- "พล็อต" หรือที่มาของโครงเรื่อง
การจะเขียนนวนิยายขึ้นมาสักเรื่องหนึ่งก็ต้องมี "โครงเรื่อง" หรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่า "พล็อต" นั่นเอง
เรื่อง เพชรพระอุมา ก่อนจะลงมือเขียน ก็ต้องมีการวางโครงเรื่องเหมือนกัน
นอกจากโครงนอกที่หยาบที่สุด คือ โครงใน ของเรื่องราวการผจญภัยในป่า ของพรานคนหนึ่ง
ที่นี้ พรานป่าคนนั้น รวมทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในป่าเหล่านั้น จะดำเนินไปอย่างไร นี่คือจุดสำคัญของเรื่อง
ส่วนประกอบอันเป็นรายละเอียดต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนการดำเนินเรื่องไปนั้น มีอยู่ครบถ้วนเต็มเปี่ยมแล้ว
ศิลป์ของการล่าสัตว์ และพื้นภูมิประเทศในป่าดงพงไพร ที่ตนเองเคยผ่านมาก่อน พล็อตของเรื่องนี้ซิ
จะเอายังไง ก่อนที่จะลงมือเขียน
เมื่อยังวัยรุ่น ตอนเป็นนักเรียนอักษรศาสตร์ ผมได้ไปพบกับหนังสืออ่านประกอบบทเรียนของญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ซึ่งท่านเก็บเอาไว้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนในแผนกภาษา ของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (สมัยที่ผมเรียนอักษรศาสตร์อยู่ในปี 2491-2492 นั้น
เขาเลิกใช้หนังสือเล่มนี้กันแล้ว) ชื่อเรื่อง KING SOLOMON'S MINES เขียนโดยนักประพันธ์อังกฤษ คือ SIR H. RIDER HAGGARD มีเนื้อหาสำคัญของเรื่องเกี่ยวกับการเดินผจญภัยในป่าของพรานผิวขาวผู้หนึ่ง ซึ่งมีผู้จ้างวานให้ไปติดตามคนหายก่อนการออกเดินทางนั้น มีคนพื้นเมืองคนหนึ่งมาขออาสาสมัครเป็นคนใช้ติดตามไปด้วย และผลที่สุดเมื่อไปถึงดินแดนหลงสำรวจในป่าลึกนั้น ก็ปรากฏว่า
เจ้าคนใช้ที่สมัครติดตามมานั้น แม้ที่จริงก็คือรัชทายาทของนครลับแล หลงสำรวจนั้น พรานนำทางกับคณะผู้ติดตามคนหาย
ก็เลยช่วยกันต่อสู้กอบกู้บัลลังก์จากทรราชย์ ให้เจ้าคนใช้คนนั้นได้สำเร็จ พร้อมทั้งได้พบกับขุมทรัพย์ใหญ่แห่งนครนั้น
โครงเรื่องเพียง 5-6 บรรทัดแค่นี้เองแหละครับ (เฉพาะในภาคหนึ่ง) ที่ผมได้เอามาจากแนวโครงเรื่องเดิมของคิง โซโลมอนส มายน์ส
ของ เซ่อร์ฯ แฮกการ์ด เพราะมันเป็นเค้าโครงเรื่องที่ดีมากในการจะนำมาเขียนถึงพฤติกรรม
หรือปฏิบัติการเดินป่าของพรานในนวนิยายที่กำลังจะเขียนขึ้น เพราะจะทำให้พล็อตเรื่องมีจุดหมายที่แน่นอนลงไป ส่วนหน้าที่ในการสร้างบรรยากาศให้เป็นป่าแบบไทยความรู้สึกนึกคิด สิ่งแวดล้อมต่างๆ
ของเรื่องเป็นหน้าที่ของผมเองที่จะต้องนำมาประสานกันให้กลมกลืนหมดจรด
ผมเคยทราบมาก่อนเหมือนกันว่า บทประพันธ์ของ แฮกการ์ด เรื่องนี้ นักแปลรุ่นพ่อคือ สมุทร ศิริไข
ได้เคยแปลไว้ก่อนแล้ว และท่านผู้นี้ก็ใช่ใครอื่น แท้ที่จริงก็คือ บิดาของสุมิตร ศิริไข ผู้ช่วยบรรณาธิการของ นิตยสารจักรวาลปืน
