็คบี้ มีอะไรๆ หลายอย่างที่ผมถอดแบบไปใส่ไว้ใน "นายคีธ" ของเรื่อง ความจริงเขาไม่ได้รู้จักคุ้นเคยกับผมมาก่อน
แต่เพื่อนของเขาซึ่งก็เป็นเพื่อนผมด้วย มาชวนผมอีกทีหนึ่ง จุดประสงค์ที่ชวนผมก็เรื่องของปืน และกระสุนที่ต้องการเป็นสำคัญ
แล้วในที่สุด กลางป่าลำบากกันดารของการเดินทางสำรวจ แบ็คบี้ ก็ติดผมแจ เรามีเรื่องคุยอะไรกันมากกว่าเพื่อนของเขาเสียอีก
เพราะสนใจอยู่ในสิ่งเดียวกัน คือ ซากฟอสซิล และเรื่องราวของวัตถุโบราณ
แบ็คบี้ เคยเป็นนายทหารผ่านสงครามเวียตนามมาแล้ว ซึ่งนี่ก็คือนายคีธ
โดยแท้จริงแล้ว เขาไม่เคยรู้จักป่าเมืองไทยมาก่อนเลย (ในยุคนั้น) เห็นอะไรเป็นเรื่องเล่น เรื่องง่าย
เรื่องเล็กไปหมด เมื่อมีเขาเป็น "สปอนเซอร์" เครื่องเดินป่าของเราก็แทบจะครบชุด แม้กระทั่งพวกเรชั่นของทหารอเมริกัน
และอุปกรณ์อื่นๆ มันขาดอยู่อย่างเดียว คือไรเฟิลชนิดที่พอจะขับไล่ช้างได้เท่านั้น ซึ่งตัวเขาเองไม่รู้เลย แต่เพื่อนของผม
ซึ่งเป็นเพื่อนของเขารู้ จึงมาชวนกันอีกต่อหนึ่ง
สิ่งที่ผมยังนึกขันอยู่จนทุกวันนี้ก็คือลักษณะท่าทีการแต่งกายของเขา ที่เหมือนตัวละครที่กำลังจะเข้าฉากเกี่ยวกับเรื่องราวเดินป่า
เขาสวมท้อปแบบคอมแบ็ต (อย่างที่ใช้ในสนามรบ) เสื้อผ้า หมวก ผ้าพันคอหรู เก๋ไม่ย่อย เอวคาดปืน
ปืนอะไรทราบไหมครับ
ให้ทายให้ตายก็ทายไม่ถูกหรอก ปืนที่แขวนติดซองข้างเอวของเขา คือ โลท์ นิวฟรอนเทียร์ ขนาด .22 แม็กนั่ม ชนิดซิงเกิ้ลแอ็คชั่น
มีลูกปืนติดเข็มขัดพราว (ผมคิดว่าเขาคงมีเอาไว้ยิงเรียกพวกพ้องเวลาหลงป่าเสียมากกว่า) วันแรกๆ ก็ดูเข้มแข็งคึกคักดี
แต่วันต่อๆ ไปเริ่มจะป้อแป้หน้าเหี่ยวลงเป็นลำดับ และยิ้มไม่ออกเลยเมื่อล่วงเข้าวันที่ 3-4 ครั้งแรก เขาเห็นรอยเท้าช้างย่ำอยู่สับสน
เต็มทั่วไปหมดทุกตะรางนิ้ว ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เขาบอกกับผมว่า "ชาวป่าแถบนี้เลี้ยงช้างกันมากจริงๆ นะ"
ผมก็บอกว่า "มันไม่ใช่ช้างเลี้ยงของชาวป่าหรอก แต่เป็นช้างไม่มีเจ้าของ ชนิดที่จะกระทืบนายเสียเมื่อไหร่ก็ได้"
ครั้งแรกเขาทำหน้าไม่เชื่อ จนกระทั่งมีเหตุการณ์ชนิดที่ทำให้ต้องออกแรงวิ่งกันเต็มเหยียด และยิงกันอย่างขนาดใหญ่นั่นแหละ
เขาถึงจะรู้ว่าอะไรมันคืออะไร และหลังจากนั้น ไม่ยอมเดินคู่กับใคร แต่จะมาเดินใกล้ผมอยู่เป็นประจำ
แบ็คบี้ เป็นเสือปืนเร็ว ที่ท่าชักปืนสวยเหมือนในหนัง แต่ถ้าจะต้องยิงจริงๆ แล้วผมไม่แน่ใจว่า เขาจะยิงอะไรได้ถูกหรือไม่
ครั้งหนึ่ง ระหว่างที่เราเดินไปด้วยกัน ในป่าไผ่ เสียงปล้องไม้ไผ่ที่ถูกความร้อนแผดเผา แตกระเบิดดังปัง เขาย่อตัวลงต่ำ
