อินไซด์เพชรพระอุมา

อินไซด์เพชรพระอุมา คัดลอกมาจากหนังสือจักรวาลปืน เรื่องเพชรพระอุมาจบสมบูรณ์ลงในหนังสือจักรวาลปืน ฉบับ 290 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2533 ผู้ประพันธ์ได้นำเรื่องอินไซด์เพชรพระอุมาลงต่ออีก 5 ตอน คือฉบับที่ 291 -295 เป็นเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมดที่เกี่ยวกับเพชระพระอุมา ตั้งแต่จุดดลใจ เค้าโครงเรื่อง ที่มาที่ไปของตัวละคร ฯลฯ

ฉบับที่ -291-
(30 มิ.ย. 2533)


อินไซด์ เพชรพระอุมา

พนมเทียน
นิตยสาร จักรวาลปืน ฉบับที่ 291 30 มิ.ย. 33


มีท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมาก เคยตั้งเป็นข้อสงสัยและถามมาว่า นวนิยายเรื่อง "เพชรพระอุมา" นั้น ผู้เขียนไปเอาอะไรที่ไหนมาเขียนได้มากมายก่ายกอง จนกลายเป็นเรื่องยาวเหยียด ซึ่งกินเวลานาน ทั้งฝ่ายผู้เขียนและฝ่ายผู้อ่าน เป็นเวลาถึง 25 ปี 7 เดือนเศษ เนื้อหาทั้งหมด รวมกันเป็นเล่มปกแข็งทั้งสามภาคแล้ว (ภาคหนึ่ง 24 เล่มปกแข็ง ภาคสอง 15 เล่นปกแข็ง และภาคสาม 14 เล่มปกแข็ง) รวมกันเป็นจำนวนถึง 53 เล่ม แต่ละเล่มบรรจุอยู่ในความหนาประมาณ 33 ยก (ขนาด 16 หน้ายก) เมื่อรวมทั้ง 53 เล่มแล้ว ก็เป็นจำนวนประมาณไม่น้อยกว่า 1759 ยก

นอกจากข้อสงสัยข้างบนนี้แล้ว ก็ยังมีข้อสงสัยต่อไปอีกว่า ตัวละครในเรื่องก็ดี หรือเหตุการณ์ต่างๆ ในเนื้อหาของเรื่องแต่ละบทแต่ละตอนก็ดี มีตัวตนจริงอยู่หรือไม่ ไปเก็บบุคลิกของตัวละครเหล่านั้นมาจากไหน หรือจินตนาการวาดมโนภาพขึ้นล้วนๆ และเหตุการณ์นั้นมีข้อเท็จจริงอยู่มากน้อยประการใดไปสรรหามาจากไหน เข้ามาประกอบโครงเรื่อง

เมื่อผมได้จบเรื่องราวของนวนิยาย (ซึ่งขอเรียกว่า "ชุด") ลงอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสามภาคแล้ว จึงตัดสินใจว่า ควรจะเขียนเล่า-อธิบาย-เปิดเผย ถึงความจริง อันเกี่ยวกับเบื้องหลังงานเขียนชิ้นยาวที่สุดในชีวิตนี้ (แต่จะยาวที่สุดในประเทศไทย หรือยาวที่สุดของโลกหรือไม่ ผมไม่ทราบ) ให้ท่านผู้อ่านหายสงสัยเสียที อย่างน้อยก็เพื่อ เป็นการปิดท้ายของเรื่องให้สมบูรณ์แบบที่สุด

  • ความเป็นมาแต่เบื้องต้น

ปลายปี 2507 ผมได้ตกลงกับสำนักพิมพ์ ผ่านฟ้าพิทยา ว่าจะเขียนนวนิยายเกี่ยวกับการผจญภัยในป่าสักเรื่องหนึ่งให้ พิมพ์ออกมาในรูปเล่ม พ็อคเก็ตบุค ติดต่อกัน โดยมีข้อกำหนดว่าไม่เกิน 8 เล่มพ็อคเก็ตบุค และก็ได้เริ่มต้นเขียนบทแรกขึ้น ในราวกลางเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น เขียนติดต่อกันมาได้ 4-5 เล่ม เจ้าของสำนักพิมพ์ก็สั่นหัว บอกไปไม่ไหว จะให้ยุติการเขียนกลางคัน เพราะขายไม่ออก ผมทนทู่ซี้ส่งต้นฉบับให้พิมพ์ต่ออีกจนครบเล่มที่ 8 ตามที่สัญญากันไว้ก่อน ปรากฏว่าพอถึงเล่มที่ 8 แล้ว เหตุการณ์ยังแค่เดินกันแถบชายป่าแค่นั้น จบไม่ลง

ผู้พิมพ์ยื่นคำขาดต่อมาว่า จะยอมพิมพ์ได้อีกไม่เกิน 2 เล่ม คือ เล่มที่ 10 เท่านั้นต้องรวบรัดจบให้ได้ ผมรับในหลักการว่า ครบ 10 เล่มแล้วจะเลิก ส่วนจะจบหรือไม่จบเป็นเอกสิทธิ์ส่วนตัวของผม สรุปก็คือว่า
"นายไม่พิมพ์ ก็หยุดเขียนกันแค่นี้วะ แต่จะให้จบลงนั้น มันเป็นสิทธิ์ของฉัน"

