อินไซด์เพชรพระอุมา

ฉบับที่ -294-

  • ที่มาของตัวละครในเรื่อง

ตัวละครในนวนิยายเรื่องนี้ ดังที่ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ดีอยู่แล้ว นอกจากตัว พรานรพินทร์ อันเป็นตัวยืนเรื่องก็ประกอบขึ้นด้วยบุคคลสองคณะ คือคณะแรกก็มี ดาริน, เชษฐา, อนุชา, ไชยยันต์, มาเรีย, แงชาย, หนานอิน และคะหยิ่น (ภาคแรก)

ส่วนตัวละครชุดสอง ก็ประกอบด้วย สแตนลีย์, คีธ, เชิดวุธ, คริสติน่า และอิสซาเบล (ภาคสองและภาคสาม)

สำหรับพรานสี่คนของรพินทร์ อันประกอบด้วย บุญคำ, จัน, เกิด, เส่ย นั้น เป็นตัวยืนพื้นที่เข้ามาร่วม มีบทบาทสำคัญอยู่ทั้งในภาคแรก ภาคสอง และภาคสามโดยตลอด

นอกเหนือจากนี้ไปแล้ว ถือได้ว่าเป็นเพียงแค่ตัวประกอบเท่านั้น ไม่มีบทบาทอะไรมากนัก เพียงแค่เอ่ยอ้างถึง หรือผ่านๆ ไปเท่านั้น

ทั้ง 18 บุคคลในเรื่องมีลักษณะ บุคลิกภาพ และอุปนิสัยใจคอที่เห็นเด่นชัดกันไปคนละแบบ และอาจปรากฏเด่นชัดขึ้นจนสามารถจะหลับตามองเห็นภาพได้ในแต่ละคน ตามที่ผมต้องการจะให้ท่านผู้อ่านได้จินตภาพขึ้นมาได้ และดูราวกับว่า แม้จะไม่เอ่ยชื่อของทั้ง 18 บุคคลเหล่านี้ขึ้นเลย ถ้าบอกถึงพฤติกรรมของเขา ลักษณะท่าทีของเขา หรือคำพูดคำจาของเขาให้ท่านได้เห็น (อ่าน) ท่านก็แทบจะทายได้ถูกในทันทีว่า บุคคลผู้นั้นคือใคร ถ้าท่านอ่านโดยตลอด ก็จะรู้สึกว่าท่านได้รู้จักคุ้นเคยกับบุคคลเหล่านี้ได้ดีที่สุด จำบุคคลิกท่าทีอากัปกริยาของเขาเหล่านี้ได้หมดแทบทุกคน

มีท่านผู้อ่านเป็นส่วนใหญ่ถามผมมาเป็นเวลานานแล้วว่า ตัวละครเหล่านี้ ผมสร้างให้มีชีวิตจิตใจ (ในหนังสือ) ขึ้นมาได้อย่างไร จินตนาการคิดขึ้นมาเอง หรือว่าจำลองแบบจากบุคคลที่มีชีวิตจริงมาจากที่ใดบ้าง ?

ผมกำลังจะเปิดเผยให้ทราบอยู่เดี๋ยวนี้

รพินทร์ ไพรวัลย์
โปรดอย่านึกว่า ผมจะถ่ายทอดตัวเองลงไปในตัวละครตัวนี้ ไม่ใช่ครับ!… แม้ว่าอุดมคติหรือความรู้สึกนึกคิดบางส่วนอาจจะมาจากตัวผมเองบ้างก็ตาม

