หน้า4


ก่อนที่ฟ้าจะสางเล็กน้อย ขบวนการเดินทางก็พร้อม เกวียนทั้งหมดมีจำนวน ๘ คัน ตละคันมีคนคุมหรืออีกนัยหนึ่งลูกหาบประจำสองคน ห้าคันใช้บรรทุกสัมภาระเต็มเพียบ สองคันใช้เป็นเกวียนสำรอง และอีกคันหนึ่งซึ่งอยู่หน้าขบวนใช้เป็นเกวียนนั่งโดยสารของคณะนายจ้าง บรรทุกเฉพาะสิ่งของจำเป็นที่จะหยิบใช้อย่างปัจจุบันทันด่วนของคนเหล่านั้น เกวียนทั้งหมดเทียมด้วยควายใหญ่ฉกรรจ์แข็งแรง เคยชินกับการเดินป่า ซึ่งได้เลือกสรรแล้วเป็นอย่างดี

คนทั้งหมดที่จะร่วมเดินทางไปก็คือ คณะนายจ้าง ๓ คน พรานพื้นเมืองคนเก่าแก่ของรพินทร์อันเป็นพวกอาสาสมัคร ๔ คน รวมกับแงซายหนุ่มชาวดงพเนจรผู้มาอาสารสมัครใหม่ รวมเป็น ๕ คน พวกลูกหาบคุมเกวียนอีก ๑๖ คน เมื่อรวมทั้งรพินทร์อันเป็นพรานใหญ่ ผู้นำทางตลอดจนรับผิดชอบในทุกสิ่งทุกอย่างในการเดินทางมหาวิบากครั้งนี้ ก็รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน ๒๕ คน

เมื่อเชษฐา ดาริน และไชยยันต์เตรียมตัวเสร็จ และลงจากเรือนพักมา ก็พบว่าคาราวานเกวียนเหล่านั้น ตั้งขบวนกันอย่างเป็นระเบียบรอคอยอยู่แล้ว ทุกคนยืนประจำอยู่กับหน้าที่ของตน จอมพรานกำลังเดินตรวจตราดูความเรียบร้อย และพูดจากสั่งงานอยู่กับคนเหล่านั้น เขาอยู่ในชุดเดินป่าลักษณะเดียวกับที่ทุกคนมองเห็นในวันแรก เป็นเสื้อผ้าหนาตัดแบบรัดกุม และคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ได้รอบตัวมากที่สุด โดยไม่มุ่งหวังในความโก๋เก๋สวยงามอย่างใดทั้งสิ้น รองเท้าเป็นรองเท้าแบบเดินป่าของตำรวจตระเวณชายแดน หมวกสักหลาดคาดหนังสือดาวครอบอยู่บนศีรษะ เขาไม่ได้คาดเข็มขัดปืนสั้นแต่มีมีดโบวี่ยาวขนาด ๘ นิ้ว ร้อยติดอยู่กับเข็มขัดอยู่ทางเอวด้านซ้ายเยื้องไปทางหลัง ไหล่ขวาสพาย ๓๐-๐๖ อันเป็นไรเฟิลประจำมือ เมื่อคณะนายจ้างของเขาเดินลงมาพรานใหญ่ก็ตรงเข้าไปรับ

เชษฐากับไชยยันต์อยู่ในชุดเดินป่าทันสมัยอย่างนักล่าสัตว์ชาวกรุงทั้งหลาย คาดเข็มขัดปืนสั้นขนาด .๔๔ แม็กนั่มคนละกระบอก

ส่วนดารินไม่ต้องสงสัย ขนาดจอมพรานกราดสายตาชำเลืองเพียงผ่าน ๆ เขาก็อดที่จะต้องงงงันไปเสียมิได้ นางเองของเรื่องในภาพยนตร์ เกี่ยวกับการเดินป่าอย่างไรก็อย่างนั้น หรือจะเรียกว่าเป็นการแสดงแฟชั่นของนางแบบสาวเกี่ยวกับชุดเดินป่าก็ไม่ผิด...ม.ร.ว. หญิงคนสวย ทั้งงาม ทั้งเก๋ อยู่ในชุดเดินป่า ตัดเย็บประณีตรัดรูปทรงอย่างเจตนาจะให้เป็นแบบที่สวยงามจริง ๆ สีเขียวใบไม้

ความสมบูรณ์ของวัยและความมีส่วนมีทรงอันดีอยู่แล้ว เมื่อเข้ามาเป็นหุ่นของชุดนั้น มันทำให้สายตาใดก็ตามที่เห็นเข้าย่อมจะต้องจ้องตะลึงไป หล่อนเป็นคนมีรสนิยมสูงในการแต่งกายเอาเสียจริง ๆ แม้กระทั้งเวลาที่จะเดินทางเข้าป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข็มขัดซองปืนอันบรรจุเจ้า .๓๕๗ แบบซิงเกิ้ลแอ็คชั่นของหล่อนที่คาดเพล่อยู่ครึ่งเอวครึ่งตะโพก หล่อนก็ใช้เข็มขัดแบบ "เวสท์เทอร์น" คือแบบ "คาดต่ำ" ในระดับตะโพก ไม่ใช่คาดรั้งชิดเอวเหมือนเชษฐาและไชยยันต์ ซองปืนก็เป็นแบบ "ชักเร็ว" มีสายหนังเป็นเข็มขัดคาดรัดติดอยู่กับลำขา "เฉี่ยว" ไปตลอดกายกลมกลืนสวยงามไม่มีที่ติอะไรเลย ถ้าหากหล่อนจะเตรียมเข้าหน้ากล้องภาพยนตร์ แต่สำหรับการเตรียมออกเดินทางกันจริง ๆ ครั้งนี้ รพินทร์ ไพรวัลย์เต็มไปด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ

หล่อนก็ดูเหมือนจะอ่านสายตาของเขาที่ชำเลืองผ่านมาบ่อย ๆ ได้ ถามมาว่า

"รำคาญฉันอีกละซิ นายพราน !"

"เปล่าเลยครับ โธ่--คุณหญิง! ผมกำลังจะชมว่า คุณหญิงสง่างามเหลือเกิน แต่ก็ไม่กล้าชม"

"อย่าเลย !"

หล่อนร้องปนหัวเราะ มีอาการเหมือนจะค้อน

"ฉันอ่านสายตาคุณออกหรอกน่ะ คงนึกนินทาอยู่ในใจซินะ ถ้าฉันเป็นคุณฉันจะชอบใจอย่างที่สุด ถ้ามีใครสักคนมาแต่งตัวสวย ๆ ให้คุณดูเล่น ในขณะที่คุณมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความป่าเถื่อนเปล่าเปลี่ยวของธรรมชาติรอบด้าน"

"เอาอีกแล้ว ว้า! น้อยนี่เป็นยังไงแฮะ เจอะหน้าคุณรพินทร์เป็นต้องชวนทะเลาะทุกที เราจะออกเดินทางกันอยู่เดี๋ยวนี้แล้วนะ"

ไชยยันต์จุ๊ปากบ่นพร้อมกับโคลงศีรษะ พรานใหญ่หัวเราะเบา ๆ

"คุณหญิงอาจนึกสนุกก็ได้ในการทะเลาะกับผม แต่ผมน่ะเห็นจะไม่ทะเลาะกับคุณหญิงหรอกครับ ยอมให้คุณหญิงทะเลาะข้างเดียว ตามหน้าที่ของลูกจ้างที่ดี ง่า..."