พอครบ 10 เล่ม ผมก็หยุดเขียนตามข้อตกลง (เรื่องไม่จบ) ผู้พิมพ์ คือ ไคเซ้ง ในขณะนั้น ดูจะมีสีหน้าดีขึ้นอย่างประหลาด บอกให้ผมเขียนต่ออีก 5 เล่ม "ไม่จบไม่เป็นไรน่อ เขียนต่ออีกซักห้าเล่ม"
เขาว่างั้น เริ่มมีอาการยิ้มแย้มขึ้น จากอาการที่หน้างอเป็นจวักมาแต่ต้น
ก็ได้เขียนต่อไปอีก 5 เล่ม พอใกล้ๆ จะครบ 5 เล่มดังกล่าว (กลายเป็น 15 เล่ม) มันก็ยังจบไม่ได้อีก คราวนี้ผู้พิมพ์หัวเราะเอิ๊กอย่างอารมณ์ดี
"อีกห้าเล่มน่อ ตามซิบาย – ใจเย็งๆ"

เขารู้ว่าผมออกจะเป็นคนใจร้อน ประโยคท้ายจึงเป็นการปลุกปลอบให้กำลังใจ
"หยุดก่อนชั่วคราว ! รำคาญเต็มทีแล้ว ออกจากป่าแล้วค่อยพูดกัน"
ผมบอก ในยุคนั้น ผมเข้าป่าทุกปีเพราะมันยังพอมีป่าหลงเหลืออยู่บ้าง นายห้างเจ้าของสำนักพิมพ์ซึ่งสูงอายุรุ่นอาของผมทำมือประหลกๆ
"ลื้อจะเข้าป่า อั๊วไม่ว่าอาลาย เอาเงิงไปซื้อลูกปืนก่องก็ล่าย แต่ก่องปาย ลื้อต้องส่งต้นฉบับไว้ก่อง อย่างน้อยสองเล่ม…ลื้อจะเข้าป่านานสักกี่วันวะ อาพนมเทียน?"

ผมไม่พูดอะไรกับเขามาก เพราะก็รักนับถือกันอยู่ (และผมก็ยังระลึกถึงเขาอยู่เสมอจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้ว่าจะล่วงลับไปแล้ว) เบิกเงินล่วงหน้าไปซื้อลูกปืนตามที่เขาเอื้อเฟื้อบอกมา แล้วก็หายเข้าไปพักสงบสติอารมณ์ อยู่ในป่า 2-3 อาทิตย์ ต้นฉบับผมก็ไม่มีเวลาเขียนส่งให้ตามที่เขาบอก เพราะชักไม่แน่ใจเสียแล้ว

กลับมายังไม่ทันจะหายเหนื่อย เขาก็แจ้นมาตามผมที่บ้าน ภายหลังจากล้งเล้งต่อว่าพักใหญ่แล้ว ก็ยอมเล่าความจริงให้ฟังว่าระยะปลายๆ ใกล้เล่ม 10 เริ่มขายดีขึ้นและพลอยทำให้เล่มต้นๆ ตั้งแต่เล่มหนึ่งขึ้นมาที่เคยเหลือเบะบะ ขายดีตามเล่มหลังๆ ไปด้วยจนบางเล่มที่หมดไป ต้องพิมพ์ขึ้นมาแทรกแทนที่

ความจริงแต่แรก ผมก็ไม่ต้องการจะเขียนให้เป็นเรื่องยาวอะไรนัก แต่พอเริ่มต้นเขียนแล้ว มันเกิดเขียนละเอียดเกินไปหน่อยเท่านั้น จบไม่ลง ยิ่งเขียนไป ความคิดของแนวเรื่องมันก็ยิ่งแผ่กว้างไกล ประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยมีอยู่ มันก็ไหลออกมาอยู่ในเรื่องราวโดยไม่รู้ตัว ไม่ต้องอะไรมาก เพียงแค่ไต่ขึ้นไปบนห้าง เพื่อรอสัตว์เข้า (ในเรื่อง) ตอนเดียวเท่านั้น มันก็มีเหตุการณ์ที่จะเขียน ให้เกิดภาพพจน์จินตนาการของผู้อ่าน ตามข้อเท็จจริงได้ประสบมา ยาวถึง 1 เล่มพ็อคเก็ตบุคเข้าไปแล้ว – มันแจงละเอียดละออออกมาเอง โดยไม่รู้ตัวจริงๆ เพราะในชีวิตการเขียนที่ผ่านมาก่อนนั้น หนักไปในทางเรื่องรัก, เรื่องบู๊ทางอาชญนิยาย, จารกรรม และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชมพูทวีป เสียเป็นส่วนใหญ่ เรื่องของการใช้ชีวิต หรือดำรงชีพอยู่ในป่ายังไม่เคยเขียนออกมาเลย ทั้งๆ ที่วัตถุดิบเต็มเพียบ พอเริ่มต้นเขียนมันก็หลั่งไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัวดังกล่าว ทั้งๆ ที่แต่แรก อยากจะทำเป็นงานเขียนขนาดสั้น ให้จบสิ้นกันเพียงพ็อคเก็ตบุค 8 เล่ม หรือเป็นปกแข็งได้เล่มเดียวเท่านั้น

เรา – หมายถึงผม กับสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา ทำงานร่วมกันต่อไป คราวนี้เขาไม่กำหนดกฎเกณฑ์เอากับผมอีกแล้ว ว่าจะต้องจบภายในเล่มที่เท่าไหร่ บอกให้เขียนไปเรื่อยๆ ตามถนัดของผม สรุปว่าเปิดโอกาสให้เต็มที่