ผมมีเพื่อนรุ่นพี่อยู่คนหนึ่ง เราคบกันมานานแล้ว ทั้งในป่าคอนกรีต และป่าดงพงรก เราออกป่าล่าสัตว์ด้วยกันหลายครั้ง จนนับไม่ถ้วน รูปร่างของเขาผอมสูง ค่อนข้างจะโย่งทีเดียว จนผมเรียกเขาว่า "นายโย่ง หอกยาว" บุคคลผู้นี้ก็คือ ฉัตร พงษ์สุชาติ หรือเชิด วรชาติ ที่ผมเอ่ยถึงไว้ในเรื่องราวการใช้ชีวิตจริงอยู่ในป่าของผมตามสารคดี เรื่อง "ไอ้ดำมหากาฬ" และ "ไอ้ลายที่บางลาง" มือนี้ เป็นมือล่าที่เฉียบขาดมาก ถ้ากระสุนเขาลั่นหนึ่งนัด ก็แปลว่าสัตว์จะต้องจบสิ้นชีวิตลงหนึ่งตัว ถ้าไม่ได้เป้าหมายสำคัญจริงๆ แล้ว เขาจะไม่บุ่มบ่าม หรือรีบร้อนยิงเป็นอันขาด กระสุนทุกนัดของเขา มีค่ายิ่ง และใจเย็นที่สุดในการล่าสัตว์ทุกชนิด มีความชำนาญในการเดินป่าสืบทอดมาตามสายเลือด ทางบรรพบุรุษของเขา เป็นคนพูดน้อย เงียบขรึมและหน้าตายเป็นท่อนหินอยู่ตลอดเวลา เวลาเดินป่าอยู่ด้วยกัน เขายิ่งเป็นใบ้ไปเลย คือไม่มีการใช้คำพูดใดๆ ทั้งสิ้น อย่างมากก็จะทำสัญญาณด้วยมือ จะถามอะไรก็ไม่พูดไม่บอก เราเดินอยู่กับเขาหรือล่าร่วมกับเขา จะต้องสำเหนียกเอาเอง ขณะที่เดินท่อมๆ อยู่กลางป่า ก่อนจะตัดทางด่านแยก เข้าไปด้านใดผมเห็นเขาหยุด เหมือนจะภาวนาอะไรอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วหักกิ่งไม้เล็กๆ พับไว้ ผมรู้ดีว่านั่นเป็นการสะกดป่าของเขา แต่ผมก็ไม่เคยถามว่าเขาทำอะไร และผมก็ไม่เคยทำแบบเขาเช่นนั้น เพราะผมก็มีกรรมวิธีของผมไปอีกอย่างหนึ่ง จะอย่างไรก็ตาม การหักกิ่งไม้เล็กๆ พับไว้ของเขา มันก็ดีไปอย่างหนึ่ง เพราะอย่างน้อย มันก็เป็นสัญญาณให้เรารู้ได้ว่าเราเริ่มต้นแยกทางตรงตำแหน่งนั้น สมมติว่าเราหลงและบังเอิญเดินย้อนกลับ ผ่านมาที่เก่าโดยไม่รู้ตัว

ผมพิจารณาดูบุคคลิกของเขา ในเวลาเดินป่าอยู่ด้วยกัน ด้วยความขันๆ และนึกทึ่งอยู่ในใจ ขณะที่เราเดินป่าอยู่ด้วยกันนั้นผมมักจะเป็นคนทำให้ "ป่าแตก" อยู่เสมอ ถ้าไม่เดินเดินทำเสียงดังก็มักจะยิงมากกว่าหนึ่งนัด เพราะผมเป็นคนมือไวใจเร็วอยู่แล้ว ต่างกับเขาที่สงบเยือกเย็นและหวังผลเลิศเวลาผมยิงสัตว์อะไรบาดเจ็บเตลิดหนีไป โดยเอาตัวไม่อยู่ระหว่างที่เดินคู่อยู่กับเขา เขาจะไม่ว่าอะไรนอกจากส่ายหัวช้าๆ แล้วมักยกหลังมือขึ้นป้ายเหงื่อบนปลายจมูก อากัปกริยา อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเขาส่วนใหญ่เหล่านี้ ผมคิดไว้ในใจนานแล้วว่า จะต้องเอามาใส่ไว้ในตัวละครสักตัวหนึ่ง ถ้าเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับป่า และมันก็ได้ถ่ายทอดมาเป็นบุคคลิกประจำตัวของรพินทร์ ไพรวัลย์ อย่างชนิดก๊อปปี้แบบมาเลย ผมเอาเขาเฉพาะอากัปกริยาท่าทีของเขาเท่านั้น

ส่วนในด้านอุปนิสัยใจคอ อุดมคติความรู้สึกนึกคิดของตัวรพินทร์นั้น เป็นสิ่งที่ผมกำหนดขึ้นเอง ว่าตัวเอกของเรื่อง ควรจะมีคุณลักษณะของมโนธรรม คุณธรรม และมนุษยธรรมอย่างนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวของเรื่อง ที่วางเค้าโครงเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และก็ไม่ใช่ตัวผมเองด้วย เพราะผมคงไม่เป็นคนมีคุณธรรมถึงขนาดนั้น แต่ผมบูชาในเรื่องมนุษยธรรมมาก ตัวเองจะปฏิบัติได้แค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อยากจะให้ตัวเอกของเรื่องที่ตนเองแต่งขึ้นนั้น เต็มไปด้วยมนุษยธรรม ซึ่งบางทีลักษณะข้อนี้ก็ไปซ้ำๆ กับตัวละครในเรื่องอื่นๆ ของผมเองด้วย โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้