ในขณะนี้นั่นเอง ซึ่งเราเคยเป็นเพื่อนเรียนหนังสือมาด้วยกันแต่เล็กๆ จนกระทั่งโตขึ้น จับผลัดจับผลูอย่างไรไม่ทราบ
เขาก็ได้มามีโอกาสร่วมงานอยู่ในกองบรรณาธิการของผม ปัจจุบันนี้ผมเรียกคุณพ่อเขาว่า "น้าหมุด" และ "น้าหมุด" คนนี้แหละ เป็นคนแรกที่สนับสนุนให้ผมก้าวเข้ามาสู่วงการนักเขียนเป็นครั้งแรก เมื่อ 30 กว่าปีก่อนนี้ โดยนำเอาเรื่อง ปฐพีเพลิง
ของผมไปนำลงในนิตยสาร เพลินจิตต์ ในยุคนั้น แต่ผมก็ไม่เคยมีโอกาสได้อ่านเรื่องแปลเรื่องนี้ของท่าน
(ชื่อที่ท่านแปลกลับมาเป็นภาษาไทยคือ "สมบัติพระศุลี") ผมดันไปอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ
อันเป็นหนังสือประกอบบทเรียนของญาติผู้ใหญ่ (คุณสุวรรณา คุปตาสา) ตั้งแต่สมัยยังเด็กๆ อยู่ดังได้กล่าวแล้ว
และท่านคงไม่สงสัยนะครับ เพราะภาษาอังกฤษของผมสบายมาก มาตั้งแต่อายุเพียง 14 ปีแล้ว ซึ่งก็จำพล็อตเรื่องคร่าวๆ
ดังกล่าวนี้ได้มาตลอด จะว่าผมเขียน เพชรพระอุมาภาคแรก ขึ้นมาโดยก๊อปปี้เค้าโครงเรื่องนี้ ผมก็ยอมรับ
แต่รายละเอียดของโครงภายในและปลีกย่อยการดำเนินเรื่องต่าง ๆ นั้น เป็นของผมเองโดยบริสุทธ์
เอาแต่โครงเรื่องสั้นๆ ของเขามาเท่านั้น ว่าจุดมุ่งหมายของเรื่องอยู่ในแนวทางนี้
แนวทางอย่างที่ได้เขียนออกมาแล้วมีเนื้อหาแค่ 4-5 บรรทัดนี่แหละ
บทประพันธ์เรื่อง คิง โซโลมอน'ส มายน์ส เป็นเรื่องที่ไม่ยาวครับ หนาแต่ปกแข็งเล่มเดียว ซึ่งครั้งแรก
ผมก็กะ (อย่างที่บอกไว้ในฉบับก่อน) ว่าจะเขียนออกมาเป็นปกแข็งเพียง 1 เล่ม หรือไม่เกิน 2 เล่มเท่านั้น
แต่แล้วในที่สุดโครงเรื่องมันก็กว้างใหญ่ไพศาลเป็นจำนวนถึงปกแข็ง 53 เล่ม ดังได้เรียนแล้ว
เป็นอันว่า ท่านกระจ่างแจ้งละว่าโครงเรื่องย่อๆ เฉพาะภาคหนึ่งนั้น ผมได้มาจากไหน คราวนี้ ว่าถึงโครงเรื่องละเอียด
ที่นำเรื่องให้ขยายกว้างไกลออกไปลิบลับ สมมติว่า ท่านได้อ่านนิยายผจญภัยของ แฮกการ์ด เรื่องนี้มาก่อนแล้ว
(ถ้าหาต้นฉบับเดิมไม่ได้ ผมก็แนะให้ไปหาเรื่องแปล สมบัติพระศุลี ตามห้องสมุดต่างๆ อ่านดู) ท่านจะเห็นได้ชัดเจนว่า
นอกจากพล็อตเรื่องสั้นๆ นี้แล้ว อย่างอื่นๆ จะไม่มีอะไรใกล้เคียงกันเลย แม้กระทั่งลักษณะอุปนิสัยของตัวละครในเรื่องทุกตัว
ฉาก, สถานที่, พฤติกรรมที่มันเกาะเกี่ยวประสานกัน ในต้นฉบับเดิมนั้น คณะเดินทางไม่มีผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย
เป็นเรื่องผจญภัยล้วนๆ ในกาฬทวีปของผมก็สร้างตัวเองฝ่ายหญิงของเรื่องขึ้นมา คือ ม.ร.ว.หญิง ดาริน วราฤทธิ์
เพื่อให้ร่วมเดินทางเป็น "ขมิ้นกับปูน" หรือ "คู่ปรับสำคัญ" ของพรานนำทางไปด้วย และตัวคนพื้นเมืองลึกลับที่มาสมัคร