พอเริ่มขึ้นเล่ม 20 ก็ยังอยู่ชายๆ ดงอยู่นั่นเอง ปรากฏว่า เล่ม 1 ถึง 10 ต้องพิมพ์ซ้ำ และพอเข้าเล่มที่ 30 ก็หมายถึงเล่ม 11 ถึง 20 ต้องพิมพ์ซ้ำ สถิติการจำหน่ายเพิ่มขึ้นมาทุกที ผมไม่แน่ใจว่า มันจะเป็นพ็อคเก็ตบุคที่ขายดีที่สุดหรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าผมเขียนได้ด้วยความสบายใจ โดยไม่มีเจ้าของสำนักพิมพ์มาทำหน้ายักษ์สั่งให้จบลง ในเล่มที่เท่านั้นเท่านี้อีก

พอเล่มที่ 40 ขึ้นไปก็ปรากฏว่านวนิยายผจญภัยในป่า ในรูปเล่มพ็อคเก็ตบุค ยืนอยู่ได้แล้ว ระยะนี้ "ไค้" หรือ ชาญกิจ ฉัตรเจริญสุข (เจ้าของนิตยสาร "แปลก" ในปัจจุบันนี้) อันเป็นหลานชายของ ไค้เซ้ง ได้เข้ามาเป็นผู้จัดการ และมีคุณ ชัย จิตติเดชารักษ์ เจ้าของห้างหนังสือ สุริยวงศ์บุคสโตร์ เชียงใหม่ (ปัจจุบันล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งชอบพอกับผมเป็นส่วนตัวได้เป็นผู้คอยส่งเสริม เป็นกำลังใจอยู่เสมอเกี่ยวกับสถิติของหนังสือที่รับไปจำหน่าย ทางภาคเหนือ เพราะยอดพิมพ์ เพชรพระอุมาพ็อคเก็ตบุค ซึ่งออกเป็นราย 10 วันเล่ม แม้ผมจะไม่รู้จำนวนยอดที่แน่นอนลงไป (เขาปิดเป็นเรื่องธรรมดา) แต่คุณชัย ก็กระซิบบอกผมว่า มันมีจำนวนไม่น้อยไปกว่านิตยสาร ประเภทรายสัปดาห์ที่ขายดีอยู่ในตลาดหนังสือยุคนั้น

"เขียนต่อไปเรื่อยๆ คุณอาจมีโอกาสโอนเอานวนิยายเรื่องนี้ มาออกหนังสือรายสัปดาห์ได้ทั้งฉบับทีเดียว"
คุณชัย จิตติเดชารักษ์ ให้กำลังใจผมไว้เช่นนั้น อย่างคนที่รักสนิทและหวังดีเป็นส่วนตัวและถึงแม้ "ไค้" ชาญกิจ ฉัตรเจริญสุข เจ้าของนิตยสาร "แปลก" ในปัจจุบันนี้ ผมก็ยังเว้นที่จะขอบคุณเขาเสียมิได้ ในกรณีที่ให้ความร่วมมือเป็นกำลังใจในทุกด้าน เกี่ยวกับการเขียนนวนิยายเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นผู้จัดการสำนักพิมพ์ ได้ทำหน้าที่ประสานงานให้แก่ เถ้าแก่ไค้เซ้ง อันเป็นอาของเขา และคอยเป็น "กาวใจ" ระหว่างผม กับเจ้าของสำนักพิมพ์มาตลอดเวลา ผมเอะอะโวยวาย หรือเกิดร้อนขึ้นมา เถ้าแก่ไค้เซ้งเป็นคนใจดี แต่ยังไม่สู้จะเข้าใจอะไรนัก ทว่าหลานชายคือ ชาญกิจ เป็นคนมองเห็นการณ์ไกล และสปอร์ตคล่องงานรอบตัว เขาเป็นนักจัดการ และนักเชื่อมประสานงานที่ดีเยี่ยมคนหนึ่ง

พอมีกำลังใจ ผมก็ลงมือทุ่มเทสมอง ในงานเขียนชิ้นนี้อย่างเต็มที่ (ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไปว่า เอาอะไรจากไหนมาเขียน) และใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ พร้อมกันไปในตัว งานที่แต่แรกตั้งใจเพียงแค่ "ขอไปที" ก็เริ่มประณีตละเมียดละไมขึ้น ชนิดที่จะให้พลาดไม่ได้เลย ทุกบท ทุกตอน ทุกประโยคของคำพูดและในระยะเวลาระหว่างนี้ ท่านผู้อ่านก็เริ่มที่จะเข้ามาช่วยผมด้วย กล่าวคือ นอกจากช่วยสนับสนุนซื้อหนังสืออ่านแล้ว ถ้าแม้ว่าผมหลงลืมหรือทำท่าจะพลั้งพลาดตอนไหน (เป็นธรรมดาของคนเขียนเรื่องยาวๆ ซึ่งก็อาจลืมไปบ้าง) ก็จะโทรศัพท์หรือจดหมายมาบอกเตือนผม ทำนองว่า ผมกำลังจะลืมสิ่งนั้นสิ่งนี้ ในเนื้อเรื่องไปเสียแล้วนะ… ไอ้ช้างตัวนั้นนะ มันชื่ออย่างนี้ ไม่ใช่ชื่ออย่างนั้น ตำแหน่งแห่งที่ซึ่งผ่านมาเมื่อวานนี้ มันคือ โป่งกระทิง ไม่ใช่ห้วยยายทอง ฯลฯ….. อะไรทำนองนี้