เขาพิจารณาดูเครื่องแต่งกายของหญิงสาว ด้วยตาสุกใสเป็นประกาย ยิ้มขัน ๆ ระบายอยู่ที่ริมฝีปาก

"คุณหญิงเห็นจะเตรียมชุดเดินป่ามาหลายชุดกระมังครับ"

"อ๋อ ไม่ต้องมาประชด เจ็ดวันเจ็ดสีเลย ไม่มีซ้ำ !"

ดารินเชิดหน้าบอก ถอดหมวกสักหลาดของหล่อนออกมาดัดปีก

"น้อยไปหน่อยครับ ควรจะเป็น ๓๐ วัน ๓๐ สี ตลอดทั้งเดือนจะได้มีต้องซ้ำ ลูกหาบเรามีตั้ง ๑๖ คน !"

"ถึงว่าซิ !"

เพื่อนหนุ่มเสริม หันไปพยักหน้ากับรพินทร์

"ปล่อยพระเดชพระคุณเสียคนหนึ่งเถอะ พอเราเริ่มเดินทางออกจากหล่มช้างเหตุการณ์มันคงจะสอนเขาเอง ระยะนี้ปล่อยให้เจ้าหญิงประพาสป่าในเชิงสำราญอริยาบถไปพลาง ๆ ก่อน ข้าทาสบริวารอุปกรณ์บำรุงบำเรอความสุขของเราในตอนนี้ยังพรักพร้อม เจ้าหญิงจะทรงชุดแฟนซีสนุกสนานยังไงก็คงจะได้"

ม.ร.ว. เชษฐาพี่ชายพูดมาอีกคนพร้อมกับหัวเราะหึ ๆ มองดูน้องสาวคนสวยอย่างอ่อนระอา หญิงสาวไม่สนใจหัวเราะเสียงใส แกล้งซ้อมชักปืนอย่างรวดเร็วจากซองข้างตะโพกขึ้นมาควงเล่น แล้วพยักหน้าไปที่หมวกของรพินทร์

"ว่าแต่หนังเสือที่คาดหมวกของคุณนั่นเถอะ สวยดีนี่ ขอให้ฉันเอามาคาดหมวกของฉันโก้ ๆ มั่งจะได้ไหม ?"

จอมพรานยิ้มพราย รีบถอดแถบหนังเสือที่ติดอยู่กับหมวกเขาออก ควาหมวกของหญิงสาวไปจากมือของหล่อน จัดการคาดพันไว้ให้อย่างเรียบร้อย แล้วก้มศีรษะส่งคืนมาให้

"เอาเลยครับ ผมขอมอบให้คุณหญิงด้วยความยินดีและเต็มใจยิ่ง"

"ขอบใจมาก !"

หล่อนร้องออกมาและหัวเราะแจ่มใส มองดูหมวกที่คาดหนังเสือดาวของหล่อนซึ่งเขาทำให้อย่างดีอกดีใจ แล้วรวบผมบรรจงสวมหมวกใบนั้นเดินไปเปิดหีบเล็ก ๆ บนเกวียนคันหนึ่งขึ้นส่องกระจก พี่ชายกับเพื่อนชายพากันถอนใจเฮือกสั่นหัวอยู่ดิก ๆ

"ผมเกรงใจคุณรพินทร์เหลือเกิน ที่มียายน้อยมาเพิ่มภาระให้แก่คณะของเรา"

เชษฐาพูดเบา ๆ ตามองอยู่ที่พรานใหญ่ด้วยความรู้สึกแท้จริงตรงกับคำพูด รพินทร์ยิ้มให้นายจ้างผู้เป็นสุภาพบุรุษสูงศักดิ์ของเขาอย่างอ่อนโยน พร้อมกับสั่นหน้าปฏิเสธช้า ๆ

"โปรดอย่ากังวลอะไรไปเลยครับคุณชาย เดี๋ยวนี้ผมมีความรู้สึกอย่างจริงใจว่า คุณหญิงดารินมีคุณค่าจำเป็นยิ่งสำหรับคณะของเรามากมายทีเดียว เกี่ยวกับความรู้ในด้านแพทย์ของเธอ พวกเราจะต้องพึ่งเธอแน่ ๆ เรื่องจุกจิกอื่น ๆ ส่วนตัวของเธออันเป็นธรรมชาติสามัญของผู้หญิง ความจริงก็ไม่ได้เป็นภาระยุ่งยากอะไรสำหรับพวกเราเลย และสำหรับตัวเธอซึ่งเป็นเพียงผู้หญิงคนเดียวในคณะของเรา ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรนัก ในการที่เราจะช่วยกันให้การพิทักษ์คุ้มครอง ผมคิดว่าถ้าความจำเป็นจริง ๆ มาถึง คุณหญิงดารินจะเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญบึกบึนทรหดพอที่จะสมบุกสมบันกับเราได้อย่างดีทีเดียว !"

เชษฐายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เขาเป็นคนรักและตามใจน้องสาวมิใช่น้อย คำพูดของจอมพรานทำความปลอดโปร่งใจให้แก่เขาอย่างยิ่ง

"ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วไม่ใช่รึ ?"

"ครับ เรียบร้อยทุกอย่าง เราจะรอให้ฟ้าสางกว่านี้อีกสักนิด ฤกษ์เดินทางของเรา ๖ น. ตรง เหลือเวลาอีก ๑๕ นาที"

นายอำนวยผู้อำนวยการบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์ พร้อมทั้งนายประเสริฐผู้จัดการ และคนงานในบริษัทที่มักคุ้นกับรพินทร์ ได้มาถึงหนองน้ำแห้งก่อนกำหนดออกเดินทางเล็กน้อย พวกนั้นมากันเต็มคันรถจิ๊ปบรรทุกใหญ่ เป็นการมาคอยส่งและอำนวยพรให้ด้วยอัธยาศรัยไมตรีจิตอันดี ทั้งสองฝ่ายต่างทักทายและจับกลุ่มคุยกันอยู่ที่ลานกล้าหน้ากองคาราวาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นอบอุ่น แต่ลึกลงไปในความรู้สึกแท้จริงของฝ่ายมาส่งทุกคน คือความเป็นห่วงเพราะต่างย่อมตระหนักดีอยู่ว่า จุดหมายของการเดินทางของคณะ ม.ร.ว. เชษฐาครั้งนี้ อยู่ที่อะไร

ในที่สุดเวลาเดินทางก็มาถึง รพินทร์ตะโกนสั่งให้คนของเขาทุกคนเตรียมตัว และเขาเป็นคนสุดท้ายที่เข้ามาจับมืออำลานายอำพล

"ผมลาละครับ คุณอำพล"

จอมพรานกล่าวเพียงสั้น ๆ ขณะที่ยิ้มให้ ผู้อำนวยการบริษัทส่งสัตว์ออกนอกประเทศ ซึ่งทำงานติดต่ออยู่กับเขามาเป็นเวลานาน รวบมือรพินทร์เข้าไปบีบไว้แน่นพูดด้วยเสียงต่ำลึก

"ก่อนที่คุณจะจากไปยังขุนเขาพระศิวะเบื้องหน้านั้น ขอให้ผมได้ย้ำขอร้องคุณเป็นครั้งสุดท้าย...ผมขอฝากคณะของคุณชายเชษฐาไว้กับคุณด้วย รพินทร์ ไม่มีพรานคนไหนอีกแล้วที่ผมจะไว้วางใจเท่าคุณในการเดินทางครั้งนี้ ?"