ก็เป็นอันว่า รพินทร์ ไพรวัลย์ มีตัวอย่างจำลองแบบมาจากคนจริงแล้วนะครับโดยเข้าไป ทำไมผมจึงกำหนดให้รพินทร์เป็นชายร่างแกร่งเกร็งค่อนข้างเล็ก ? นี่เป็นเจตนาโดยตรงที่จะให้ลักษณะรูปร่างของเขา ค้านกับความสามารถ พรานผู้เก่งกล้าสามารถ มีใจประดุจเหล็กเพชร ไม่จำเป็นจะต้องสูงใหญ่ไหล่กว้างเสมอไป เพื่อว่าฝีมือของเขาจะได้แลดูสวนทางกับขนาดรูปร่าง พระเอกเรื่องบู๊ของผมทุกเรื่อง ตัวโตๆ กันทั้งนั้น ก็อยากจะให้พระเอกในเรื่องนี้ตัวเล็กๆ เพรียวๆ ดูบ้าง เพื่อให้เป็นจุดเด่นพิเศษ ชื่อ "รพินทร์" ก็เหมือนกัน กว่าจะคิดตั้งออกมาได้ ใช้เวลาตั้ง 7-8 วัน ที่จะเฟ้นหาชื่อ ซึ่งผมต้องการให้กระแสเสียงของนามนั้น ฟังดูอ่อนนุ่มละมุนละไมในขณะที่ก็ไม่เชยเอาเสียทีเดียว เพื่อมันจะได้ไปค้านกับพฤติการณ์อันเข้มแข็ง เฉียบขาดของเขาในระหว่างปฏิบัติการอยู่กลางป่า ผมยอมรับว่ากว่าจะคิดตั้งชื่อพระเอกในเรื่องนี้ได้ คิดหัวแทบแตก ทั้งๆ ที่พล็อตมีอยู่แล้ว ก็ยังไม่กล้าลงมือเขียน จนกว่าจะสรรหาชื่อออกมาได้
และนี่ก็คือที่มาของตัวเอก ฝ่ายชายของเรื่องนี้

ดาริน วราฤทธิ์
ผมไม่คิดว่าจะมีสุภาพสตรีคนใด ที่มีความเก่งกล้าสามารถในการเดินป่าได้อย่างนี้หรอกครับ !

เพราะฉะนั้น องค์ประกอบของความเป็น ดาริน วราฤทธิ์ จึงมาจากจินตนาการคิดแต่งเองขึ้นทั้งหมด แม้ว่าบุคคลิกความสามารถในบางอย่างบางประการ จะมาจากสุภาพสตรีที่ผมเคยคบหาสมาคมกันในฐานะเพื่อนมาบ้าง โดยหยิบเอาของคนโน้นนิด คนนี้หน่อยเข้ามาผสมไว้ในตัวดาริน ไม่ว่าจะด้านความสามารถในการยิงไรเฟิลแรงสูง ด้านความรู้ความสามารถในวิชาแพทย์ มานุษยวิทยา โบราณศาสตร์ และอุปนิสัยใจคอที่โลดโผนโจนทะยาน มักจะเอาแต่ในตัวเอง แต่เด็ดเดี่ยวมั่นคงในความรัก ประกอบกับความเมตตากรุณาที่มีอยู่ประจำใจ ผมยอมรับว่าได้ดึง หรือเก็บเอามาจากสุภาพสตรีหลายๆ คน ที่มีคุณสมบัติต่างๆ กันเท่าที่พบเห็น เข้ามาไว้ในตัว ดาริน วราฤทธิ์

จากประสบการณ์ที่ได้รู้จักพบเห็นสัมผัสกับสตรีมาเป็นจำนวนมาก "ดาริน" ทั้งตัวนะไม่มีหรอกครับ มีแต่บุคคลิกหรือคุณลักษณะ (หรือโทษลักษณะก็ตาม) ในแต่ละประเทศที่มาจากคนที่เคยรู้จักพบเห็นหลายๆ คนก็เรียกว่าเก็บของคนโน้นนิด เก็บของคนนี้หน่อย (ซึ่งผมไม่อาจเอ่ยนามของเธอแต่ละคนได้ - โดยมารยาท) เข้ามารวมๆ กันไว้ นางเอกของเรื่องนั้น

จะว่าเป็นนางที่คิดฝันขึ้นมาเองก็น่าจะถูกต้อง แต่ก็เป็นการคิดฝันที่ได้มาจากหลายๆ ต้นแบบที่มีตัวจริงอยู่บ้างเหมือนกัน ทว่านำมาปะปนกันมากมายหลายๆ คนเหลือเกิน กว่าจะได้ตัว "ดาริน" ขึ้นมาได้ แพทย์หญิงจริงๆ ก็มี, นักเดินอยู่แถวๆ ชายป่า (อันเป็นผู้หญิง) ก็มี, สาวผู้สูงศักดิ์ หรือสาวนักแสดง, สาวนักธุรกิจ, นักเดินแบบ, ครูอาจารย์ หลากหลายฐานะอาชีพ ไม่น้อยกว่า 6-7 คน ที่นำเอาเข้ามารวมกันไว้ในตัวละครตัวเดียว สรุปก็คือ "แม่แบบ" แท้ๆ ไม่มีครับ และจะไม่มีผู้หญิงอย่าง ดาริน วราฤทธิ์ นอกจากในนวนิยายเท่านั้น

โล่งอกไปที ที่บอกความจริงในเรื่องนี้ไปเสียได้คราวนี้ ไม่ต้องให้เป็นที่ติดข้องใจใครอีก – ตัวละครสมมติขึ้น !!