ตั้งแต่เล่มที่ 50 ขึ้นมา ก็แปลว่า เพชรพระอุมา ติดลมบนแล้ว แม้จะเป็นพ็อคเก็ตบุคก็กลายเป็น นิตยสาร ไปในทีอยู่ในตัวของมันเอง นับวัน จำนวนการพิมพ์เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เล่มต้นๆ แรกๆ ถูกขุดขึ้นมาขายหรือถูกพิมพ์ใหม่ซ้ำขึ้นมา สำหรับผู้ที่เพิ่งจะมาอ่านพบภายหลัง และเรียกร้องตอนต้นๆ เพื่อต้องการอ่านให้ติดต่อโดยตลอด

พอเล่มที่ 70 ผ่านพ้นไปแล้ว คุณชัย จิตติเดชารักษ์ และ ชายกิจ ฉัตรเจริญสุข ผจก. ผ่านฟ้าพิทยา ก็มาพบผมพกเอาเรื่องที่ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ มาพูดกับผมด้วย "เราจะออกหนังสือรายสัปดาห์กัน โดยเอาเรื่องเพชรพระอุมา เป็นเรื่องนำ"

ชาญกิจพูดกับผม ซึ่งผมงง การจะออกนิตยสารประเภทรายสัปดาห์สักเล่มหนึ่ง ในยุคนั้น ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ รายสัปดาห์มีชื่ออื่นๆ หลายฉบับ ออกมานานนับเป็นสิบๆ ปี ยังม้วนเสื่อกันไปนับไม่ถ้วน หัวหนังสือก็ไม่มีจะออกค่าซื้อหรือเซ้งหัวหนังสือกัน (ยุคนั้น) ราคานับเป็นแสน ไหนจะโรงพิมพ์ ไหนจะ…จิปาถะ มันจะไหวได้ยังไง "ต้องไหว!"

คุณชัยบอก ทั้งๆ ที่ตัวคุณชัยเอง ท่านก็ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับผลได้ผลเสียอะไรด้วยทั้งสิ้น นอกเสียจากที่ท่านเป็นผู้ใหญ่รุ่นพี่ใหญ่ของผม รักสนิทชอบพอเป็นส่วนตัวดังกล่าว และบังเอิญคุณชัยก็สนิทสนมชอบพอกับชาญกิจ และสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา อันหมายถึง ไค้เซ้ง ด้วย

ทั้งสองคนช่วยกันหว่านล้อม ให้กำลังใจผมอีกหลายอาทิตย์ทีเดียว โดยบอกให้ผมทราบว่า ถ้าผมเอาเสียคนเดียว ทางสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา จะดำเนินการทั้งหมด ตั้งแต่ซื้อหรือเซ้งหัวหนังสือรายสัปดาห์สักฉบับที่เก็บไว้เฉยๆ จัดหาสำนักงาน จัดหาโรงพิมพ์เอง

ผมไตร่ตรองอยู่หลายอาทิตย์ ทีเดียวเพราะมันหมายถึงว่า นอกเหนือจากการเขียนอย่างเดียวแล้ว ผมจะต้องโดดเข้าไปบริหารเต็มตัวในฐานะหัวหน้ากองบรรณาธิการเพราะเมื่อออกในรูปนิตยสารรายสัปดาห์แล้ว จะมีเฉพาะเรื่อง เพชรพระอุมา ของผมอย่างเดียวย่อมไม่ได้ มันจะต้องมีเพื่อนนักคิดนักเขียนอื่นๆ มาร่วมด้วยให้ครบทีม เพื่อทำรูปแบบให้ออกมาอย่างนิตยสารรายสัปดาห์ที่นิยมกันในยุคนั้น ซึ่งกำลังแข่งขันกันอยู่เต็มที่

ประการสำคัญที่สุดก็คือ แม้ผ่านฟ้าพิทยาจะยิ่งใหญ่ขึ้นมาแล้ว แต่สำนักพิมพ์แห่งนี้ก็ยังไม่ร่ำรวยมาก จนถึงกับจะออกเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาลได้ มันเสี่ยงต่อการวายวอดเหลือเกิน และความหวังทั้งหลายพวกเขาก็ฝากไว้กับผมเขียนคนเดียว ฝากไว้กับนวนิยายเรื่อง เพชรพระอุมา ซึ่งเขาเห็นว่า แม้จะออกราย 10 วันเล่ม มันก็มีสภาพเป็นนิตยสารอยู่แล้ว และมีการจำหน่ายไม่น้อยหน้าไปกว่าหนังสือรายสัปดาห์ที่ขายดีอื่นๆ เลย

ซาวนด์เสียงดูทางเถ้าแก่ไค้เซ้งเอง ก็เห็นว่าเสียงของเขาหนักแน่นเต็มที่ (คิดมาถึงตอนนี้แล้ว รู้สึกเสียใจเหลือเกิน ที่เราต้องมาผิดใจกันภายหลัง เพราะเขาไปหลงเชื่อ หลงผิด ร่วมกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง อันเป็นผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผมเอง กระทำการอันไม่สมควรสำหรับผมขึ้น – แต่เดี๋ยวนี้ ผมขออโหสิกรรม ให้แก่เขาแล้วอย่างบริสุทธิ์ใจ อโหสิให้แก่ทั้งหมดทุกคนที่เคยคิดร้ายต่อผม จนในที่สุดได้แพ้ภัยตัวเองไปในรูปแบบต่างๆ ซึ่งขอยืนยันว่า ไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำมือของผม)