"วางใจเถิดครับ ผมขอปฏิญาณด้วยเกียรติยศของลูกผู้ชาย ในอันที่จะนำทางและปกป้องพิทักษ์ภัยให้แก่คณะนายจ้างของผมด้วยชีวิต"

"ขอให้คุณโชคดี ผมหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า ผมจะได้พบคุณกับคณะทุกคนอีกครั้ง ไปเถิด...รพินทร์ พวกเราทุกคนจะภาวนาวิงวอนให้แก่คณะเดินทางของคุณ"

"ขอบคุณครับ !"

รพินทร์ ไพรวัลย์ กล่าวคำอำลาทุกคนที่มายืนรอคอยส่งเขาจบครบ แล้วก้าวเดินสวบ ๆ ออกไปยืนอยู่หน้าเกวียนคันแรก แหงนมองดูตะวันรุ่งที่เพิ่งจะโผล่ขอบสีทองสุกใสขึ้นมาทางทิวเขา เชษฐา ดาริน และไชยยันต์ ขึ้นนั่งประจำอยู่บนเกวียนพร้อม ลูกหาก และพรานอาสาสมัครทุกคนประจำที่ตามที่ได้กำหนดไว้ สายตาของทั้งหมดจับนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวแกร่งไปทั้งตัวของจอมพราน ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเป็นเป้าเดียว ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครเคลื่อนไหวหรือปริปากพูดคำใดทั้งสิ้น

อึดใจนั้น รพินทร์ก็ยกมือขึ้นโบกเป็นสัญญาณพร้อมกับตะโกนสั่งให้เคลื่อนขบวนด้วยภาษาพื้นเมือง

กองเกวียนทั้งหมด เริ่มเคลื่อนออกจากที่ตัดเข้าสู่ป่าโปร่งตามการนำของเขา ร่างของจอมพรานเดินดุ่มนำไปเบื้องหน้า ทิ้งระยะห่างจากเกวียนคันแรกประมาณ ๓๐ เมตร ลักษณะเดินของเขาดูเบาเงียบได้จังหวะสม่ำเสมอ และเหมือนจะก้าวไปด้วยฝีเท้าปกติ แต่เมื่อเทียบกับการเดินของเกวียนจึงสังเกตเห็นได้ชัดว่าเขาเดินได้เร็วเกินคาด เพราะเห็นหยุดรอหันกลับมามองคาราวานเกวียนบ่อย ๆ พวกพรานอาสาสมัครของเขาสี่คนนั้น สองคนเร่งฝีเท้าตามเขาไปโดยทอดระยะห่างเล็กน้อย ส่วนอีกสองคนคุมอยู่ท้ายขบวน คณะนายจ้างทั้งสามเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า แงซาย หนุ่มชาวดงนักพเนจรเดินอยู่ชิดแอกเกวียนทางด้านขวา ร่างสูงใหญ่ตระหง่านงามราวกับหุ่นปั้นนั้นอยู่ในชุดกะเหรี่ยง โพกหัวด้วยผ้าดำ ไหล่สพายวินเชสเต้อณื ๔๔-๔๐ อันเป็นปืนประจำมือคู่ชีพที่ติดตัวมา เขาไม่ได้สุงสิงพูดจาเล่นหัวกับพวกลูกหาบทั้งหลาย ซึ่งเดินกันไปก็สนทนากันไปพลางเป็นที่สนุกสนานรื่นเริ่งเหล่านั้น ตาสุกใสเป็นประกายทั้งคู่ กราดคมไวไปรอบด้านอย่างตื่นพร้อมด้วยสัญชาตญาณเจนไพร

"อ้าว! แงซาย แกเดินอยู่ตรงนี้เองหรือ ?"

เชษฐาร้องทักลงมาจากเกวียน

อดีตนายทหารกองโจรกะเหรี่ยง ยิ้มเห็นฟันขาว

"ครับ เจ้านาย ผู้กองสั่งให้ผมอยู่ใกล้เกวียนคันนี้คอยรับใช้เจ้านาย"

แงซายตอบด้วยลิ้นบ้านป่า อันเป็นสำเนียงพื้นเมืองทั่วไป

"รู้ไหมเราจะเดินทางกันอีกนานสักเท่าไหร่จึงจะถึงที่หยุดพัก และล่าสัตว์เป็นแห่งแรกของเรา"

ไชยยันต์ ผู้ตลอดเวลามีอารมณ์คึกคักอยู่กับการล่าสัตว์ ถามมาบ้าง

"ผมไม่ทราบว่าผู้กองกำหนดไว้เช่นไร แต่ถ้าผมทายไม่ผิดผ่านหุบเขาข้างหน้าโน้น เลยไปอีกฟากหนึ่งเป็นทุ่งโล่งและภูเขาเตี้ย ๆ หลายลูก เลียงผาชุมมาก ผู้กองอาจให้คณะของท่านทดลองล่าเลียงผาดูเป็นครั้งแรกก่อนก็ได้ เส้นทางเดินของผู้กองจะต้องผ่านทางนั้นอยู่แล้ว"

"อีกสักเมื่อไหร่เราจะถึงที่นั่น ?"

"ตะวันบ่าย" "ขณะนี้เรายังไม่ได้เข้าเขตป่าลึกที่พอจะมีสัตว์กระมัง ?"

ดารินเปรย กวาดสายตาสองข้างทางเกวียนเดินผ่านไป ลักษณะของหล่อน อยู่ในอารมณ์ตื่นเต้นเป็นสุข และสดชื่นอยู่กับธรรมชาติอันเป็นดงเถื่อนรอบด้าน

เสียงแงซายหัวเราะห้าว ๆ อยู่ในลำคอ แล้วก็ตอบมาว่า

"เพียงก้าวแรกที่นายหญิงลงมาจากเรือนพัก ก็คือป่าลึกแล้วครับ..."

พร้อมกับพูด แงซายชื้มือไปให้ดูรอยเท้าของโขลงช้าง และกองมูลที่ถ่ายไว้กลาดเกลื่อนทั่วไป แทบว่าจะไม่มีตารางวาใดเว้นว่าง แวดล้อมอยู่รอบทางที่เกวียนเคลื่อนผ่านไป มีทั้งรอยใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ชนิดที่เพิ่งจะผ่านไปเมื่อคืน และรอยเก่า

"เราอาจเดินสวนทางกับเจ้าพวกรอยตีนเหล่านี้เวลาใดก็ได้"

"หา! นี่ไม่ใช่รอยช้างบ้านหรอกเหรอ ?"