แงชาย หรือจักรราช
รายนี้พระเอกทั้งตัว รูปก็งามราวกับเทพบุตร ฝีมือ สติปัญญาเหลี่ยมคูชั้นเชิง ก็เป็นเลิศ จะไปหาตัวจริงมาจากที่ไหนครับ ถ้าไม่ "ปั้น" ขึ้นมาเองทั้งแท่ง แงชายเป็นตัวละครในจินตนาการคิดแต่งขึ้นอย่างแท้จริง ไม่มีภาพจำลองจากไหนมาให้ดู นอกจากภาพปั้นของบรรดาเทพบุตรกรีกทั้งหลาย โดยเลือกเอาองค์ที่หล่อที่สุด (นาซิสซัส ?) แล้วก็สอดใส่วิญญาณออกมาให้เต้นตามบทไป เพื่อให้ท่านเกิดจินตนาการขึ้นตามภาพพจน์ รายนี้ ถ้าท่านผู้อ่านได้เห็นคำพูดในประโยคที่ว่า "พระธุดงค์องค์ที่เลี้ยงผมมา ท่านสอนไว้ว่า…." เมื่อไหร่ท่านก็จะต้องรู้ในทันที โดยไม่ต้องบรรยายภาพประกอบว่า ตัวละครที่จะพูดดังนี้ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "แงชาย" และจะมีบุคคลิกภาพไปซ้ำกับตัวละครของผมเองในเรื่องไหนอีก ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ถ้าไปซ้ำตัวไหนเรื่องใด ผมก็ขายหน้า เพราะตั้งใจบรรจงวาดไว้แล้ว ที่จะไม่ให้ซ้ำกับตัวอื่นๆ ในเรื่องใดทั้งสิ้น

เชษฐา
มีเพื่อนรุ่นพี่ใหญ่ของผมอีกคน ที่มีนิสัยรักชอบในการเดินป่า แต่รายนี้ไม่ชอบยิงสัตว์ คือตัวเองชอบลำบากในการเดินป่าแบบทรมานบันเทิง และไปหาที่สงบๆ เพื่อดื่มเหล้า เปลี่ยนบรรยากาศเท่านั้น เป็นคนมองโลกในแง่ดี ยิ้มง่าย เป็นกันเองกับเพื่อนฝูงทุกคน เผื่อแผ่และใจสปอร์ตมาก ประกอบกับความคิดอ่านสุขุม รอบคอบ ไม่เคยทำอะไรที่บุ่มบ่าม มีไรเฟิลแทบทุกขนาดทุกชนิด และชอบให้คนอื่นยืมใช้เสียมากกว่าตนจะคิดทำปานาติบาตเอง

ท่านผู้นี้คือ คุณอุดม จุลเสวก อดีตนายด่านศุลกากร ผมได้แบบจากท่านผู้นี้มากว่าครึ่งในการที่จะสมมติตัว เชษฐา วราฤทธิ์ ขึ้นมา

อนุชา
คุณอุดม จุลเสวก มีน้องชายนักเดินป่าอยู่คนหนึ่ง ชื่อ อุดร จุลเสวก รุ่นโตกว่าผมหน่อยหนึ่ง แต่คงไม่ห่างกันมากนัก รายนี้เป็นนักบุกดง นักสำรวจอย่างแท้จริง ใครเขาร่ำลือว่าป่าที่ไหนมีอะไรพิสดารแปลก เขาจะต้องบุกด้นดั้นไปให้ถึงเสมอ เพื่อขอพิสูจน์ให้เห็นกับตา และเป็นมือล่าสัตว์โดยตรง โผงผาง เปิดเผย แต่ใจร้อน เขามีลักษณะที่ค้านกับพี่ชายออกไป

ผมคิดว่าเขาควรจะเป็น อนุชา ได้ จึงถ่ายทอดอุปนิสัยใจคอบางส่วนของเขาออกมาในเรื่อง

ไชยยันต์
นี่ก็เป็นเพื่อนประเภทชอบในการ "ทรมานบันเทิง" หัวหกก้นขวิดกับผมมาอีกคนหนึ่งเป็นช่างซ่อมรถยนต์ และเป็นเจ้าของอู่รถ ชื่อยง (นามสกุลอะไรผมขออภัยที่จำไม่ได้) เที่ยวหัวราน้ำมาด้วยกัน ตั้งแต่สมัยอยู่ทางภาคใต้ เช้าปีนน้ำตกอยู่ด้วยกัน ตกเที่ยงก็เอาเรือออกไปตระเวนหาจระเข้ (ตามที่ชาวบ้านบอกมาว่ามันลอยตัวขึ้นที่โน่นที่นี่) พอหาจระเข้ไม่พบก็เลยช่วยกันสอยเอาค้างคาวแม่ไก่ มาพวงใหญ่ พอตกบ่ายจัดๆ ก็ใช้เรือเร็วลำเดียวกันออกยิงกาน้ำในทะเล วันเดียวกันนั่นเอง พอถึงเวลาค่ำคืน ก็ห้อรถจากปัตตานี ไปตระเวนราตรีอยู่แถวยะลา บุกอยู่ตามโรงแรม ยงเป็นนักยิงปืนมือดีทั้งสั้นและยาว แต่ค่อนข้างจะตึงตัง โครมคราม และชอบทำป่าแตกยิ่งกว่าผมเสียอีก เขาเป็นเพื่อนเดินป่าและเดินตามโรงแรมกับผมสมัยที่ยังอยู่ภาคใต้เท่านั้น ผมหลับตาเห็นอากัปกริยาของเขา ในขณะที่เขียนถึงนายทหารไชยยันต์ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้เป็นนายทหาร