เป็นคนใช้ของคณะเดินทาง ในต้นฉบับเดิมของเรื่องเก่า จะไม่มีบทบาทอะไรมากนัก แต่ท่านที่อ่านนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมาแล้วนั้น
ท่านคงจะรู้จักแงชาย หรือ จักราช ดี โดยไม่ต้องอธิบายเปรียบเทียบอะไรมาก ว่าแพรวไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายขนาดไหน
เชือดเฉือนหักเหลี่ยมเล่นเชิงกับ รพินทร์ อยู่ในทุกบททุกตอน ทำท่าจะเป็นตัวเอกสำคัญกว่าตัวรพินทร์เองเสียอีก
ในนิยายเรื่องนี้ เหมือนมี "พระเอก" อยู่สองคน แงชายจะไม่ดูว่าเต็มไปด้วยเล่ห์ไหวพริบ เก่งกาจ น่ารักน่าชัง
ถ้าหากไม่มีตัวรพินทร์ และแม้รพินทร์เอง ก็จะไม่เป็นพรานป่า ระดับ "จอมพราน" ไปได้เลย
ถ้าหากไม่มีแงชายมาเป็นตัวช่วยเสริมบทให้ และท่านผู้อ่านบางท่านอาจชอบ "แงชาย" มากกว่ารพินทร์เสียอีก
ดูคล้ายๆ กับว่า ไม่ว่าจะฝีมือชั้นเชิงเขาเหนือรพินทร์ไปเสียหมดทุกอย่าง แต่แท้ที่จริงแล้ว เขายังด้อยกว่าในส่วนลึกๆ
ซึ่งในเนื้อหาของเรื่อง ท่านผู้อ่านคงจะดูดซับรับจินตนาการ ที่ผมเจตนาจะให้เป็นไปเช่นนี้ได้อยู่แล้ว
เมื่อได้โครงสร้างสำคัญของเรื่อง และโครงสร้างส่วนประกอบอื่นๆ ครบถ้วนแล้วผมก็เริ่มลงมือเขียนนิยายเรื่องนี้
ท่านอาจสงสัยต่อไปอีกว่า เรื่องเกี่ยวกับป่าดงพงไพร หรือการเดินป่า ผจญกับสัตว์ป่าในรูปแบบต่างๆ นั้น ผมไปเอามาจากไหน ?
อันนี้แหละครับ ที่ผมจะเปิดเผยให้ทราบเดี๋ยวนี้
เรื่องราวหรือนวนิยายของผมทุกเรื่องที่เกี่ยวพันกับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าผมไม่รู้ด้วยตนเอง หรือไม่เคยศึกษามาก่อน
ผมจะไม่เขียนเป็นอันขาด เพราะเขียนไม่ได้ ไม่มีวัตถุดิบอะไรจะเขียน ดังท่านอาจสังเกตเห็นได้ว่า
ประวัติศาสตร์หรือนิยายที่อิงพงศาวดารจีน ผมไม่เคยเขียนเลย เพราะผมไม่เคยรู้เรื่องของเมืองจีน ทั้งอดีตและปัจจุบัน
จะตั้งชื่อตัวละครสักตัวก็ยังตั้งไม่ถูกเลย เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่กล้าเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีนเลย ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์ พงศาวดารจีน มีเรื่องพิลึกกึกกืออยู่มากมายน่านำออกมาเขียนมากทีเดียว ผมยังศึกษาเข้าไม่ถึง จึงไม่กล้าเขียน กลัวจะผิดพลาด
จะหลับตาวาดภาพนึกฝันเอาเอง ก็จะเป็นการปล่อยไก่ทั้งเล้าเสียเปล่าๆ เพราะท่านที่รู้ย่อมมีอยู่ทั่วไป คนเขียนหนังสือนั้น
ตัวเองเขียนอยู่คนเดียว แต่คนอ่านนับจำนวนมากมาย ผิดพลาดอย่างไรเป็นต้องถูกค้นพบ จับได้อยู่วันยังค่ำ
ผมจึงขอยืนยัน ณ ที่นี้อีกครั้งว่า เรื่องอะไรที่ผมไม่มีความรู้ ความชำนาญ มาก่อนผมจะไม่เขียนอย่างเด็ดขาด
แม้ว่าใจอยากจะเขียนสักเพียงไรก็ตาม
เรื่องของป่า ผมรู้มาจากไหน ?