กระชากปืนสั้นซิงเกิ้ลแอ็คชั่นของเขาออกมา หน้าตาเลิ่กลั่ก จ้องปืนไปรอบๆ ตัว ผมแทบหัวเราะก๊ากถามว่า "นั่นนายทำอะไรวะ"
เขาก็ย้อนถามผมมาเสียงสั่นๆ ว่า "เสียงปืนดังมาจากไหน" ผมก็บอกว่า นั่นมันเสียงไม้ไผ่ระเบิดเพราะความร้อนระอุของป่า
พอรู้แจ้งดังนั้น แบ็คบี้ทำหน้ากระรี่กระราด สบถพำ แล้วก็ออกตัวกับผมว่าเวลาเดินในป่า เขาประสาทเสีย
เพราะเคยถูกลอบโจมตีจากพวกเวียดกงมาบ่อยๆ เผลอไป นึกว่าเดินอยู่ในป่าของเวียดนาม สมัยที่เขายังรบอยู่ที่นั่น
ผมได้ศัพท์อเมริกันอันเป็นสะแลงใหม่มาจากเขาคำหนึ่ง และไม่เคยเห็นอเมริกันคนไหนรู้เรื่องคือ "เม็ค ปับ-ปับ"
ถ้านายนี่บอกว่า "ลาสท์ไนท์ ไอ เม็ค ปั่บ-ปั่บ" ก็แปลว่า เขาได้ อย่างว่า มาเรียบร้อยแล้ว เมื่อคืนนี้ผมมาคิดดู
มันก็จริงอย่างเขาว่าเหมือนกัน คือ ถ้ามันหนักหน่วงรุนแรง มันก็ต้องดัง "ปั่บ-ปั่บ" อย่างเขาว่านั่นแหละ
จึงเป็นที่รู้กันสำหรับเขาว่า ถ้า "เม็ค ปั่บ-ปั่บ" เมื่อไหร่ละก็ หมายถึง อย่างว่า และนายนี่ก็ชอบเม็ค ปั่บ-ปั่บ เป็นที่ยิ่ง
ซึ่งก็เชื่อว่า คงไม่มีใครปฏิเสธเรื่อง "ปั่บ-ปั่บ" กันทุกคนในโลกของโลกียะนี้ใช่ไหม
จอห์น แบ็คบี้ มาเป็นตัวพันเอกคีธ ถึงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์
คริสติน่า
หวุดหวิดจะเป็นตัวเอกฝ่ายหญิงขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง ในเพชรพระอุมาภาค 2 และ 3 ถึงขนาดที่ท่านผู้อ่านที่เป็นสุภาพสตรี
ไม่ว่าจะวัยใด อาฆาตมาตรโทษผมมาอย่างแรงทีเดียวข้อที่ว่า ถ้าผมเขียนให้รพินทร์มีอะไรกับคริสติน่าละก็
นอกจากจะสาปแช่งผมแล้ว ก็จะแอนตี้ไม่ยอมอ่านเรื่องของผมอีกต่อไป เพราะพฤติการณ์ในเรื่องที่ดำเนินอยู่นั้น
มันหวาดเสียวล่อแหลมเข้าไปมากเหลือเกิน ซึ่งในที่สุด ก็กลายเป็นคุณธรรมอันประเสริฐอีกชนิดหนึ่ง
ของรพินทร์ที่เขาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับคริสเลย
โดยสัตย์จริง ผมเองก็ไม่ได้มีพล็อตหรือโครงแนวเรื่องไว้ก่อนเลยว่า จะต้องให้รพินทร์พลาดพลั้งอะไรลงไปกับคริส
แต่ก็เป็นอุบายในการเขียนชนิดหนึ่ง ที่ให้คุณผู้หญิงทั้งหลายหวาดเสียวเล่นเท่านั้น เป็นกลวิธีที่จะดึงดูด หลอกให้ติดตามอ่านไป
โดยไม่ทิ้งเสียก่อนกลางคัน เพื่อรอดูไปให้ตลอดว่า รพินทร์ จะมีอะไรกับคริสเกินเลยไปอย่างที่คิดกันหรือไม่
แต่ผมก็ไม่ยอมรับปาก ไม่ยอมบอกกับท่านผู้อ่าน (ที่เป็นสุภาพสตรีทั้งหลาย) เสียก่อน จนดูเหมือนกับว่า
ถ้ายังไม่ถึงบทดารินที่จะโผล่ออกมา คริสก็คือตัวละครสำคัญสำคัญฝ่ายหญิงนั่นเอง
มีตัวตนไหม สำหรับผู้หญิงคนนี้ ?