พรานบุญคำ
รายนี้ตัวจริงทั้งแท่งเลยครับ จากอดีตพรานป่าในภาคกลาง ไปเป็นหัวหน้าคนงานตัดไม้หมอนรถไฟ ให้แก่สัมปทานของอาผม ที่อยู่อำเภอสุไหงปาดี เมื่อ 30 กว่าปีก่อนนี้ ในยุคที่ผมยังเพิ่งจะฝึกเข้าป่าใหญ่ แกชื่อ "ตาคำ" ผอมเกร็ง ร่างเล็ก ตัวงอๆ แต่ปราดเปรียวยิ่งกว่าลิงลม อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า แกเป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา และยอดสัปดี้สีปะดน พูดจาอะไรสองแง่สองมุมอยู่เสมอ

ทุกครั้งที่ผมลงไปเยี่ยมอา (คุณสำราญ สุขุม) ที่สุไหงปาดี ผมต้องออกป่าล่าสัตว์กับแกทุกครั้ง หัวแกหยิกขอด้วยเส้นผม ดูเหมือนไม่เคยสระผมทั้งปี ฟันก็ไม่เคยสี แกบอกว่าสีฟันไปทำไม ทำให้ฟันสึกกร่อนเปล่าๆ พูดคำว่า "กับ" ไม่เป็น จะใช้คำว่า "ก๊ะ" แทน เรียก "ฝรั่ง" ด้วยคำสำเนียงเพี้ยนๆ ของแกว่า "ไอ้ฟารั้ง" ทุกครั้ง อันเป็นสำเนียงเมืองกาญจน์ รายนี้ไม่ต้องจินตนาการแต่งเติมเสริมต่ออะไรเลยครับ หลับตามองไปที่ตัวแก แล้วก็ชลอเอามาใส่ไว้เป็นตัวพรานเฒ่าบุญคำ ได้สนิทแนบเนียน เป๊ะเลย

เวทย์มนต์คาถาในทางพราน และทางหมอผีไสยศาสตร์ของแกมีเยอะ แต่บางขณะก็เคยเผ่นหนีสิ่งอาถรรพณ์ร้ายๆ ในป่า ชนิดวิ่งป่าแตกมาบ่อยครั้ง

ประวัติของแกเกเรมามาก หนีคดีจากภาคกลางลงไป (ฆ่าคนตาย) หมกตัวอยู่ในป่าภาคใต้จนคดีสิ้นอายุความ ยอดทะลึ่ง เจ้าเล่ห์แสนกลไม่มีใครเหมือน แต่ก็น่ารักดี เจ้าชู้ก็เป็นที่หนึ่ง ตัวแกนั้นแก่แล้ว (ในตอนนั้น) แต่ก็หมั่นหาเมียสาวๆ อยู่ได้เป็นประจำ มีเรื่องสัปดนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินป่าได้เป็นประจำทำให้คลายเครียด คลายเหนื่อยไปได้ เอาไว้พอมีเวลาว่างๆ ผมจะเล่าให้ฟังว่าอีตาคำนี่แกหลอกผมยังไงบ้าง ขณะที่เที่ยวป่าอยู่กับแก ว่าจะเก็บเอาไว้เขียนในสารคดีเรื่องชีวิตจริงในชุดป่าฝ่าดง ของผมที่ยังเขียนค้างไว้อยู่

ท่านรู้จักพรานเฒ่าจอมสัปโดก บุญคำในเรื่องอย่างไร อีตาพรานคำ หรือ "ลุงคำ" ของผมคนนี้ก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ เหมือนทุกอย่าง ไม่ว่ารูปร่างหน้าตาอุปนิสัยใจคอ ผมไปเจอะแกในป่าภาคใต้เกือบปลายแดนสุด และเก็บแกเอาไว้เป็นวัตถุดิบมานานแล้ว มีเรื่องที่ผมจะต้องเขียนถึงแกเยอะ ในสารคดีบุกเดินป่า แต่คงจะไม่ใช่ในที่นี้อันมีเนื้อที่ และระยะเวลาจำกัดที่จะต้องสรุปให้หมดสิ้นเสียโดยเร็ว