ไชยยันต์ลืมตาโต ร้องออกมาดังลั่น

"ที่นี่ไม่มีช้างบ้านครับ เจ้านาย แม้รอยเท้าที่ย่ำไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานีพักสัตว์ของผู้กอง ก็เป็นรอยช้างป่าทั้งนั้น ขณะนี้เราก็อยู่ในดงลึกแล้ว สัตว์ทุกชนิดอาจวิ่งผ่านหน้ามาให้เห็นเมื่อไหร่ก็ได้ ตั้งแต่เก้งขึ้นไปจนกระทั่งวัวแดง"

"เอ ถ้างั้นเราก็มีหวังจะได้ยิงไปในระหว่างทางนี่น่ะซิ"

เชษฐาพูดอย่างตื่นเต้น

"ถ้าท่านไม่อยากจะนั่งเบื่อในเกวียนก่อนจะถึงที่หยุดพัก ท่านถือปืนลงไปเดินกับผู้กองเถอะครับ อาจมีหวังได้ยิงอะไรแน่ ๆ อย่างน้อยก็กวาง"

"ปาดโธ่! แล้วก้ไม่บอกแต่แรกด้วย ปล่อยให้เรานั่งหง่าวอยู่ในเกวียนนี่เอง ไม่เห็นได้ความอะไรเลย"

ไชยยันต์จุ๊ปากลั่น หันไปคว้า .๔๕๘ จากราวปืนที่ทำติดไว้กับเกวียน ซึ่งตั้งปืนขนาดต่าง ๆ ไว้เป็นแถวขึ้นมาขยับลูกเลื่อนตรวจดูกระสุน

"คุณรพินทร์คงไม่อยากจะให้เราเดินเหนื่อยก่อนจะถึงที่หยุดพัก และทำการล่ากันจริง ๆ กระมัง ถึงไม่ชวนให้เราลงไปเดินด้วย"

"แกกับน้อยนั่งอยู่บนเกวียนนี่ไปสองคนเถอะ ฉันขอลงไปเดินกับพรานใหญ่ของเราดีกว่า เผื่อจะเจออะไรที่มันตื่นเต้นบ้าง"

ว่าแล้ว ไชยยันต์ก็กระโดดลงจากเกวียนพร้อมกับปืนในมือ

"เดี๋ยว รอด้วย ฉันไปมั่งซิ"

ดารินร้องมาเร็วปรื๋อฉวย .๒๗๐ ขึ้นมาบ้าง แล้วกระโดดลงวิ่งตามไป ม.ร.ว. เชษฐาพลอยนึกสนุก เพราะขี้เกียจจะทนนั่งรำคาญอยู่คนเดียวในเกวียน จึงหยิบ เอฟ.เอน. กึ่งอัตโนมัติ บรรจุกระสุนลูกซอง ๕ นัดขึ้นมา หันไปสั่งแงซายว่า

"แงซาย แกคอยคุมเกวียนนี่ไว้ให้ดีนะ อย่าให้ใครไปแตะต้องปืนในราวเหล่านี้เป็นอันขาด เราจะเดินล่วงหน้าไปก่อน"

แงซายยิ้มยิงฟันรับคำ เชษฐาเผ่นลงจากเกวียนสาวเท้าตามหลังไชยยันต์กับดารินไป ทั้งสามเดินไปทันรพินทร์ผู้เหลียวกลับมาพอดี เขาเบิกตาตื่น ๆ และยิ้มฉงนเล็กน้อยที่เห็นคณะนายจ้างทั้งหมดพากันลงมาจากเกวียน ถือปืนเดินเข้ามาสมทบ

"พวกเราขอเดินไปกับคุณมั่ง ขี้เกียจนั่งรำคาญอยู่ในเกวียน"

ไชยยันต์ว่า ขณะที่ทั้งสามเดินเคียงขนานรพินทร์ กลายเป็นแถวเรียงสี่

"เชิญครับ ถ้านึกจะสนุกออกกำลังมั่งก็เอา"

จอมพรานตอบยิ้ม ๆ คงสาวเท้าคืบหน้าต่อไปด้วยฝีก้าวอันสม่ำเสมอ

"เอาเปรียบนี่ เล่นเดินอ้าว ๆ นำหน้ามาคนเดียว ให้พวกเรานั่งแกร่วกันอยู่ในเกวียนเหมือนตัวอะไรงั้นแหละ"

ดารินพูดขึ้นลอย ๆ

"ผมต้องการอำนวยความสะดวกสบายให้แก่นายจ้างของผมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ ไม่อยากให้ลงมาเดินเหนื่อยเสียเปล่า ๆ ในระยะที่เรายังมีอะไรพร้อมเช่นนี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เดินหรอกครับ ออกจากหล่มช้างแล้วเราก็ต้องเดินกันแน่ ๆ และเดินกันไม่ไหวทีเดียว ตอนนี้ผมก็เลยอยากจะให้ออมแรงเอาไว้ก่อน"

"ถึงอย่างไรเราก็ลงมาเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณแล้ว คงไม่ไล่เราให้ขึ้นไปนั่งจ๋องอยู่บนเกวียนอีกไม่ใช่หรือ ?"

หญิงสาวกล่าวต่อมา เสียงแข็ง ๆ

"อ๋อ ไม่จำเป็นต้องไล่หรอกครับ พอเดินเหนื่อยเข้าก็คงจะกลับขึ้นไปนั่งบนเกวียนเองแหละ"

พรานใหญ่ตอบหน้าตาเฉย เชษฐา ไชยยันต์อดหัวเราะออกมาไม่ได้

"ว่าแล้วไม่มีผิด พอเข้าใกล้ก็เปิดศักราชรวนคุณรพินทร์อีก เรานี่มันเกเรเกตุงแท้ ๆ น้อย คุณรพินทร์อุตส่าห์เดินหนีนำหน้ามาไกลลิบ ยังไม่วายตามมาทะเลาะ"

เพื่อนชายบ่นเบา ๆ ม.ร.ว. หญิงคนสวยเชิดหน้าแบกปืนเดินล้ำหน้ารพินทร์ไปประมาณ ๑๐ ก้าว สอดส่ายสายตามองอะไรไปเรื่อย ปล่อยให้สามชายเดินสนทนากันเบา ๆ อยู่เบื้องหลัง

"คุณกำหนดไว้แล้วหรือยัง จะให้พวกเราล่าอะไรกันก่อนในอันดับแรกนี้"

เชษฐาถาม

"ผมคิดว่าจะให้เริ่มตั้งแต่เกมเบา ๆ ไปก่อนเป็นไงครับ เป็นการซ้อมมือลองปืนไปด้วย ก่อนที่จะไปถึงเกมใหญ่และเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้น ประมาณบ่ายเราจะถึงเขาโล้น ที่นั่นพอจะหาเลียงผาได้ คนของเรามีมามากและทุกคนก็ชำนาญดีอยู่แล้ว ผมจะให้เขาไล่ราวเลียงผาให้พวกคุณดักยิง และเราจะหยุดพักที่นั่นในคืนนี้"

"วิเศษสุด! สำหรับผมละก็ในการยิงสัตว์กันแล้ว ไม่มีอะไรสนุกเท่าวิธีไล่ราว มันเป็นบ้าเลย !"

ไชยยันต์ร้องออกมาอย่างคะนอง

"แต่ แหม! แงซายทายใจคุณไม่ผิดเลยสักนิดเดียว"

"เอ๊ะ! หมายความว่ายังไงกันครับ"

เชษฐาก็หัวเราะ ตอบแทนไชยยันต์มาว่า

"แงซายบอกกับพวกเราเมื่อตะกี้นี้เองว่า ประมาณบ่าย ๆ เราจะถึงภูเขาเตี้ย ๆ ทิวหนึ่ง ที่นั่นเลียงผาชุม แงซายบอกว่าคุณอาจให้เราล่าเลียงผากันที่นั่น ซึ่งมันก็ตรงกับที่คุณเจตนาไว้"

จอมพรานขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากเขา

"อือม์ ไอ้เสือนี่มันมีอะไรลึกลับยังไงพิกล พรานของผมที่เดินป่าร่วมกับผมมาเป็นปี ๆ ยังทายไม่ถูกว่าผมมีจุดประสงค์อะไรอยู่ที่ไหนในเวลาผมออกเดินป่า แต่เจ้าแงซายกลับรู้ทัน หมอคงจะสังเกตเห็นทิศทางการบ่ายเข็มของผม และหมอก็จะต้องเชี่ยวชาญป่าในแถบนี้มาอย่างปรุโปร่ง ไม่ด้อยไปกว่าผมทีเดียว"

"คุณไม่ยักบอกให้เรารู้ตัวล่วงหน้าสักนิดว่า พอเราเริ่มต้นออกเดินทาง เราก็อยู่ใจกลางของดงลึกแล้ว ทีแรกพวกเราทั้งหมดหลงคิดว่า เรายังเดินกันอยู่ในละแวกหมู่บ้าน"

"แงซายบอกอีก ?"