ทายผิดครับ (ถ้าท่านทาย) ไม่มีตัวตนหรอก ก็อย่างว่านั่นแหละ เก็บท่าทีของคนที่รู้จักคนโน้นนิด
คำพูดคำจาของคนนี้หน่อย อารมณ์ของคนนู้นมั่ง หน้าตาของคนโน้นมั่ง นำมาเคล้าผสมรวมกันได้ 50 เปอร์เซ็นต์
จากบรรดาพวกเพื่อนๆ ต่างชาติที่เป็นผู้หญิงทั้งหลาย แล้วก็คิดฝันปั้นแต่งขึ้นเองอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ผู้หญิงอย่างคริส
เชื่อว่ามีตัวจริงอยู่ในโลกนี้บ้างเหมือนกันครับ แต่ที่ผมพบมานั้น ยังไม่เหมือนกับที่วาดออกมา จึงขอบอกว่าเป็นจินตนาการขึ้นเท่านั้น
ตัวละครในเรื่อง ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีตัวตนจริงขึ้นมาเป็นแบบให้ทั้งหมดหรอก ม่ายงั้นนักประพันธ์เหนื่อยตาย
กว่าจะไปแสวงหาตัวจริงมาเป็นแบบได้ และคงต้องเปลืองเงินเปลืองแรงสารพัด ดีไม่ดีเมียจับได้เดือดร้อนอีกแม๊ะ
แฮ่ๆ จึงขอยืนยันอีกครั้งว่า คริสติน่า กรูบิล เป็นตัวที่คิดฝันขึ้นคร้าบ ให้ตกน้ำป๋อมแป๋มซิเอ้า!
อิสซาเบล
แจกแจงตัวละครที่เป็นผู้ชายนี่ แจกให้ละเอียดดีเหลือเกิน แต่ถึงตัวละครฝ่ายหญิงให้อึดอัดประดักประเดิดอย่างไรชอบกล
มันมีแต่เข้าเนื้อนะเนี่ย เอายังไงดีล่ะ ? บอกว่าเป็นตัวสมมติขึ้นดีแม๊ะ ? เพราะความจริงผมก็ไม่ได้มีโอกาสไปรู้จักบรรดาแม่ผมแดง
ผมทอง หรือผมสีเงินสักกี่คนหรอก ในยุคที่ยังเป็นเพลย์บอย เที่ยวเตร่กลางคืนอยู่
ก็ตั้งร่วม 30 ปีมาแล้วละครับ ว่าเข้านั่น ที่ราตรีสโมสรชื่อ "นาทูริสต์" ซึ่งเคยตั้งอยู่แถวๆ หัวมุมถนนสาธรนั่นแหละ
นักเที่ยวสมัยนั้นคงรู้จักดี ที่นั่น ผมคิดว่าอยากจะรู้จักนักร้องโชว์ที่ทางสโมสร เขาสั่งตรงมาจากอังกฤษสักคนหนึ่ง
ชื่ออะไรก็ลืมไปแล้ว ตาดำ ผมดำ มีเสน่ห์เหมือนคนทางเอเชีย รูปร่างกระทัดรัดดี สวยจัดด้วย แต่ซวยจริงๆ
แม่เพื่อนสาวของหล่อนที่เป็นอเมริกัน ซึ่งผมจำชื่อได้ว่า ชื่อ อิสซาเบล ผมสีแดง (ไม่ทราบย้อมหรือเปล่า) เป็นนักเล่นสเก็ต
แบบล้อเลื่อนในลีลาประกอบเพลง ผ่ามาเป็นตัวสกันเสียนี่ หล่อนเสือก สอด และแทรกแซงอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่เพื่อนของหล่อนติ๋ม สงบเสงี่ยม เวลาหัวเราะที หน้าอกหน้าใจขนาด 37 นิ้ว ของหล่อนกระเพื่อมไปหมด