พรานจัน
รายนี้ชื่อจริงว่า "พรานมาก" แห่งเขาเขียว เมืองกาญจน์ แถบหลังน้ำตกเอราวัณอยู่กันคนละแถบ คนละแห่งกับ "บุญคำ" แต่ผมดึงให้มาร่วมเป็นคณะเดียวกันในเรื่อง ตัวจำลองแบบ ที่อาศัยจากคนจริงนั้น ล้วนแยกย้ายกันอยู่คนละแห่งที่ทั้งนั้น ในชีวิตจริงๆ ของแต่ละคน ไม่ค่อยจะได้อยู่ร่วมกันเป็นคณะหรือกลุ่มเดียวกันนัก สุดแต่ว่าผมจะไปพบเข้าที่ไหนและกำหนดตัวเขาไว้เพื่อนำเอามาใส่ไว้ในเรื่อง

"พรานมาก" เฮี้ยนไม่เท่ากับพรานคำและหนุ่มกว่า แต่ก็อาวุโสแล้วเหมือนกัน ฝีมือยิงเป้าเลว (ตั้งเป้ายิง ไม่เคยยิงถูก) แต่ฝีมือยิงสัตว์ฉมัง (ทุกโป้งที่แกปล่อยออกไปสัตว์ล้มทุกครั้งเหมือนกัน) ก็เรียกว่าทำบาปขึ้นตามวิสัยพรานป่า และเป็นนักล่า นักแกะรอยชั้นหนึ่งเหมือนกัน แกโม้น้อยกว่าตาคำ แต่พูดถึงสิ่งแปลกๆ พิสดาร ประเภทผีสางแม่นางโก้งได้หน้าตาเฉยๆ เหมือนแกพูดถึงเพื่อนฝูงตามปกติของแก และเป็นผู้เอาทฤษฎีประหลาดในการยิงปืนมาแนะนำสั่งสอนผม

แกบอกว่ากระสุนที่ยิงออกไปนั้น ถ้าถูกสัตว์ มันจะมีอากาศดูดหนืดๆ ทำให้เขารู้ทันทีว่ายิงโดนเข้าแล้ว ในทางตรงข้าม ถ้าไม่ถูกสัตว์ แต่ไปกระทบกับของแข็งอะไรเข้า เป็นต้นว่าก้อนหิน แรงสะท้อน มันจะผลักกลับมาถึง กับทำให้ไหล่เคลื่อนยอกทีเดียว เพราะฉะนั้น จะให้แกยิงเข้าไปในก้อนหินหรือของแข็งๆ แกจะไม่กล้ายิงเป็นอันขาด วันหนึ่งแกเดินไหล่เอียงเท่เร่ ผิดสังเกตเข้ามา ผมก็ถามว่านั่นไปโดนอะไรเข้า แกก็บอกว่า แกยิงกวางผิด กระสุนเลยไปกระทบก้อนหินริมธารน้ำเข้าจังเบ้อเร่อ แกเลยไหล่ทรุด ผมก็อยากจะเชื่อแกอยู่เหมือนกัน เพราะแกแกะรอยสัตว์เก่งกว่าผม แต่ถ้าเชื่อเสียอย่างเดียว ผมก็คงไม่ต้องยิงปืนทดสอบ เพราะการยิงปืนทดสอบนั้น บางขณะ "แบ็คสต็อป" หรือที่กำบังหลังเป้ามันก็เป็นเหล็กกล้าทั้งแผ่น ถ้าเป็นไปตามที่แกว่า ป่านนี้ผมคงไหล่หักไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว… ผมเรียกแกว่า "น้ามาก" ซึ่งกลายมาเป็น "น้าจัน" พรานคู่หูของตาคำในเรื่อง

พรานเกิด และพรานเส่ย
สองรายนี้เป็นพรานเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกับผมในครั้งนั้น อยู่ในแถบเหมืองห้วยสุดเมืองกาญจน์เหมือนกัน แต่คนละแห่งกับแพรานมากทั้งตัวจริง และทั้งตัวละครในเรื่องไม่มีบทบาทอะไรมากนัก เป็นพรานรุ่นเด็กประกอบเรื่อง ผมเคยคุยกับสองคนนี่บ่อยๆ ซึ่งก็ไม่สู้จะได้ความอะไรนัก เพราะความที่ยังอาวุโสน้อย ชื่อของเขาทั้งสองเป็นชื่อจริงที่ถอดเอามา ทั้งดุ้นเลย ที่ผมจำได้แม่น ก็เพราะความมีชื่อแปลกคิดแต่งเองได้ยากของพรานเส่ย ผมนึกไม่ออกว่า ชื่อของเขาควรแปลกว่าอะไร และต่อมาเมื่ออยู่ในป่าคอนกรีตไปนานๆ ผมก็มองเห็นชื่อคนในข่าวสังคมว่าชื่อ "เส่ย" มีเหมือนกัน เป็นบุคคลมีหน้ามีตาในสังคมด้วย ทั้งๆ ที่พบเส่ยครั้งแรก ผมคิดว่าอาจจะเป็นคนเดียวในโลกที่ชื่อแบบนี้ และเขาเป็นคู่หูกัน เมื่อผมจำเส่ยได้ ผมก็จำชื่อของพรานเกิดได้พร้อมๆ กันไปด้วย