เชษฐาหัวเราะ พยักหน้า

"ก็ถูกของแงซายแล้วครับ ความจริงสถานีกักสัตว์ และบ้านพักหนองน้ำแห้งมันก็คือใจกลางดงนั่นเอง เมื่อสามปีก่อนสมัยที่ผมจะมาตั้งเป็นบ้านพักถาวรขึ้นได้ ผมก็ต้องรบกับช้างอยู่นานทีเดียว ทุกวันนี้ก็เหมือนกันเผลอไม่ได้ วันสองวันเสือมันร้องอยู่ใกล้ ๆ ในเวลากลางคืน คุณอำพลเพิ่งจะตัดทางให้รถจิ๊ปวิ่งเข้ามาถึงได้เมื่อไม่กี่เดือนมานี่เอง ก่อนหน้านั้นผมต้องใช้เกวียนบรรทุกสัตว์ออกไป เขตป่าแถบนี้ว่าอันที่จริงแล้วก็เรียกว่าเป็นป่ามรณะ พรานถ้าไม่ชำนาญจริง ๆ แล้วก็จะไม่กล้าออกเดินอย่างเด็ดขาด แต่ไหนแต่ไรมาก็มีผมและคนของผมเพียง ๗-๘ คนเท่านั้นที่ท่องเที่ยงอยู่ พรานต่างถิ่นแปลกหน้าจะไม่แผ้วพานเข้ามาเลย หรือถ้าจะเข้ามาก็ต้องอาศัยพวกเรา ที่เรียกว่าป่ามรณะก็คือแหล่งน้ำ ป่าบริเวณนี้กันดารน้ำอย่างที่สุด ถ้าไม่ชำนาญรู้ตำแหน่งที่ตั้งของหนองน้ำแล้วเดินเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ไม่พบน้ำมีหวังอดน้ำตาย เพราะพวกเดินป่าจะเอาน้ำติดตัวไปด้วยอย่างเก่งที่สุดก็ใช้ได้ไม่เกิน ๓ วัน เฉพาะดื่มอย่างเดียว ผมสงสัยว่าเจ้าคนใช้บรรดาศักดิ์ของเราคนนี้คงจะซอกซอนไปปรุทีเดียวในละแวกนี้ แต่ผมหรือคนของผมก็ไม่เคยเจอหมอนี่สักทีในระหว่างเดินป่าแถบนี้มาเป็นเวลานาน ผมพบเขาครั้งแรกและครั้งสุดท้ายก็ตอนสมัยที่ผมยังเป็นตำรวจชายแดนในคราวโน้นอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้พบอีกจนกระทั่งเขาเข้ามาสมัครเป็นคนใช้ของเรา"

ชั่วโมงเศษผ่านไป ป่าที่เคยโปร่งโล่งแดงโกร๋นเริ่มจะหนาแน่นเขียวชะอุ่มขึ้นเป็นลำดับ รพินทร์บอกให้ทุกคนทราบว่ากำลังจะเข้าเขตหุบแห่งหนึ่ง ตลอดเวลาตั้งแต่ออกเดินทางมากนอกจากรอยเท้าช้างที่แทบจะหลีกไม่พ้นแล้ว ก็ไม่ปรากฏร่องรอยของสัตว์ชนิดใดแผ้วพานมาให้เห็นทั้งสิ้น นอกจากเหยี่ยวดงตัวใหญ่ที่เกาะเด่นอยู่บนยอดกระหร่าง ซึ่ง ม.ร.ว. ดาริน ใช้ .๒๗๐ ติดศูนย์กล้องที่ถืออยู่ในมือ ส่องร่วงลงมาด้วยความมันมือ คณะนายจ้างทั้งสามเริ่มจะดื่มน้ำด้วยความกระหาย เพราะอากาศที่ทวีความระอุอบอ้าวขึ้นทุกขณะ ผสมกับความเหนื่อยจากการเดิน ส่วนรพินทร์ ไพรวัลย์ ยังเฉย ๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย ฝีเท้าทุกก้าวย่างคงได้ระดับอยู่เหมือนเดิม ในขณะที่ทุกคนเริ่มรู้สึกในการล้า แต่ยังไม่มีใครคิดจะกลับไปนั่งเกวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ม.ร.ว. หญิงดาริน ภายหลังจากหยุดขอน้ำดื่มจากพรานของรพินทร์แล้ว ก็ออกเดินนำหน้าเหมือนจะเป็นผู้นำต่อไป ผิวแก้มทั้งสองของหล่อนแดงปลั่ง เหงื่อเกาะพราวไปตลอดทั้งใบหน้า

"ไม่เห็นจะพบอะไรสักหน่อยเลย นอกจากไอ้เหยี่ยวทุเรศตัวนั้น !"

หล่อนบ่น

จอมพรานยิ้ม ๆ อยู่ในลักษณะเดิมของเขา

ลึกเข้าไปสู่บริเวณหุบ และเริ่มต้นเดินโดยอาศัยด่านช้าง สองฟากทางเป็นไม้ใหญ่ทึบ รพินทร์ปลด ๓๐-๐๖ ออกจากไหล่ที่สพายอยู่ลงมาถือไว้ในมือ เชษฐา และไชยยันต์สังเกตเห็นก็ปฏิบัติตามในทันทีนั้น ปลดปืนจากการสพายลงมาถือไว้บ้าง จอมพรานกระซิบกับเชษฐาให้เรียกหญิงสาวลงมาเดินรวมกลุ่ม เขานึกว่าหล่อนจะดื้อเหมือนเคย แต่ปรากฏว่าดารินปฏิบัติตามโดยดี

"ทำไม .๒๗๐ ที่ฉันถืออยู่นี่มันเล็กเกินไปใช่ไหมสำหรับการเดินไปข้างหน้า"

หล่อนถาม "เปล่าหรอกครับ คุณหญิงเดินเร็วเกินไป ผมกลัวว่าพวกเราจะเดินตามไม่ทัน แล้วคุณหญิงก็จะทิ้งให้เราหลงทางเสีย"

เป็นคำตอบเรียบ ๆ หน้าตาเฉยตามเคย

หล่อนค้อนขวับแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก เดินอยู่ชิดพี่ชาย

รพินทร์บุ้ยปากให้คณะนายจ้างดูที่กิ่งตะแบกต้นหนึ่งขึ้นอยู่ข้าง ๆ ทาง เป็นกิ่งขนาดท่อนขามีรอยหักลู่ลงมา โดยห้อยติดเปลือกอยู่นิดเดียว ลำต้นเต็มไปด้วยลอยเล็บจิกลึกราวกับตอกด้วยสิ่ว เขาอธิบายให้ทราบว่านั่นเป็นการลองเขี้ยวด้วยความคะนองของเจ้าหมีควาย มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่อึดใจนี่เอง สังเกตดูจากรอยที่ยังสดอยู่ เมื่อผ่านไปได้อีกสองสามก้าวก็ชี้ให้ดูรอยกระทิงที่ตัดทางข้ามจากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวา

"เมื่อคืนนี้เอง โทนเสียด้วย"

"เรามีหวังจะพบอะไรระหว่างทางที่เดินไปไหมนี่ ?"