ถ้าไม่เป็นการปิดบังอำพรางกันแล้ว ผมขอเรียนให้ท่านผู้อ่าน ที่อาจทราบมาบ้างแล้ว (หรืออาจจะยังไม่ทราบมาเลย) ว่า ผมเป็นคนชอบเดินป่าล่าสัตว์อันตรายมาก่อนในอดีตบรรพบุรุษเชื้อสายเลือดสืบทอดกันมาในเรื่องการเดินป่า
นิสัยผมเองก็รักในการผจญภัย รักปืนผาหน้าไม้ รักในการล่า ติดมาในสายเลือดและเป็นคนที่แย่มาก ในด้านทำบาปขึ้นเหลือเกิน
สิ่งนี้อาจถือเป็นโชคในแง่ของพรานนักล่า แต่ชั่วช้าบาปหนามาก สำหรับบุคคลที่เคร่งอยู่ในธรรมะ ผมชอบล่า
ชอบแกะรอยมาโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่เล็กๆ แล้วครับ ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าไม่เกี่ยวกับการเขียน "เบื้องหลังนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา" ผมก็ไม่อยากจะเปิดเผยในสิ่งไม่เป็นมงคลกับตนเอง กับท่านเลย มันเป็นสิ่งไม่ดีไม่งามเลยสักนิด
ในการที่จะบอกถึงความเป็นนักปานาติบาตของตนเอง ซึ่งรู้จักการล่ามาตั้งแต่อายุน้อยๆ แค่ 7-8 ขวบ และพี่น้องในสกุลของผม
ที่ได้รับมรดกตกทอดในเรื่องนี้จากบรรพบุรุษ ก็มีผมเพียงคนเดียวเท่านั้น พี่น้องญาติโยมคนอื่นๆ เขาไม่ใจบาปอย่างผมหรอก
ทุกคนล้วนเอื้ออารีย์เวทนาปราณี ต่อสัตว์โลกทั้งสิ้น ดันมีผมอยู่คนเดียว ที่ได้รับสายเลือดมาจากปู่ และตา อย่างเต็มที่ (ก็โชคดีอยู่บ้างที่ลูกๆ ของผมไม่ได้รับเอามรดกสายเลือดชนิดนี้ไว้เลยสักคนเดียว - บุญไปอย่าง)
ปู่เป็นเจ้าของเหมืองทองคำโต๊ะโม๊ะ
เป็นผู้บุกเบิกและค้นพบเหมืองทองคำแห่งนั้น สาเหตุที่ไปค้นพบเข้าก็เพราะ เป็นนักพเนจรซอกซอนป่าของท่านนี่แหละ
และกว่าจะพบเหมืองทองได้ ท่านก็ต้องผ่านผจญกับ ป่า มานับไม่ถ้วน กรณีเรื่องการยิงเสือลายพาดกลอนบนหลังช้างของท่าน
ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนนักกีฬายิงปืนทุกวันนี้ ที่เอาปืนของคนไปยิงเป้ากระดาษ (ผมเองเกิดไม่ทันท่านหรอก
เพราะท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่คุณพ่อผมอายุได้ 11 ขวบ แต่หลักฐานทางจดหมายเหตุติดต่อ และหลักฐานทางวัตถุ
และเอกสารหลายชิ้นที่ตกทอดมาถึงผมยืนยันครบ นอกเหนือไปจากคำบอกเล่าของย่า และญาติผู้ใหญ่ที่ยังพอมีชีวิตเหลืออยู่)
ส่วนตาของผม (พ่อของแม่) ถึงแม้จะไม่ใช่พรานอาชีพ แต่ท่านก็เป็นพรานกิติมศักดิ์ (รายนี้ผมเกิดทัน ซึ่งท่านมาเสียชีวิตเอาเมื่อผมอายุตั้ง 20 ปีแล้ว) ตาได้สอนผมมาแต่เล็กแต่น้อยทีเดียว ในเรื่องมนตราอาคม และวิชาการล่าสัตว์หรือหลีกหลบสัตว์ (ก็สุดแล้วแต่กรณีไป)
รวมทั้งสอนวิชายังชีพในป่าให้แก่ผม ก็ไม่ได้เจตนาจะสอนให้โดยตรงหรอก แต่เหตุการณ์จำเจบังคับ ท่านออกป่าล่าสัตว์
ผมก็ออกกับท่าน ท่านบริกรรมปลุกเสกอย่างไร ผมก็ได้รับการเรียนรู้ และแม้ท่านถลกหนังสัตว์ชนิดไหนอย่างไร ผมก็จำเอาไว้