พรานเด็กคู่นี้ ท่านจะสังเกตเห็นว่ากล่าวถึงแบบรวมๆ ไม่มีบทบาทเฉพาะตัวอะไรมากนัก มีเอาไว้สำหรับ "แซว" บุญคำเล่นเท่านั้น แต่ก็มีตัวจริง รวมทั้งชื่อจริงด้วย

หนานอิน
มาจากตัวจริง ที่ชื่อเรียกขานกันว่า "หนานไพร" แห่งเหมืองห้วยสุด ซึ่งเป็นหัวหน้าบ้านของพรานเกิด และพรานเส่ย บุคคลผู้นี้ก็คือ "ครูพราน" ของผมคนหนึ่ง ชื่อ "หนานไพร" นั้น ในเรื่องเป็นครูพรานของรพินทร์ และไม่มีบทบาทอะไรเลย เพียงแต่กล่าวอ้างถึงเท่านั้น ผมได้จำลองบุคคลิกลักษณะท่าทีและอุปนิสัยใจคอของแก มาเป็นตัว "หนานอิน" แทน (เพราะหนานไพรไม่มีบทบาทอะไรเลยในเรื่อง)

บุคคลผู้นี้ เป็นพรานมือหนึ่งจริงๆ ผมได้เคยทราบว่า ครั้งหนึ่งแกเคยเป็นพรานนำทางของพรานใหญ่บรรดาศักดิ์ คุณพระศัลยเวทย์ฯ มาก่อน เป็นเกลอคู่หูกับ โต๊ะถะ พรานประจำตัวของ เจ้าเพชรราชฯ แต่อยู่กันคนละแถบ ชื่อจริงของแก จะชื่อว่าอย่างไร ไม่อาจทราบได้ แต่ขณะที่พบนั้น มีสมญานามเรียกรู้กันว่า "หนานไพร" หลบหนีคดีฆ่าคนเหมือนกับตาคำเหมือนกัน แต่หลบซ่อนตัวอยู่ในหุบของป่าใหญ่ อันจะเป็นหนทางนำไปเหมืองห้วยสุด ซึ่งทึบและทุรกันดารมาก (ในยุคนั้น)

ตลอดเวลาที่หลบหนีคดีอยู่ ทำให้แกชำนาญในป่าภาคพื้นนั้น ยังชีพอยู่ด้วยการส่งเนื้อช้างเค็มออกมาขายในหมู่บ้าน "หนานไพร" อายุร่วม 60 แล้ว ในขณะที่ผมพบนั้น ลักษณะเป็นคนอารมณ์เย็น มักจะหัวเราะ "หึๆ" อยู่เป็นนิสัย เวลาแกเดินป่านั้น เราจะเห็นว่าแกมองอยู่สี่ทิศทาง คือ สูง-ต่ำ-ซ้าย และขวา จากนั้นก็พยักหน้าโบกมือให้เราตามแกเข้าไป รับรองว่าป่าทึบรกสักขนาดไหน แกจะต้องนำทางตัดตรงเข้าหาจุดหมายที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ชนิดไม่มีการคลาดเคลื่อนไปเลยแม้แต่องศาเดียว

เป็นพรานป่าคนเดียวที่ผมพบ ที่พูดอะไรเป็นหลักตรรกศาสตร์ไปหมด หรืออีกนัยหนึ่งจะพูดอย่างคนมีการศึกษาดีมาแล้ว ทั้งๆ ที่แกก็ไม่ได้เรียนหนังสือเลย

เวลานอน ชอบนอนดักเส้นทางด่านของสัตว์ เสียงของพวกเราที่คุยกันเอะอะเฮฮา ในขณะที่พักอยู่ในป่า ใกล้ๆ ที่นอนของแกหูของแกปิดสนิท จะไม่ได้ยินเลย แต่ถ้าเสียงฝีเท้าสัตว์ แม้จะเป็นสัตว์เล็กที่สุดขนาดเม่นเดินมา แกจะได้ยินทันที และลุกขึ้นยิงได้ตัวทันทีเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก ประสาทสัมผัสของแกเทียบเท่ากับสัตว์ป่าตัวหนึ่ง และยิงได้เฉียบขาดนัก ในสัตว์มีชีวิตทุกชนิด จากสัตว์เล็กสุด จนถึงสัตว์ใหญ่สุด การนอนของตัวแกเอง (ซึ่งนอกเขตแค้มป์) ไม่เคยก่อไฟเลย แต่แกจะสั่งให้พวกเราก่อกองไฟไว้เสมอ ไม่มีลักษณะใดๆ ที่จะเป็นการคุยโวโอ้อวดเลย มีแต่ถ่อมตน และมักจะพูดอะไรเป็นการกลบเกลื่อนปลอบใจพวกเราอยู่เสมอว่า "ไม่มีอะไร"