ผมพยายามพูดกับแม่ผมดำ แต่แม่ผมแดงสอดขั้นกลางทุกทีเทียว ไปเที่ยวด้วยกันสามคน แม่ผมแดงก็ดันผ่านั่งขั้นกลาง
กระแซะชิดเสียงั้นแหละ
หล่อนมีอะไรต่ออะไรเหมือนอิสซาเบลในเรื่อง ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ในเรื่องนิยายนั้น อิสซาเบล
มีวุฒิเป็นถึงแพทย์ แต่แม่นี่ เป็นนักเต้นระบำสเก็ต ฟลอร์โชว์ที่เร่แสดงไปตามคลับในซีกโลกอันเด้อร์ดีเวลล็อป ทั้งหลาย
และในที่สุด ระยะ 2 เดือนเต็ม ที่คณะแสดงของหล่อนทำสัญญาอยู่ในประเทศไทย ผมก็เลยจำเป็นต้องเป็นเพื่อนสนิทของแม่ผมแดงไป
แทนที่จะเป็นแม่ผมดำตามที่หมายมั่นเอาไว้ โธ่ ฝรั่งผมดำ-ตาดำ ผิวเป็นไข่ปอก เข้าเทสต์ของผมอยู่แล้ว เพราะหายากจะตาย
แม่ผมดำสู้เพื่อนไม่ได้ครับ ต้องถอย และในที่สุด ระหว่างแม่ผมดำกับผม ก็เพียงแค่เป็นแฟนฟังเพลงกันเท่านั้น
หล่อนก็คงจะรำคาญเพื่อนของหล่อนอยู่เหมือนกัน เลยครั้งที่สี่ที่ห้า นัดไม่ยอมไปด้วยอีกแล้ว ปล่อยให้แม่ผมแดงไปคนเดียว
ผมก็ได้แต่ตาเหลือกหายใจไม่ออก เพราะอกภูเขาของหล่อนยังปิดรูจมูกผมหมด เกือบตายอยู่ร่วมสองเดือน
จนกระทั่งคณะของหล่อนหมดสัญญาย้ายไปโชว์ที่สิงคโปร์ต่อ และไม่ได้พบกันอีกตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้
และตอนที่ยังเที่ยวอยู่กับผม คนอื่นๆ ไปรับ หล่อนก็โดดขึ้นรถไปด้วยเหมือนกัน ใช่จะไปกับผมคนเดียวเมื่อไหร่
เหมือนอิสซาเบลในเรื่องไม่มีผิด ถึงลูกถึงคนตลอดเวลา เวลานั่งดูหนัง หล่อนวางมือบนหน้าตักผม
แทนที่ผมจะเป็นฝ่ายวางไว้บนหล่อน ผมได้แม่แบบของอิสซาเบล ในนิสัยใจคอหมดทุกอย่าง รวมทั้งอากัปกิริยา
จะพูดจะจา เพียงแต่ยังไม่เคยชวนออกป่าล่าสัตว์ด้วยกันเท่านั้น เลยไม่รู้ว่า หล่อนจะเดินป่าไหวไหม แต่ก็สมมติเอาว่า
มีตัวหล่อนเดินป่าไปกับคณะของรพินทร์ด้วย และมีบทบาทคอยแทรกแซงอยู่ด้วยตลอดเวลาเหมือนกับสรุปว่า
หน้าด้านและเข้าคลุกวงในมากกว่า
ป่านนี้ไม่ทราบไปเป็น มาม่าซัง อยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้
.
เชิดวุธ
ผมรู้จักนายทหารคนนี้ มาตั้งแต่เขายังเป็นร้อยโท ตอนนั้นยังประจำอยู่กรมสรรพาวุธกระมัง
เป็นนายทหารหนุ่มรูปหล่อ ตามีเสน่ห์เก๋ไก๋ อย่าบอกใครเชียว และเป็นคนเดียวกับที่ยกโรงงานปืน เอช.เค.
จากเยอรมันเข้ามาตั้งไว้ในประเทศไทย!!