เพราะเป็นลูกมือช่วยเหลือท่านอยู่ด้วย เหล่านี้ มันซึมซาบเข้าไปในสันานของผมโดยไม่รู้ตัว เรียกว่าฝึกกันมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ ทีเดียว
สมัยที่หลบระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่สอง อพยพไปเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านเกิดเดิม อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ตา
คือครูคนแรกในการฝึกนิสัยเดินป่า และดำรงค์ชีพอยู่ในป่าให้แก่ผม ซึ่งแต่แรกเริ่มเมื่อยังตัวน้อยๆ อยู่นั้น ก็เริ่มใช้หนังสะติ๊ก
และไม้ซาง, ล่านก, ล่าหนู, ล่าปลาช่อนไปก่อน พอโตขึ้นอีกหน่อย ก็เริ่มใช้ปืนลม จนกระทั่งไต่ อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นปืนลูกกรด .22,
ปืนลูกซอง, ขึ้นมาจนกระทั่งไรเฟิลขนาดหนัก (แต่ผมสาบานได้ว่า ในชีวิตไม่เคยฆ่าช้างเลย แม้จะประจัญหน้ากันในระยะกระชั้นชิด
หลายต่อหลายครั้งก็ตาม เพราะผมให้สัตย์ไว้ก่อนว่า ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ยิงช้าง และสัจจะอันนั้น
ผมรักษาไว้ได้ตลอดไปในยุคที่ยังเข้าป่าล่าสัตว์อยู่)
มีพรานใหญ่คนหนึ่ง ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั้งประเทศไทย ถ้าเอ่ยชื่อท่าน ก็คงร้องอ๋อ ท่านผู้นี้ก็เป็นอีกคนหนึ่ง
ที่อาจได้รับอิทธิพลจากสายเลือดทางบรรพบุรุษตกทอดมา ท่านล่าและศึกษาชีวิตในป่ามามาก จนสามารถจะทำพอพิพิธภัณฑ์สัตว์ป่าในบ้านได้ และท่านก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดัน พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าออกมา นึกออกไหมครับ ว่าท่านเป็นใคร
คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น อาผมเอง !!
เมื่ออยู่ในวัยที่โตขึ้นพอสมควรแล้ว ผมได้มาศึกษาเรียนรู้เรื่องป่า และสัตว์ป่าเอากับคุณหมอบุญส่ง เลขะกุล นี่แหละ
เป็นการเพิ่มเติม ระยะนั้นเป็นระยะที่ตัวท่านเองเบื่อการล่าสัตว์แล้ว และเห็นว่าสัตว์ป่ากำลังจะหมดไปจากประเทศไทย
จึงพยายามที่จะหาทางให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า ออกมาให้ได้ แต่มันกลับเป็นระยะที่ผมกำลังฟิตเต็มที่ในเรื่องป่าและสัตว์ป่า,
ความต้องการของเราจึงสวนทางกัน ประสาเด็กกับผู้ใหญ่ ระหว่างที่ผมไปขอศึกษาเรื่องราวของป่าและสัตว์ป่า,
ความต้องการของเราจึงสวนทางกัน ประสาเด็กกับผู้ใหญ่ ระหว่างที่ผมไปขอศึกษาเรื่องราวของป่าและสัตว์ป่ากับท่านผมก็ไม่เคยบอกท่านเลยว่า
ตัวผมเองเข้าป่ารังแกสัตว์ทุกปี อย่างน้อยปีละหน ครั้งละนานๆ ท่านก็ได้แต่อบรมสั่งสอนให้ผมรู้จักธรรมชาติรักชีวิตสัตว์ป่า
อันเป็นทรัพยากรของชาติ ส่วนผมก็คิดอยู่ในใจ ระหว่างที่ท่านพร่ำพูดสอนเตือนว่า "ก็คุณอาล่ามาเสียจนพอแล้วนี่!"