เที่ยวป่ามาก็มาก ผมยังไม่เคยเห็นใครจะ "ยิ่งใหญ่" ในป่าเท่ากับหนานไพร ไม่ใช่ยิ่งใหญ่เพราะอิทธิพลความกว้างขวาง แต่ยิ่งใหญ่ในด้านฝีมือการเดินป่า และยิงสัตว์ ซึ่งเฉียบคมที่สุด ทั้งๆ ที่ขณะพบนั้น แกก็แก่มากแล้ว ความสามารถพิเศษของแกนี้แหละ ที่ผมจำลองแบบให้มาเป็นคุณสมบัติของรพินทร์ (ผมเองมีไม่ถึงครึ่งของแก) นอกเหนือจากสีหน้าท่าทาง ที่จำลองแบบมาจาก เชิด วรชาติ ได้ยินชื่อแกครั้งแรก ผมก็ทึ่งแล้ว คนอะไรหว่า อยู่ในป่าแล้วดันชื่อว่า "หนานไพร" ใครเป็นคนตั้งชื่อให้ ผมไม่ได้สืบค้นลงไป ทั้งค้นไม่ได้อีกด้วยว่าชื่อจริงๆ ของแกชื่อว่าอะไร ใครที่เคยพบปะกับหนานไพรมาบ้างแล้ว และรู้ดีกว่าผม ถ้าจะให้ข่าวอะไรที่มากขึ้นไปกว่าที่ผมรู้นี้มาให้ทราบเป็นการเพิ่มเติมบ้าง ก็จะดีไม่น้อย แต่ขณะนี้ได้ทราบข่าวว่า แกถึงแก่กรรมไปนานแล้ว

สรุปในหัวข้อนี้ก็คือว่า ในเรื่องนั้น มีชื่อทั้งหนานไพร และหนานอิน แต่ในเมื่อบทบาทของหนานไพร ไม่ได้มีปรากฏอยู่ในเรื่อง นอกจากการกล่าวถึงบางครั้งบางคราว ผมก็เลยลอกแบบของหนานไพร ให้มาเป็นตัวหนานอินเสียเลย รู้แล้วรู้รอด ไม่ต้องไปแสวงหาตัวเทียบเคียงที่ไหน หรือคิดสมมติขึ้นมาเองให้เปลืองสมอง หนานไพรให้หลักการอะไรดีๆ แก่ผมไว้หลายอย่างในการดำรงชีพอยู่ในป่าต้องยอมรับว่าแกคือครูพรานคนหนึ่ง แต่แกก็ไม่ได้ให้คาถาอาคมอะไรที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์แก่ผมเลย ทั้งๆ ที่ผมเชื่อว่าแกจะต้องมี และมากด้วย หนานไพรมีลูกชายโทนอยู่คนหนึ่ง ชื่อเจ้า "ทอง" และ "เจ้าทอง" นี่แหละ ที่ทำเอาผมกับหมอบุญเสริม เจียมปรีชา หลงป่ากันเกือบตายตลอดทั้งคืน ดังที่ได้เคยเขียนไว้แล้วในสารคดีท่องไพร ตอน "เมื่อคุณหมอหลงป่า"

ตายละวา! ต้นฉบับของฉบับนี้ เข้ามาตั้ง 9 หน้ากระดาษพิมพ์แล้ว ยังแจกที่มาของตัวละครในเรื่องชุดแรก ขาดไปคนหนึ่งเสียด้วยซ้ำ คือ "มาเรีย" แล้วยังจะตัวละครชุดสองอีกล่ะ ถ้าขืนเอากันให้จบเสียในฉบับนี้ หน้ากระดาษก็คงไม่พอพิมพ์แน่ เพราะโควต้าของผมตายตัวอยู่แล้ว…. กราบละครับ ขอผลัดไปฉบับหน้าอีกเล่มเดียวเท่านั้น เล่มเดียวจริงๆ สำหรับที่มาของ มาเรีย, อิสซาเบล, คริสติน่า, สแตนลีย์, คีธ และ เชิดวุธ อีก 6 ตัวละคร จะตัดตอนทิ้งไปเสียเลย มันก็จะไม่เป็นที่กระจ่างสมบูรณ์ และท่านผู้อ่านนั่นแหละ จะสวดมา จึงขอทัณฑ์บนไว้ ฉบับหน้าเรียบร้อยหมดสิ้นกระแสความจริงๆ ว่าเขียนอย่างรวบรัดตัดความแล้วทีเดียวนะนี่

BACK.........NEXT


ฉบับที่ 291 292 293 294 295


เส้นทาง : สารบัญ เกี่ยวกับเพชรพระอุมา อินไซด์เพชรพระอุมา