ให้ตายเถอะครับ จนป่านนี้ เจ้าตัวก็ยังหารู้ตัวไม่ ว่าผมได้ถ่ายทอดเอาอากัปกิริยา, อุปนิสัยใจคอของเขา
ใส่ลงไปในตัว พ.ต.เชิดวุธ เต็มเปาเลย ดันผ่ามาบ่น (มีเขาอยู่ด้วยคนนึง) ว่าเรื่องเพชรพระอุมา มันแสนยาวหลายไมล์
ตัวเองอ่านมาตั้งแต่หนุ่มจนเกือบแก่ (ครั้นอ่านแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นตัวเองซะอีกด้วยซิ)
จากยศร้อยโท ที่เริ่มจำลองแบบมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ยศเป็น พันเอกแล้ว เพชรพระอุมาก็จบลงพอดี
อยากจะเขียนจนนายทหารผู้นี้ยศถึงพลเอก ก็เกรงใจท่านผู้อ่านอื่นๆ เป็นอย่างยิ่ง และตัวเขาเองก็จะยิ่งบ่นมากกว่าใคร
เขียนบอกมาแค่นี้แล้ว ถ้าท่านผู้อ่านยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ก็ให้ถามไปทางคอลัมน์ยุทธภัณฑ์จากยุทธภูมิ
เถิดครับ ตอนนี้คงนั่งสำลักอยู่แล้ว แล้วคอยฟังพ่อร้องจ๊ากมาซิ
เป็นอันจบเรื่องราวของเบื้องหลังการเขียนนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา เพียงแค่นี้แหละครับ
ขอความเจริญจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน สวีดัด แปลว่าสวัสดี
- ปัจฉิมล่าสุดของเพชรพระอุมา
พิมพ์ข้อความเหล่านี้จบไปหยกๆ นี่แหละครับ กำลังจะส่งต้นฉบับโรงพิมพ์อยู่รอมร่อ ก็บังเอิ๊ญ-บังเอิญ
ฉีกจดหมายแฟนปืนฉบับหนึ่งเข้าพอดี คือ คุณสมพงษ์ โลหะพจน์พิสาศ เขียนมาจากแดนตองเหลือง จังหวัดน่านโน่นแน่ะ
สั่งกำชับมาสั้นๆ ว่า คาแร็คเต้อร์ของตัวละครแต่ละตัว จะสมบูรณ์แบบไปไม่ได้ ถ้าขาดเจ้าส่างปา (ขี้ลิง) ไปเสียคนหนึ่ง
โดยไม่เอ่ยถึงเลย โดยอ้างว่า เจ้าขี้ลิงของมาเรียตัวนี้ ก็สำคัญไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน เพราะนอกจากจะเป็นตัวละครตามนาง (มาเรีย) แล้ว
ก็ยังมีบทบาทสำคัญ ช่วยชีวิตแงชายไว้ได้ในครั้งหนึ่ง ซ้ำปัจจุบัน ก็ยังเป็นถึง ฯพณฯ ท่าน มรว.สาธารณสุขประจำประเทศสารขัณฑ์
เอ๊ย! ประเทศมรกตอันยิ่งใหญ่ จะละเลยเสียก็กระไรอยู่ อย่างน้อยก็ขอให้บอกถึงความเป็นมาเสียหน่อยปะไร
หรือว่าเป็นตัวสมมติขึ้นมาเองก็เอาครับ
เรื่องเพชรพระอุมานี้ ไหนๆ บรรดาแฟนๆ นักอ่านก็ช่วยผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ไม่ว่าจะพลั้งพลาดเรื่องอะไร ก็จะจดหมาย โทรศัพท์ หรือใช้ปากเตือนมาให้ทราบเสมอ ผมจะละเลยความตั้งใจดีของท่านผู้อ่านเสีย
ก็จะว่าไม่รักกันจริง
ความเป็นมาของส่างป่า (ที่ผมเห็นแต่แรกว่าไม่สำคัญ และไม่เอ่ยถึง) ก็มีอยู่ว่า ที่ท่าขี้เหล็ก ติดกับแม่สาย
เหนือสุดของประเทศไทย ล้ำเข้าไปในแดนพม่า อันเป็นถิ่นของไทยใหญ่ ผมไปพบเจ้าส่างเข้าที่นั่น มันจะชื่อเต็มว่าอย่างไรผมไม่ทราบ