เกริ่นมาเพียงสั้นๆ แค่นี้ คงจะไม่ต้องอัตถาธิบายแจกแจงอะไรละเอียดไปกว่านี้อีกแล้วนะครับว่า
ป่านั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอดีตของผม ซึ่งมีหลักเกณฑ์และหลักการครบ ไม่ใช่ว่าพอนึกอยากจะเข้าป่า
ก็เอารถจิ๊ปออกไปส่องตามทุ่ง ป่าของผมนั้น หมายถึงว่าจะต้องบุกห้วย ปีนเขา ไต่หน้าผาขึ้นไป
รถยนต์เข้าถึงที่ไหนผมไม่เรียกว่าป่าหรอก และสำหรับป่าในเมืองไทย (รวมทั้งสัตว์ป่าด้วย)
มีเหลืออยู่ให้เห็นสำหรับคนรุ่นผมเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว (ยกเว้นป่าสงวน วนอุทธยานในปัจจุบันนี้)
คือเมื่อประมาณครั้งล่าสุด ราว พ.ศ.2510 ซึ่งเป็นปีที่ผมเอาฝรั่งเข้าไปสำรวจถิ่นมนุษย์หิน
ในป่าเมืองกาญจน์ทางด้านหลังน้ำตกเอราวัณ ซึ่งหลังจากนั้นมาแล้ว ไม่มีป่าใหญ่จริงๆ เหลืออยู่อีกแล้วในเมืองไทย
เพราะพวกบุกตัดกันหมด !
ยุคที่ผมตระเวณป่าอยู่นั้น ก็คงจะเป็นยุคเดียวกับ ไกร วิริยะ ผู้เขียนเรื่องชุด ป่าดงและพงไพร
ในนิตรยสารฉบับนี้ ท่องเที่ยวอยู่นั้นแหละ เพียงแต่ว่าเรายังไม่รู้จักกันในสมัยนั้น และเราไปกันคนละตำแหน่งแห่งที่
หรือบางทีก็อาจจะสวนกันไปมา โดยต่างฝ่ายต่างไม่รู้ แต่สำหรับผมนั้น เดิน จริงๆ ครับ มีอะไรก็แบกหามบุกเขาข้ามห้วยกันไป
ไม่มีรถจิ๊ปจะใช้วิ่งหาสัตว์หรอก เดินข้ามเขากันเป็นลูกๆ ต่อวัน ค่ำไหนนอนนั่น มีแค่ผ้าพลาสติกสองผืน ผืนหนึ่งปูนอน
อีกผืนขึงบังอยู่ด้านบน ช่วยกันค้างหรือฝนเท่านั้น ไม่มีวาสนาได้นอนเต้นท์กับเขาหรอก และเกือบตายเพราะขาดแหล่งน้ำ
และหลงป่าอยู่หลายครั้ง
เป็นอันว่า ท่านคงจะหายสงสัยแล้วนะครับ ว่าผมเอารายละเอียดเกี่ยวกับป่าดงที่ไหนมาใส่ไว้ในเพชรพระอุมาได้
นี่คือโครงเรื่องเสริมของพล็อตใหญ่คร่าวๆ ดังได้กล่าวมาแต่แรกแล้ว ชื่อสถานที่ก็ดี ชื่อตัวละครก็ดีเหตุการณ์ในการพบผจญกับสัตว์ป่าต่างๆ มาด้วยตนเอง และผู้ร่วมคณะร่วมเหตุการณ์ก็ดีคือ สิ่งที่ท่านอ่านและจินตนาการภาพออกมาได้ ในต้อนต้นๆ ของเรื่อง (คือตอนดงมรณะ
และไพรมหากาฬ) ส่วนเรื่องลี้ลับพิสดาร หรืออาถรรพ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในเรื่อง บางส่วนก็เป็นสิ่งที่พบมากับตนเองและพรรคพวก บางส่วนก็ได้รับการบอกเล่าให้ฟังจากเพื่อนพรานพื้นเมือง และพรานอาวุโส ที่เรามักจะมาเล่าสู่กันฟังข้างกองไฟในระหว่างพักแรมคืน
หรือบางเหตุการณ์ที่มันพิศดารมากๆ ก็เป็นเหตุการณ์ที่ตาได้เคยเล่าให้ฟัง สมัยที่ท่านเดินป่าประสพมาหรือบิดาของท่านพบเห็นมาอีกทีหนึ่ง
มันจะเท็จจริงหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่มันก็เป็นเรื่องราวของป่า ที่เล่าสู่กันฟังมาโดยไม่จำเป็นจะต้องคิดขึ้นมาเองให้เสียเวลา
สรุปก็คือ นิทานในป่าของผมมีแยะ สิ่งเหล่านี้แหละ ที่เอาเข้ามาเป็นองค์ประกอบของเรื่อง อันเรียกได้ว่า วัตถุดิบในป่านั้น เต็มเพียบอยู่แล้ว ที่จะนำมาเขียนลงไว้ในพฤติการณ์ของเรื่องราวนวนิยาย เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่เรื่องราวมีตื่นเต้นลี้ลับพิศดารสารพัดชนิด
ทำไมเรื่องนี้ถึงยาวมากนัก ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ในเรื่อง (ทั้งสองภาค) คิดแล้วน่าจะเป็นเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น
แต่เขียนให้อ่านมาได้ตั้ง 25 ปีเศษ?