เชษฐาถามขึ้นเบา ๆ

"อาจจะครับ ทั้งไอ้ที่เราต้องการพบและที่เราไม่ต้องการพบ สิ่งสำคัญที่สุดก็คืออย่าเดินคุยกันเอะอะนัก"

ยังไม่ทันจะขาดเสียงของจอมพราน ก็มีเสียงตะโกนเอะอะดังมาจากกองเกวียนท้ายขบวน ทั้งหมดหยุดชะงักในทันทีนั้น รพินทร์ตะโกนถามไปด้วยภาษาพื้นเมืองโต้ตอบกันอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หนันมาทางคณะนายจ้างที่พากันยืนหน้าตื่น

"อะไร? เกิดอะไรขึ้นคุณรพินทร์ ?"

"ไม่มีอะไรหรอกครับ เส่ยกับเกิดที่เดินคุมอยู่ท้ายขบวนเห็นเสือดำวิ่งผ่านหลังไป เขาบอกว่าพอเขาเดินคล้อยหลังมันก็เผ่นข้ามตัดทางยิงไม่ทัน"

เขาตอบพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ออกเดินนำต่อไป เชษฐายิ้มอยู่ในอาการเรียบ ๆ เป็นปกติไม่ตื่นเต้นอะไรนัก แต่ไชยยันต์ผิวปากหวือ เปลี่ยนลักษณะการถือปืนมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ส่วนดารินแทนที่จะถือปืนเหมือนแต่แรก หล่อนกลับส่งไปให้บุญคำรานของรพินทร์ช่วยสพายให้ หล่อนอาจเริ่มรู้สึกหนัก เพราะเดินมาไกลพอสมควร และคงเบื่อที่รู้สึกว่าไม่พบอะไรมาเป็นเป้าเลย คงเดินตัวเปล่าโดยมีปืนสั้นที่ติดอยู่กับซองข้างตะโพกเท่านั้น

หนทางอันเป็นด่านช้างราบโล่งกว้างใหญ่ราวกับใครมาตัดไว้เป็นถนน เป็นลอนคลื่นสูงต่ำสลับกัน สามารถมองในระดับราบไปเบื้องหน้าได้ไม่เกิน ๕๐ เมตร เพราะความสลับเป็นลอนของพื้นที่ บางครั้งก็ไต่ขึ้นสูงและบางครั้งก็ลาดเทลึกลงไป ขวามือเป็นเหวลึก ซ้ายมือเป็นเนินของตีนเขาใหญ่รกชัฏไปด้วยป่าทึบ แสงตะวันใกล้เที่ยงเริ่มจะผ่อนความร้อนแรงลง เมื่อเข้าอยู่ในเขตหุบก็จะมองเห็นฝูกนกเงือกบินโฉบเป็นระยะ นาน ๆ ครั้งพวกชะนี หรือฝูงค่างก็ส่งเสียงเกรียวกราวอยู่บนยอดไม้สูง พอเห็นพวกนกเงือกและฝูงค่าง หญิงสาวก็เกิดคันมือขึ้นมาอีก จัดแจงจะขอปืนจากบุญคำที่หล่อนฝากให้สพายไว้ แต่พี่ชายสะกิดห้ามเสียก่อนโดยให้เหตุผลว่า ถ้ายิงค่างหรือนกเสียก่อน ป่าอาจแตกและโอกาสที่จะได้พบสัตว์ใหญ่ก็จะไม่มี หล่อนจึงชะงัก

ไต่ขึ้นทางลาดสูงอีกครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นเองเงาสีเทาของอะไรชนิดหนึ่งก็เผ่นแผลวออกมาจากป่าด้านขวา ระยะห่างเพียงไม่เกิน ๔๐ เมตร สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือ เขางามอันแตกแยกออกเป็นกิ่ง ทุกคนมองเห็นพร้อมกันและตะลึงไปชั่วเสี้ยวของวินาทีที่ไม่คาดฝันมาล่วงหน้า ยกเว้นรพินทร์คนเดียว ขณะนั้นเขาเดินนำอยู่เบื้องหน้าของทุกคน จอมพรานทรุดตัวลงนั่งในพริบตานั้น เพื่อหลบทางปืนของคนเบื้องหลัง ร้องออกมาเบา ๆ เร็วปรื๋อ

"ยิงซิครับ ยิง !"

ไชยยันต์และเชษฐาประทับปืนขึ้นพร้อมกัน เป็นจังหวะเดียวกับที่กวางหนุ่มตัวนั้นเผ่น เสียงไรเฟิลขนาดหนักกับลูกซองระเบิดสะท้านป่าขึ้นแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน

กวางใหญ่ที่กำลังจะโลดเข้าริมทางกระโจนไปสุดช่วงตัว แล้วคอพับลงพลิกหงายท้องดิ้นตะกุยตะกายอยู่ในพงไม้ ทั้งหมดอุทานออกมาอย่างดีใจจนลืมตัว พากันวิ่งพรูเข้าไปทันที รพินทร์เดินยิ้ม ๆ เข้าไปถึงเป็นคนสุดท้าย

เจ้ากวางตัวนั้นขณะนี้หยุดดิ้นตายสนิทลงแล้ว ผลของการตรวจสอบรอยกระสุน ปรากฏว่าทั้งเก้าเม็ดลูกปรายของกระสุน โอ-โอ บั๊ค จากลูกซองที่ยิงโดยเชษฐาเจาะเป็นกลุ่มเข้าก้านคอของมันพอดี แต่กระสุนขนาด .๔๕๘ ของไชยยันต์ไม่รู้หายไปไหน เพราะไม่ปรากฏอยู่บนร่างกายส่วนใดของกวางตัวนั้นเลย มันพิสูจน์ชัดออกมาบัดนี้เองว่า คนเฉย ๆ เงียบ ๆ อย่างม.ร.ว. เชษฐาถ่อมตัวและไม่เคยคุยอะไรเลย แท้ที่จริงฝีมือในการล่าสัตว์เหนือกว่าไชยยันต์เพียงไร จอมพรานนึกทำนายไว้ล่วงหน้าแล้วไม่ผิด เขาสังเกตดูจากการเลือกถือปืนของบุคคลทั้งสองในภาวะเช่นนี้

ไชยยันต์เลือกเอาปืนไรเฟิลขนาดใหญ่เกินความจำเป็น แรงสะท้อนถอยหลังสูง มิหนำซ้ำยังติดศูนย์กล้อง ซึ่งไม่สามารถจะเล็งยิงได้ทันการณ์ ในเวลาฉุกละหุกกะทันหันเช่นนี้ ผิดกับเชษฐาซึ่งใช้ปืนลูกซองอันเป็นปืนที่เหมาะที่สุดในการยิงอย่างฉับพลัน แทบจะเรียกว่าไม่ต้องเล็งประณีตอะไรเลย ผลก็คือเชษฐายิงเข้าเป้าอย่างแม่นยำ ส่วนไชยยันต์ยิงผิดทั้ง ๆ ที่ต่างก็ลั่นๆไกพร้อมกัน

"วิเศษมากครับคุณชาย เป็นการประเดิมชัยที่วิเศษสุด ผมยังนึกว่าคุณชายกับคุณไชยยันต์จะยิงไม่ทันเสียอีก มันกำลังเผ่นแล้ว"