เรียกกันว่า "ไอ้ส่าง" ไม่ได้เป็นเผ่าตองสูอย่างในเรื่องหรอก แต่น่าจะเป็นพวกเงี้ยวเสียมากกว่าหน้าตาท่าทางของเสือนี่ ซื่อบื้อ
บริสุทธิ์ดีเหลือเกิน ฝีมือคลึงฝิ่นรนไฟ และ "จิ้มกล้อง" มือหนึ่งเลย ผมข้ามฟากไปคบหาสมาคมในวงสิงห์นิยมควัน
โดยมีเจ้าส่างเป็นคน "จิ้มกล้อง" ให้อยู่สองอาทิตย์เต็มๆ ในยุคที่เคยไปเป็นเพื่อนพี่ชาย เพื่อดักจับฝิ่น
(จับในเขตไทยนะครับนอกเขตไปแล้ว เราแอบไปสูบกันเป็นที่สนุกสนานในยุคหลังจอมพลสฤษดิ์ ประกาศเลิกฝิ่นเล็กน้อย)
ส่าง หน้าตามันตลกดี เคยเป็นพรานเก่า ยิงหมูป่ายังไงไม่ทราบ (ในอดีต) ปรากฏว่าไม่ได้ตัวหมู แต่ "จู๋"
ของเจ้าส่างหายติดปากหมูไปด้วย ส่างก็เลยเป็นคุณด้วน ไม่ยุ่งกับผู้หญิงคนไหนมาอีกเลยนับแต่นั้น เป็นคนทื่อมะลือลูกกะตาบ้องแบ๊ว ผิดไปจากพวกชาวป่าทั้งหลายทั้งปวงที่ผมเคยพบเห็นมา นิสัยซื่อตรงและรับใช้ได้ดีมาก
มีกิติศัพท์จากปากคำคนละแวกนั้นหลายคนยืนยันว่า เจ้าส่างเป็นหมองูพิษชั้นหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนั้น เป็นที่ปรากฏลือชื่อโดยมียาแท่งอยู่แท่งหนึ่ง ใครถูกงูกัด หรือสัตว์มีพิษกัด ไม่ว่าพิษจะร้ายแรงขนาดไหน ส่างจะบริกรรม แล้วเอาแท่งยานั้นลงแช่ในขันน้ำสะอาด สักครู่หนึ่งก็จะเอาขึ้นมาปิดที่ปากแผล
และวนเวียนทำอยู่เช่นนี้ 3-4 รอบ จนกว่าแท่งยานั้น จะไม่ดูดติดแผล (เหมือนที่ส่างปาทำให้ตัวละครในเพชรพระอุมานั่นแหละ)
ซึ่งพิษร้ายก็จะถูกดูดออกหมดสิ้น ช่วยให้คนรอดชีวิตได้ นี่เป็นเสียงที่บอกเล่ากันมาให้ฟังเท่านั้นนะครับ
เพราะผมซักถามอะไรเจ้าส่าง ก็ไม่เห็นมันพูดอะไร นอกจากพยักหน้าหงึกๆ (ซึ่งไม่ว่าใครจะพูดอะไร
มันก็พยักหน้าทั้งนั้น แม้จะขู่ว่าจะเตะมันก็ตาม)
เจ้าส่าง ที่ท่าขี้เหล็ก ที่พบในหมู่บ้านอันเป็นกระต๊อบปลูกอยู่ริ่มฝั่งของแม่สายนี่แหละครับ
ที่ผมนึกถึงบุคคลิกท่าทางของมันได้ ก็เลยฉวยเอามาเป็น "ส่างปาขี้ลิง" เสียเลย เพราะตอนที่ผมพบมัน
ผมก็ตั้งสมญานามของมันรู้กันในหมู่พวกเราแล้วว่า "ไอ้ขี้ลิง" เพราะมันไม่เอาไหนเลยจริงๆ
(ความจริงเอา คือ "พยักหน้า" กับทุกคน แม้แต่คนที่กำลังจะเตะมันก็ตาม และถูกเตะแล้วก็ยังไม่สู้
ไม่ทำอะไรตอบแทนเขาอีกด้วย นอกจากพยักหน้าบ่นอะไรงึมงำ ของมันไปตามเรื่อง)
คราวนี้คงจะสมบูรณ์ หมดสิ้นทุกกระแสความแล้วนะครับ สวัสดีอีกครั้ง "พนมเทียน" จะมาพบท่านใหม่ในเร็วๆ นี้
ถ้าแม้ว่ายังหัวตัน คิดแต่งเรื่องอะไรไม่ได้ ก็จะมาคุยอะไรให้ท่านฟังไปตามเรื่องตามอารมณ์พลางๆ ก่อน
ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่า ในฉบับหน้า จะคุยอะไรกับท่านผู้เปรียบเสมือนมิตรอันสนิทที่สุด
ซึ่งได้ติดตามงานเขียนมาทุกระยะ
..
|