เมื่อทางฝ่าย "ทุน" พร้อม ผมก็พร้อม โดยสละงานเขียนทางด้านอื่นทั้งหมด เพื่อโดดเข้ามาบริหารหนังสือเอง เราได้ไปซื้อหัวหนังสือมาจาก ดร.ไพฑูรย์ เครือแก้ว ชื่อหนังสือ รวมข่าวเพชรไทย มาด้วยราคาที่สูงพอสมควรทีเดียว "ทุน" นั้น เป็นของผ่านฟ้าพิทยา ทั้งหมด สมองและการติดต่อทุกชนิดเป็นของผมในยุคนั้น ดังได้กล่าวแล้วว่า การจะออกหนังสือพิมพ์สักฉบับ แม้จะเป็นเรื่องราวหนักไปในทางบันเทิงก็ตาม มันแสนที่จะยากเย็น เพราะหนังสือพิมพ์ถูกคุมกำเนิด การปกครองของรับในยุคนั้นอยู่ในรูปกึ่งเผด็จการ กลัวหนังสือพิมพ์จะเป็นเสี้ยนหนาม เจ้าของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องประคองสถานภาพของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้ถูกสั่งปิด (เพราะขออนุญาตเปิดใหม่ไม่ได้) และผู้ลงทุนเป็นเจ้าของส่วนใหญ่ จะต้องมีชื่อเป็นตัว บ.ก. หรือ บรรณาธิการเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครฉกฉวยสิทธิ์นั้นไปได้ หรือทำให้สิทธิ์นั้นจะต้องเสียไป ยุคนั้น คำว่า บรรณาธิการ ก็หมายถึง "เจ้าของหนังสือ" นั่นเอง ส่วนผู้มีสิทธิ์ในการบริหารอย่างแท้จริงเป็นตัว หัวหน้ากองบรรณาธิการ และคำว่า "หัวหน้ากองบรรณาธิการ" จึงเป็นคำที่ถูกใช้ในความหมายบริหารอย่างแท้จริง มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ตัวบรรณาธิการเองน่ะ ไม่ได้ทำอะไรหรอก นอกจากเป็นเจ้าของอย่างเดียว

ในฐานะที่ ผ่านฟ้าพิทยาเป็นทุนโดยตรง บุตรชายของเขา คือ สุนทร เทพวาทินันท์ จึงมีชื่อเข้ามาเป็น ตัวบรรณาธิการ ส่วนผมนั้นในฐานะผู้บริหารและร่วมหุ้นสมอง เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ ปีนั้นเป็นปี 2513 ต้นปี เพชรพระอุมา ได้ออกมาเป็นพ็อคเก็ตบุค ถึงเล่มที่ 98 (เก้าสิบแปด) พอดี อีกสิบวันต่อมาที่จะกำหนดออกเป็นเล่มที่ 99 (เราถือโชคเก่าๆ อยู่ คืออยากได้เลข 99) ก็จะย้ายมาออกในรูปเล่มของนิตยสารรายสัปดาห์ ซึ่งมีชื่อใหม่ว่า นิตยสาร รวมข่าว (ตัวเล็ก) จักรวาล รายสัปดาห์ (ตัวใหญ่) ฉบับ เพชรพระอุมา เล่มที่ 99 ออกวางตลาดเป็นครั้งแรก ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2513

คำว่า "จักวาลรายสัปดาห์" เป็นคำที่ผมคิดประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งในขณะนั้น ความคิดในด้านบริหารทุกอย่างเป็นของผม ส่วนความคิดในด้านการเงินทุกบาท เป็นของฝ่ายไค้เซ้งและชาญกิจ อาหลานทั้งคู่ โดยมีชาญกิจ ผู้เชี่ยวชาญในกิจการทุกอย่างสมชื่อ มาเป็นผู้จัดการ ตัวบรรณาธิการเอง อันเป็นบุตรชายของเจ้าของสำนักพิมพ์ยังเด็กนัก ในพ.ศ. นั้น ถูกอุปโลกน์ไว้ให้มีชื่อเป็นบรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือเฉยๆ

ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2513 เป็นต้นมาดังกล่าว โลกของหนังสือรายสัปดาห์ได้เกิดขึ้นอีกฉบับหนึ่ง ท่ามกลางความปั่นป่วนของวงการหนังสือประเภทรายสัปดาห์ทั้งหลายในข้อที่ว่า จะอยู่หรือจะไป เพราะมีการต่อสู้กันขนาดหนัก นิตยสาร ที่แปลงรูปขึ้นมาจากอดีตพ็อคเก็ตบุค ฉบับ เพชรพระอุมา คือหัวเรื่องสำคัญของรายสัปดาห์เล่มนี้ ที่ตัวเล็กๆ ของหัวหนังสืออันบอกถึงกำหนดเวลาออก ประจำวันที่ต่างๆ นั้น ฉบับปฐมฤกษ์ก็เริ่มด้วยเลข ฉบับที่ 1 ตามปกติ แต่ตัวโตๆ ที่ปรากฏหราอยู่บนหน้าปก ก็คือ เพชรพระอุมา เล่มที่ 99 อันหมายถึงว่า ใครอ่านพ็อคเก็ตบุค เพชรพระอุมา มาแล้ว 98 เล่ม ก็ให้โอนมาอ่านต่อในรายสัปดาห์ที่ชื่อ จักรวาล นี้ได้เลย เราวางแผนการอย่างนั้น