รพินทร์ยิ้มพราย เข้ามาจับมือนายจ้างของเขาบีบแน่น กล่าวชมเชยอย่างจริงใจ

"มันฟลุ้คน่ะคุณรพินทร์ ผมก็คิดว่าผิดเพราะผมยิงดักหน้ามันตั้งวา ประจวบเหมาะกับที่มันเผ่นพอดี"

เชษฐาตอบยิ้ม ๆ ด้วยอาการถ่อมตามนิสัยอย่างเดิม แต่ไชยยันต์เกาหัว จุ๊ปากลั่น

"โชคดีเหลือเกินที่แกล้มมันได้ ลูกปืนของฉันมันไม่รู้หายไปทางไหน ว้า! ไม่ได้ความ บอกตรง ๆ อีตอนคุณรพินทร์บอกให้ยิง ฉันยกปืนขึ้นยังไม่ทันเห็นศูนย์ปืนถนัดเลย อารามตื่นเต้นกลัวว่ามันจะเผ่นไปเสียก่อน ก็เหนี่ยวตูมไปงั้นเอง ไอ้ศูนย์กล้องนี่มันไม่ได้ความแฮะ ยิงกันแบบกะทันหันอย่างนี้เล็งไม่ทัน ไม่เอาล่ะ เปลี่ยนมาเป็นลูกซองแฝดของฉันมั่งดีกว่า"

"ก็มีอย่างรึ เอาปืนยิงช้างมายิงกวาง !"

ดารินว่า ทุกคนพากันหัวเราะครึกครื้นขันในท่าทีอันติดตลก และรื่นเริงอยู่ตลอดเวลาของไชยยันต์ เขาบ่นพึมพำอยู่เช่นนั้นจัดแจงจะเดินกลับไปที่เกวียนเพื่อเปลี่ยนมาเป็นลูกซอง แต่รพินทร์เหนี่ยวแขนไว้

"ผมว่าเพื่อความไม่ประมาท เป็นการดีแล้วละครับที่คุณไชยยันต์ถือไอ้ .๔๕๘ ผมเองมี ๓๐-๐๖ คุณชายถือลูกซอง บุญคำกับจันที่เดินตามเรานี่ก็มีลูกซองเหมือนกัน ขณะนี้เราอาศัยทางเดินของช้างเดิม เจ้าของทางมันอาจยกโขลงเดินสวนกับเราเมื่อไหร่ก็ได้"

ไชยยันต์ยิ้มแห้ง ๆ บ่นอุบอิบ

"เฮ้อ! เอาก็เอา! เป็นอันว่าผมไม่ต้องยิงอะไรกันจนกว่าจะเจอไอ้จมูกยาว ซึ่งบอกตามตรงว่า ผมก็ไม่อยากเจอมันนัก"

"ช่วยไม่ได้ อยากถือมันมาเองทำไมล่ะ คนไม่เคยชินกับป่าก็แบบนี้แหละ ต้องเลือกถือปืนโต ๆ ไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ว่าอันที่จริงแล้ว ปืนโตมีโอกาสยิงได้น้อยที่สุด"

ดารินได้โอกาส พูดเยาะมาปนหัวเราะ

"เอางี้ดีกว่า คุณรพินทร์มีหน้าที่คุ้มกันเรา เปลี่ยนเอาไอ้นี่ไปถือไว้เถอะ เพราะถ้าไอ้จมูกยาวมันโผล่มา ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ผมจะรับหน้ามันไว้ได้หรือเปล่า เปลี่ยนเอา ๓๐-๐๖ ของคุณมาให้ผมชั่วคราวดีกว่า ผมจะได้มีโอกาสยิงอะไรได้บ้าง ประเดี๋ยวต้องขอแก้หน้าเสียหน่อย"

รพินทร์ส่งปืนของเขาไปแลกกับปืนของไชยยันต์ด้วยสีหน้ายิ้มขัน ๆ อยู่เช่นนั้น นายพันตรีหนุ่มรับไปอย่างยินดี จอมพรานขยับลูกเลื่อนของไรเฟิลขนาดหนักที่เขารับมาจากไชยยันต์ แล้วก็พบความหละหลวมอีกข้อหนึ่งของไชยยันต์ คือภายหลังจากยิงนัดแรกไปแล้ว ไชยยันต์ยังไม่ได้สลัดปลอกกระสุนเก่าออกทิ้ง คงปล่อยให้คารังเพลิงอยู่เช่นนั้นอันเป็นความเผลอเรอทั่วไปของนักล่าสัตว์มือใหม่ทั้งหลายในการใช้ปืนแบบโบ้ล์ทแอ็คชั่น

เขาไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้นเพียงแต่กระชากลูกเลื่อนสลัดปลอกกระสุนเก่าทิ้ง และส่งลูกใหม่เข้าประจำรังเพลิงพร้อมกับลดนกลงเสีย ขณะนั้นพวกลูกหาบทั้งหลายก็พากันละหน้าที่วิ่งกันเข้ามามุงอยู่ที่กวางตัวนั้น รพินทร์สั่งให้ขนขึ้นบรรทุกในเกวียนสำรอง และออกคำสั่งเดินทางต่อไป

ไชยยันต์ไม่ยอมพูดคุยอะไรเอะอะอีก ถือ ๓๐-๐๖ ของรพินทร์อย่างเตรียมพร้อมเอาจริงเอาจัง สอดสายตากราดค้นหาสัตว์ไปตลอดทาง ดูเขามีความตั้งใจแน่วแน่ในอันที่จะล้มอะไรให้ได้สักอย่างหนึ่ง เพื่อโชว์ฝีมือและไม่ให้เป็นการน้อยหน้าเพื่อน สาวเท้าตามหลังรพินทร์แจ เชษฐาก็ดูเหมือนจะรู้ใจ ยิ้ม ๆ อยู่ในสีหน้า ปล่อยให้ไชยยันต์เดินเคียงคู่กับรพินทร์ไปอย่างใกล้ชิดที่สุด โดยตนเองผ่อนระยะคล้อยหลังลงมา เป็นความหมายว่าถ้าเจอสัตว์อะไรต่อไป ก็จะเปิดโอกาสให้ไชยยันต์ยิงโดยไม่แย่งยิงเสีย

ม.ร.ว. ดารินพูดกระเซ้าเย้าแหย่ยั่วเพื่อนชายไปตลอดทางอย่างร่าเริงสนุกสนาน มันเป็นทีของหล่อนแล้วที่จะแกล้งพูดบลั๊ฟคู่ปรับ เดินไปก้าวสองก้าวหล่อนก็แกล้งทำหน้าตื่นชี้หลอกพร้อมกับร้องบอกว่า เก้ง กวาง หรือวัวแดง ยืนอยู่ที่โน่นที่นี่ให้ไชยยันต์หน้าตื่นหันขวับมาเสียทีหนึ่ง แล้วหล่อนก็หัวเราะคิก บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นบันเทิง

"แล้วกัน น้อย! เอะอะมะเทิ่งแบบนี้ก็เดินแบกปืนเปล่าเท่านั้น ไม่มีได้ยิงหรอก"