คำตอบในเรื่องนี้ก็คือ ถ้าท่านอ่านโดยละเอียดและจับเหตุการณ์ไปให้ดี จะพบว่าเนื้อเรื่องได้ดำเนินไปชนิดนาทีต่อนาที
ทีเดียว คือนาทีนี้เกิดอะไร มีเหตุการณ์อย่างไร และนาทีต่อไปมีอะไรบ้าง สรุปก็คือเขียนกันละเอียดยิบ เพื่อให้ท่านจินตนาการตามตัวอักษร
และสร้างภาพพจน์ให้เกิดขึ้น โดยมีอารมณ์ร่วมติดตามไปด้วยทุกขณะเหมือนได้เข้าไปเดินป่าร่วมอยู่กับคณะในนวนิยายด้วย
แต่ก็ต้องมีหลักอยู่ว่า จะต้องไม่ทำให้ท่านผู้อ่าน เกิดอาการเบื่อหน่ายขึ้น ท่านจะต้องอ่านตามเรื่อง ไปด้วยจิตใจที่จดจ่อ
ครั้นจบตอนลงไปตอนหนึ่ง (ตามตอนที่เขียนในแต่ละครั้ง) ท่านก็อาจปิดหนังสือและสบถด่าว่า "ตุ๋ย! ไม่เห็นเรื่องคืบหน้าไปแค่ไหนเลย" ผมพอใจที่จะให้ท่านมีความรู้สึกสาปแช่งเช่นนั้น แต่ต้องทำให้ได้ในข้อที่ว่า พอหนังสืองวดใหม่ออกวางตลาด ท่านจะทิ้งเสียไม่ได้
จะต้องไปหาซื้อมาอ่านต่อ และพออ่านจบ ก็ด่าคนเขียนอีกในทำนองว่า เรื่องไม่เห็นคืบหน้าไปถึงไหน ซึ่งนี่มันเป็นกลเม็ดของผมครับ ที่เกิดมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนนวนิยายขายให้อภัยผมเถอะ รับสารภาพกันตามตรง
และถ้าท่านสังเกตให้ถี่ถ้วนต่อไปอีก ผมจะไม่เขียนถึงพฤติการณ์ตอนไหนที่ผ่านลวกๆ เลยไปเสียอย่างเด็ดขาด
จะแจกแจงทุกอริยาบทของตัวละครทีเดียว สัตว์ต่างๆ เมื่อถูกปืนมันมีอาการอย่างไรบ้าง ผมจะทำให้ท่านมองเห็นภาพอย่างชัดเจนที่สุด
เหมือนท่านยิงด้วยมือเอง จะไม่บอกสั้นๆ แต่เพียงว่า "พอปืนลั่นโป้ง มันก็ล้มลงตาย" แบบนี้เลย เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการเขียนของผม
อีกประการหนึ่ง ท่านจะไม่พบคำแบบนิยายเรื่องจีนว่า "ครั้นแล้วอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา" คือตัดภาพกันทีเดียว
โดดข้ามกาลเวลาและเหตุการณ์ เป็นอาทิตย์เลย โดยไม่ให้คนอ่านเห็นเลยว่าก่อนจะถึงตั้งหนึ่งอาทิตย์
อะไรมันเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง
ก็นี่แหละครับ มันจึงเป็นนิยายชุดยาวเฟื้อยฟ้าย พูดอย่างล้อๆ หรือหมิ่นๆ กันว่า 500 ตอนยังไม่จบ ก็ผมเกิดมาเป็นนักเขียนน่ะ
มีหน้าที่จะต้องเขียนหนังสือ ถ้าจบเรื่องนี้ไปแล้ว ก็ต้องเขียนเรื่องใหม่อื่นๆ ต่อไป แล้วจะมาบังคับกะเกณฑ์กันทำไมว่า