จักรวาลรายสัปดาห์ ภายใต้การนำนวนิยายเรื่อง เพชรพระอุมา มาลงไว้เป็นเรื่องเอกประจำฉบับนั้น สามารถจะยืนอยู่ในโลกหนังสือรายสัปดาห์ได้อย่างสบายพอสมควร ทีเดียว และหนึ่งขวบปีให้หลัง ก็สามารถที่จะมีพลังมาสร้างโรงพิมพ์ของตนเองได้ในซอยนรอุทิศ ถนนนครไชยศรี โดยย้ายจากเดิม ซึ่งเคยเป็นเฉพาะสำนักงานบริหารชั้นสอง ของห้างจำหน่ายหนังสือผ่านฟ้าพิทยา ถนนนครสวรรค์ ซึ่งเริ่มต้นนั้น เรายังต้องไปจ้างที่อื่นพิมพ์ เพราะยังไม่มีโรงพิมพ์ของตนเอง

เพชรพระอุมา คงดำเนินเรื่องราวของมันต่อไป ในสต๊าฟฟ์ทีมงานที่ร่วมกันมาแต่ต้น พอขึ้นปี 2516 ในระหว่างที่ผมเกิดล้มป่วยลงด้วยอาการที่คล้ายๆ โรคหัวใจ คือ เส้นโลหิตบางเส้นตีบ ส่งเลือดขึ้นไปไม่พอหล่อเลี้ยงสมองอันดูเหมือนจะเป็นสัญญาณเตือน เรื่องบาปเวรที่เคยก่อเอาไว้กับสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก ต้องเข้าไปนอนระลึกย้อนไปถึงอดีตของตนเองอยู่ในโรงพยาบาล นั้น ชาญกิจ ฉัตรเจริญสุข ก็เดินหน้าตาไม่เสบย เข้ามาเยี่ยมผมในร.พ.มิชชั่น แล้วก็บอกแต่เพียงสั้นๆ รวบรัดว่าเขาเองไม่อาจที่จะทำงานร่วมอยู่ใน จักรวาล ได้อีกแล้ว เพราะได้รับความกดดันบางอย่างจากอาของเขาเอง จะขอลาออก ผมได้ทักท้วงเขาไว้ แต่ก็ไม่เป็นผล และรู้สึกเห็นใจในเหตุผลของเขา จึงยอมรับทราบ ชาญกิจจึงขอลาออกจากการเป็นผู้จัดการ ซึ่งในขณะนั้น ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นรูปบริษัทแล้ว และเมื่อผมทุเลาจากการเจ็บป่วย แต่ยังต้องเข้าๆ ออกๆ อยู่ในระหว่างสำนักงาน และโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำนั้น ผมก็ปฏิบัติหน้าที่ของนักเขียน และหัวหน้ากองบรรณาธิการต่อไปโดยมี บ.ก.ตัวจริง คือ สุนทร เทพวาทินันท์ ซึ่งได้รับการมอบหมายกิจการจากบิดา ให้มารับหน้าที่ของผู้จัดการทำหน้าที่แทนชาญกิจต่อไป ระหว่างที่เขาเข้ามารับหน้าที่ใหม่ๆ นั้น ผมก็แลเห็นเหมือนน้องได้เรียกเข้ามาสั่งสองหลักการดำเนินงานต่างๆ ให้ และขอให้เขาตั้งใจทำงานแทนชาญกิจให้ดีที่สุด ซึ่งเขาก็รับปากเป็นอันดีว่าจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่ให้มีอะไรบกพร่อง ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผม กับบิดาของเขา แทนชาญกิจที่ลาออกไปแล้ว

สุนทร เป็นเด็กหนุ่ม ที่ชอบเที่ยวสนุกแบบเพลย์บอยมาแต่ไหนแต่ไร การที่เขาเข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการของกิจการซึ่งก็ไม่เล็กจนเกินไป โดยทำหน้าที่ต่างหูต่างตา แทนบิดาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของโรงพิมพ์ หนังสือพิมพ์และอื่นๆ ของงานที่เกี่ยวข้องออก จะเป็นเรื่องผิดกับบุคคลิกประจำตัว ของเขาอยู่เป็นอันมากไม่คล่องตัวเหมือนสมัยที่ชาญกิจยังปฏิบัติอยู่ ผมเองก็เริ่มรู้สึกอึดอัดในความไม่สู้จะสันทัดต่องานอันจะต้องมีความสัมพันธ์กับคน เป็นจำนวนมากของเขา และมีลางบอกเหตุอะไรหลายๆ ประการที่ทำให้ผมคิดว่า ผมคงจะร่วมทำงานอยู่ในจักวาลแห่งนี้ไปได้ไม่ถาวรนัก จะอย่างไรก็ตาม ผมก็ได้พยายามปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารฉบับนั้น ไปอย่างดีที่สุด เพชรพระอุมาภาค 1 ได้จบสิ้นสมบูรณ์ลงในราว พ.ศ.2518 นั่นหมายถึงว่า ภาระกิจของ รพินทร์ ไพรวัลย์ ที่รับจ้างไปติดตามคนหายสาบสูญในป่า ได้สำเร็จผลลงแล้ว โดยการตามตัวคนหายกลับมาได้ตามสัญญาจ้าง ผมก็ได้นำนวนิยายเรื่อง กุหลาบไฟ ที่เขียนค้างไว้ในนิตยสาร สายฝน มาเขียนสืบต่อแทนเพชรพระอุมา ที่จบไปแล้วนั้น โดยใช้ชื่อภาคใหม่ว่า มัจจุราชสีรุ้ง ระหว่างที่ผมยังปฏิบัติหน้าที่เป็นปกติอยู่ในจักรวาลนั่นเอง คุณแสง เหตระกูล ผู้อำนายการ นสพ. รายวัน เดลินิวส์ (ในขณะนั้น) ก็ได้ติดต่อให้ผมเขียนนวนิยายเรื่อง เพชรพระอุมา ภาคที่สอง ให้แก่ นสพ. เดลินิวส์ โดยเฉพาะ นำลงอาทิตย์ละครั้งเฉพาะทุกๆ วันจันทร์

ความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ในกองจัดการของหนังสือรายสัปดาห์ จักรวาลทำให้ผมรู้สึกว่า ผมจะต้องเตรียมตัวเพื่อทางหนีที่ไล่เมื่อถึงคราวจำเป็นขีดสุดมาถึง ถึงแม้จะไม่ใช่ความประสงค์ อย่างแท้จริงของผมเลยเพราะ เพชรพระอุมา นั้นได้จบสมบูรณ์ลงไปแล้ว แต่เมื่อมาถูกขอร้องให้เขียน ภาคใหม่ขึ้น ผมก็จำเป็นจะต้องรับ ได้เริ่มเขียนภาคสอง ตอน จอมพราน ให้แก่ เดลินิวส์ เป็นประจำทุกๆ วันจันทร์ อันเป็นปฏิบัติภาคใหม่ของ รพินทร์ ไพรวัลย์ เกี่ยวกับการไปตามเครื่องบินตกสูญหายในป่า ในขณะเดียวกัน ผมก็ยังบริหาร และยังเขียนเรื่อง มัจจุราชสีรุ้ง ให้แก่จักรวาลเหมือนเดิม โดยไม่บกพร่อง

การที่ผมไปเขียน เพชรพระอุมา ภาค จอมพราน ให้แก่ นสพ.เดลินิวส์ ทำให้ สุนทร เทพวาทินันท์ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของฝ่ายทุนไม่พอใจอย่างยิ่ง ได้ขอให้ผมถอนเรื่อง เพื่อย้ายกลับมานำลงในจักรวาล ผมแจ้งให้เขาทราบว่า ผมไม่อาจทำได้ดังที่เขาต้องการ เพราะผมก็เขียนเรื่องให้จักรวาลที่ผมบริหารอยู่แล้ว รวมทั้งบอกให้เขาทราบด้วยเหมือนกันว่า มีอะไรสิ่งใดบ้าง ที่ผมรู้สึกว่า มันทำท่าจะไปด้วยกันไม่ได้เสียแล้ว ถ้าเขาไม่เปลี่ยนแนวทางหรือท่าที ความหมางใจ ซึ่งกันและกันเริ่มคุกรุ่นมาตั้งแต่เหตุดังได้กล่าวมานี้ เรายังฝืนทำงานกันต่อมาไปได้อีก 2 ปีเต็มๆ พอรุ่งขึ้นปี 2520 ก็มีอันเป็นไปต้องแตกหัก

โดยการเชื่อคำยุยงว่า จักรวาล ควรจะยืนอยู่ในโลกของรายสัปดาห์ได้โดยไม่ต้องมีนักเขียนชื่อ "พนมเทียน" หรือผู้บริหารชื่อ ฉัตรชัย อีกต่อไป เพราะติดลมแล้ว

สุนทร พร้อมกับลูกน้องของผมบางส่วนอันประกอบด้วยผู้ช่วยบรรณาธิการ (ซึ่งผมจะไม่ขอเอ่ยนาม เพราะเขาก็ได้ล่วงลับไปแล้ว) และคณะนักเขียนชุดหนึ่ง ที่กำลังทำงานอยู่ในจักรวาล ได้ร่วมมือกันปฏิบัติการต่อผม ตามที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าไม่ผิด เพียงแต่รออยู่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้น กล่าวคือได้มีการประกาศแต่งตั้งหัวหน้ากองบรรณาธิการขึ้นใหม่ ถอดถอนเรื่องของผมที่กำลังนำลงอยู่ ออกอย่างฉับพลัน หนี้สินจำนวนเล็กน้อย อันเป็นเงินเดือนและค่าต้นฉบับที่ยังค้างชำระของผม ถูกยึดไม่ยอมจ่ายให้ ประกาศแนวทางใหม่ใส่ร้ายโจมตีผม ในลักษณะโดยจ้างวาน นำไปลงในนิตยสารอีกฉบับหนึ่ง ครบชุด เหมือนการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจ การปกครองเปลี่ยนรัฐบาลไม่มีผิด

นั่นคือการ สิ้นสุดกันลงอย่างแตกหักระหว่างผม กับ จักรวาลรายสัปดาห์ ที่เราร่วมมือกันมาแต่ต้น ผมไม่ได้คิดอะไรมากเพราะผมก็รู้ตัวล่วงหน้าเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เมื่อเขาใส่ไคล้ผมทางหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อจะปิดบังพฤติการณ์ของฝ่ายเขาเอง ผมก็ฟ้องหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเป็นจำเลย ในฐานละเมิดหมิ่นประมาท ซึ่งผมก็เป็นฝ่ายชนะคดี ต้องมีการขอขมากัน เพราะไปเก็บข้อมูลผิดๆ มาเขียน และเมื่อเขาผิดข้อสัญญา อันเป็นลายลักษณ์อักษรกับผม ผมก็ฟ้องเป็นคดีแพ่งกับหนังสือพิมพ์จักรวาล สู้ความกันมาสี่ปีเศษ (นับจากเกิดเหตุ) ศาลตัดสินให้เขาเป็นผู้ผิด ต้องชำระหนี้ที่ค้าง และสินไหมทดแทนให้แก่ผม ค่าที่ผิดสัญญา แต่ผมก็ไม่ได้คิดที่จะไปติดตามเอาค่าเสียหายอะไรทั้งสิ้น ศาลตัดสินมาแล้วก็จริง ทว่า หนังสือพิมพ์จักรวาลมีอันต้องเป็นไป ปิดตัวเอง ละลายหายกันไปหมดทั้งชุด ทั้งคณะก่อนที่คดีจะสิ้นสุดลงเสียอีก ผมบอกแล้วว่าผมไม่ติดใจอะไร และพร้อมที่จะอโหสิกรรมให้แก่บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้งบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็จำเป็นจะต้องหลีกหลบหน้าสังคมเพราะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของวิสัย มนุษย์ปุถุชนที่ยังมีกิเลส เป็นเครื่องบังตาอยู่ ผมเองก็ไม่ใช่วิเศษวิเสโสอะไรที่ไหนมัน "ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป" ช่วยให้ชีวิตมีรสชาติดีขึ้นเสียอีกทำบุญร่วมกันมาแค่นั้นนี่ ส่วนผมก็ทำบาปกับสัตว์มามาก สัตว์ทำอะไรผมไม่ได้ บางทีก็เลยฝากแก้แค้นมาให้คนด้วยกัน อันเป็นลูกน้องบริวารหรือมิตรสหายของผมบางคน ช่วยทำให้แทนถ้าเราไม่คิดมาก ก็ไม่เจ็บมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น แค่แสบๆ คันๆ ดีเท่านั้น

เพชรพระอุมา ตอน จอมพราน นำลงในเดลินิวส์ ติดต่อไปเรื่อยๆ หลังจากผมพังกับจักรวาลรายสัปดาห์ ที่ผมก่อตั้งมากับมือเองแล้ว จนกระทั่งปี 2524 หรือในราวๆ นั้น คุณแสง เหตระกูล ผอ.เดลินิวส์ ก็ถึงแก่กรรมลง บรรยากาศเปลี่ยนอีก อันเป็นเรื่องของความเป็นอนิจัง ในทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องขยับฟุตเวิร์คเพื่อหลบหมัดอีกแล้ว เขียนติดต่อกันมาได้ในเดลินิวส์ ราว 4-5 ปี พอขึ้นต้นพ.ศ.2525 ผมก็มีความจำเป็นที่จะต้องมาทำหนังสือของผมเอง (ถึงจะไม่ใช่ของผมเอง โดยตลอดไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คราวนี้หมายถึงผมได้ร่วมลงทุนด้วย) คือ จักรวาลปืนเล่มนี้ นี่จึงเป็นเหตุผลในข้อที่ว่า เหตุใดผมจึงต้องตัดตอนจบอย่างกระทันหันในเดลินิวส์ เพื่อที่จะนำมาเขียนสืบต่อ ภาค 3 ตอน มงกุฎไพร ใน จักรวาลปืน เล่มนี้ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.2525 เป็นต้นมา นับเวลารวมได้ 8 ปีเต็มๆ จนถึงบทสุดท้าย หรือบทอวสานของตอน มงกุฏไพร ดังได้ผ่านสายตาท่านไปแล้ว เมื่อฉบับก่อน

เรื่องราวในความเป็นมาเบื้องต้น ของนวนิยายเรื่องนี้ ก็มีดังได้พรรณามาอย่างสรุปย่อนี่แหละครับ เป็นการเกริ่นให้ทราบถึงที่มาของมันเสียก่อน

ในฉบับหน้าผมจะได้พูดถึงเรื่อง "พล็อต" หรือโครงเรื่องที่มาต่อไป ว่าเนื้อหามาจากไหน และตอนต่อๆ ไป ก็จะพูดถึงส่วนประกอบของโครงสร้างเรื่อง, ที่มาของสถานที่, และที่มาของตัวละครแต่ละตัว เป็นการเปิดอกคุยกันธรรมดาๆ ครับ เพราะผมถือท่านผู้อ่านนวนิยายของผมหรืออ่านนิตยสารจักรวาลปืนทุกท่าน เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทของผม การเขียนเล่าเหตุการณ์ของผม ก็จะเป็นการเล่าไปเรื่อยๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไร และผมก็อดที่จะบอกกล่าวกับท่านผู้อ่านทุกท่านเสียไม่ได้ว่าผมรู้สึกเบาตัว โล่งอก โปร่งใจเหลือประมาณ คล้ายยกภูเขาออกจากอก ที่สามารถทำให้นวนิยายเรื่องนี้ จบลงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ได้ติดค้างชะงักเป็นหนี้ท่านอยู่ เพราะคนเขียนเสือกตายลงเสียก่อน แต่เท่าที่ผมทราบนั้น ผู้อ่านหลายท่านถึงแก่อายุขัยไปแล้วครับ ในระหว่างที่ยังติดตามอ่านนวนิยายเรื่องนี้อยู่ วิญญาณท่านเหล่านั้นคงจะสาปแช่งผมพิลึก….


หน้าต่อไป


ฉบับที่ 291 292 293 294 295


เส้นทาง : สารบัญ เกี่ยวกับเพชรพระอุมา อินไซด์เพชรพระอุมา