ควรจะต้องเขียนเท่านั้น เท่านี้ตอนจบ และมันแตกต่างกันอย่างไร ระหว่างเรื่อง 2-3 ตอนจบกับ 500 หรือ 1,000 ตอนจบ ตราบใดที่เกิดมาเขียนและตราบใดที่เขียนแล้วยังมีคนอ่านอยู่ เพราะฉะนั้น อย่ากระแหนะกระแหนผมเลย
ว่าเขียนเรื่องยาวเหลือเกิน เรื่องสั้นๆ ผมก็เขียนได้แต่เขียนแล้วมันทำเงินสู้เรื่องยาวไม่ได้ และเรื่องยาวก็เป็นหลักเป็นฐานดี
ช่วยให้ยาไส้ไปได้นาน ซ้ำอาจเกิดมรรคผลติดตามมา อื่นๆ อีกนานับประการ ธุระอะไรที่จะเขียนให้มันสั้นๆ อยากอ่านเรื่องสั้น
ก็ไปอ่านคอลัมน์บรรณาธิการแถลง ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับหรืออ่านคำขวัญ สุภาษิต ที่เขียนติดอยู่ท้ายรถบรรทุกไม่ดีกว่าหรือ
อาทิเช่น "รักพี่จงหนีพ่อ" ได้ความหมายอยู่ในตัวของมันเองเป็นเรื่องๆ หนึ่ง จบสิ้นสมบูรณ์ลงเพียงถ้อยคำแค่ 5 คำเท่านั้น
ผมถูกเพื่อนฝูง หรือคนรู้จักล้อเลียนอยู่เสมอว่า เรื่องเพชรพระอุมา จะไม่มีวันจบ แต่ผมก็พิสูจน์ออกมาแล้ว
ว่ามันต้องจบจนได้ ตราบใดที่ผมไม่ตายเสียก่อน แม้ภาคแรกก็จบไปแล้ว ในปฏิบัติการเดินป่าชุดที่หนึ่ง
คือไปตามคนหายกลับคืนมาได้ ส่วนภาคสองและภาคสามนี้ ก็เป็นปฏิบัติการตอนไปตามเครื่องบินตก
ซึ่งก็ไปพบเครื่องบินตกเรียบร้อย ตามสัญญาว่าจ้างแล้ว ต้องเดินทางกลับ เพราะเหตุการณ์ทำให้ไม่สามารถจะกู้ซากเครื่องบินได้
ในฉบับหน้า ผมจะได้เล่าถึงพฤติการณ์บางพฤติการณ์ในเรื่องพอเป็นตัวอย่าง ที่ผมได้เผชิญมาเอง
หรือว่าได้รับฟังการบอกเล่ามาจากใครอย่างไร เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบไว้ ซึ่งมันจะเป็นผลดีกับผู้ที่รักชอบในการเดินป่า
เรื่องราวของป่า ซึ่งต่อไปนี้ จะไม่มีโอกาสได้พบเห็นป่าในสภาพที่แท้จริงอีกแล้ว อย่างเช่นตะขาบตัวขนาดต้นซุง
เลื้อยมาทีเป็นเสียงคล้ายพายุ (ผมคิดเองหรือ ?) ต้นพริกขี้หนูที่ใหญ่ขนาดหลายคนโอบ เส้นเถาวัลย์ขนาดต้นขาอ่อน
โขมดดูดเลือด นครร้างที่หลงเหลือซากอยู่ในป่า เสือสมิง หรือเสือที่ปีศาจเข้าสิงอะไรเหล่านี้ แต่ถ้าเบื่อ โทรศัพท์
หรือจดหมายมาบอกกันได้นะครับ ผมจะได้ยุติเสียเพราะนี่เป็นการคุยกัน ไม่ใช่เรื่องราวในนวนิยายซึ่งกำลังลงติดต่อสืบเนื่อง
และผมก็ให้สัญญาแล้วว่า จะไม่เขียนยาว และสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ยังไม่ถึงตอนที่ผมจะเขียนถึงก็คือ ตัวละครแต่ละตัว
ผมไปเอามาจากไหน ถ่ายทอดจำลองแบบของใครมา คิดขึ้นเอง หรือมีตัวจริงอย่างไร ?
BACK.........NEXT
|