ไชยยันต์ขมวดคิ้วนิ่วหน้า บ่นอย่างหัวเสีย

อีกชั่วโมงเต็ม ๆ ผ่านไป ก่อนจะผ่านหุบลงป่าโปร่งอีกครั้ง โชคก็เข้าข้างนายพันตรีหนุ่มนอกราชการช่วยให้เขากู้หน้าอวดพวกพรานพื้นเมืองไว้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ หมูป่าฝูงหนึ่งประมาณ ๕-๖ ตัว โผล่เซ่อซ่าขึ้นมาจากลำห้อยข้างทาง และพากันวิ่งตัดหน้าอย่างรวดเร็วจะข้ามฝั่งป่า รพินทร์ผู้เดินอยู่ข้างหน้าทรุดคุกเข่าลงอีก เปิดโอกาสให้กับไชยยันต์นายทหารหนุ่มประทับ ๓๐-๐๖ ในทันทีนั้น ชุดแรก ๔ ตัว ข้ามพ้นทางไปได้โดยที่เขาไม่ทันจะจับเป้าได้ถนัด แต่อีก ๒ ตัวที่วิ่งตามมาเบื้องหลัง เป็นหมูขนาดใหญ่และเข้าทางปืนพอดี ไชยยันต์ลั่นไกสนั่นป่า ตัวที่วิ่งรั้นท้ายกระโจนผ่านไปได้ แต่ตัวล้ำหน้าพลิกตีลังกาสามทอดส่งเสียงร้องแหลมยาว ชักพราด ๆ อยู่กับที่ กระสุนขนาด ๒๐๐ เกรน หัวซิลเว่อร์ทิป ตัดซอกขาหน้าตรงบริเวณรักแร้แดงพอดี ทุกคนชมเชยแสดงความยินดีกับเขา เว้นแต่ดารินคนเดียวที่อมยิ้มเฉย ๆ

ไชยยันต์มีสีหน้าเบิกบานแจ่มใสกระปรี้กระเปร่าขึ้น ตามความรู้สึกของรพินทร์ เขาบอกกับตัวเองว่า ฝีมือการยิงของไชยยันต์ความจริงแล้ว อยู่ในขั้นดีทีเดียว เสียงตรงที่เป็นคนบุ่มบ่ามใจร้อนและอ่อนในศิลปะการล่าสัตว์ ตามประสาของคนที่ยังไม่ชำนาญกับเรื่องของป่าไปบ้างเท่านั้น ผิดกับเชษฐาผู้นอกจากจะยิงได้แม่นยำแล้ว ยังเป็นคนถี่ถ้วนรอบคอบใจเย็น และเข้าใจในธรรมชาติของสัตว์ป่าได้ดีพอใช้

"มันเป็นการเริ่มต้นที่มีโชคเหลือเกินครับ"

จอมพรานบอก

"เรายังไม่ตั้งใจจะล่ากันจริง ๆ เลย แต่ก็อุตส่าห์มีสัตว์มาเข้าทางปืน และยิงได้ติด ๆ กันถึงสองครั้ง อาหารค่ำของเราวันนี้หรูหรามาก ทั้งกวางของคุณชายและหมูป่าของคุณไชยยันต์ เฉพาะไอ้สองตัวนี่ พวกเราทั้งคณะก็อิ่มกันไปได้หลายวัน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารกระป๋องเลย"

"เราเริ่มออกรสกันตั้งแต่ออกเดินทางทีเดียวนะ"

ไชยยันต์พูดอย่างร่าเริงตื่นเต้น

"แต่ถ้าไม่ใช่เพราะแงซายแนะให้เราลงมาเดินกับคุณรพินทร์ เราก็คงจะนั่งเบื่อกันอยู่บนเกวียนนั่น จนกว่าจะถึงการล่าจริง ๆ ที่คุณกำหนดให้"

ภายหลังจากให้ลูกหาบแบกหมูป่าขึ้นไปบรรทุกเกวียนอีกตัวหนึ่งแล้ว รพินทร์ก็ให้สัญญาณออกเดินทางต่อ เขาหันมาทางไชยยันต์ ผู้กำลังอิ่มอกอิ่มใจอยู่

"คุณไชยยันต์สลัดปลอกกระสุนเก่าออกแล้วหรือยังครับ"

"เออ จริงซิ ลืมไป !"

ว่าแล้วก็กระชากลูกเลื่อนคายปลอกเก่าทิ้ง ส่งลูกต่อไปเข้ารังเพลิง จอมพรานหัวเราะเบา ๆ กล่าวต่อมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า

"คราวหลังกันลืม เอาอย่างนี้ซิครับคุณไชยยันต์ พอเรายิงไปหนึ่งนัดจะผิดหรือถูกช่างมันก่อน ไม่ต้องไปคำนึงถึงผล รีบกระชากลูกเลื่อนคายปลอกเก่าใส่ลูกใหม่เข้าไปก่อนทันที พยายามทำให้ติดเป็นนิสัยเลย เวลาเราใช้ปืนแบบลูกเลื่อนอย่างนี้ ม่ายงั้นพอเราเกิดความจำเป็นจะยิงขึ้นมาอีกครั้ง มันจะขลุกขลักไม่ทันการณ์ หรือม่ายก็คิดไปว่า สัตว์มันมีอาถรรพ์ทำให้ปืนของเรายิงไม่ออกไปเลย"

ไชยยันต์ยิ้มเจือน ๆ อย่างสารภาพ พูดอ่อย ๆ ว่า

"ขอบคุณมากที่เตือน ผมมักจะเผลอเสมอ ลืมคิดไปว่ามันเป็นปืนแบบโบ้ลท์แอ็คชั่น เอาล่ะ ทีหลังผมจะถือหลักปฏิบัติพอยิงนัดแรก ก็กระชากลูกเลื่อนเลยทันที"

แล้วเขาก็บุ้ยปากไปที่ .๔๕๘ ของเขา ที่เปลี่ยนไปให้จอมพรานถือ บอกพร้อมกับหัวเราะแฮะ ๆ ว่า

"คุณพูดทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ .๔๕๘ กระบอกนั้น ตั้งแต่ผมยิงกวางผิดไปแล้ว ผมยังไม่ได้คายปลอกเก่าทิ้งเลย"

"ผมจัดการให้เรียบร้อยแล้วครับ"

รพินทร์ตอบ ม.ร.ว. เชษฐาจุ๊ปากเบา ๆ บ่นมาว่า

"แกละมันเป็นเสียอย่างนี้ไม่รอบคอบเลยพับผ่า เสียแรงเป็นนายทหาร จำเรื่องเก่าไม่ได้เหรอ เมื่อหน้าร้อนปีก่อนโน้น แกก็เข้าป่าประจวบคีรีขันธ์กับฉัน ก็ไอ้แบบนี้แหละ ยิงแล้วไม่คายปลอกทิ้งแล้วก็ลืม พอกวางมันเข้ามาใต้ห้างแกก็เหนี่ยวไกใหญ่ แล้วก็สาบดสาบานลั่นว่าไอ้กวางตัวนั้นมันมีดี เพราะปืนของแกยิงไม่ออก ที่แท้ก็เพราะแกไม่ได้กระชากลูกเลื่อนเตรียมไว้นั่นเอง นั่นดีว่ามันเป็นกวางแล้วก็เข้ามาให้แกยิงใต้ห้างนะ ถ้าเป็นเสือหรือช้างมันช้าร์จรี่เข้ามาแล้ว แกมัวแต่ขี้หลงขี้ลืมแบบนี้ก็มีหวังเกม"

"ก็ไชยยันต์นี่น้า"

ดารินไม่ยอมปล่อยโอกาสให้ผ่านไป

"ถึงจะเป็นนายทหาร เขาก็เป็นนายทหารปืนใหญ่ที่ใช้ยิงด้วยกลไกอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นพอมายิงไรเฟิลแบบลูกเลื่อน ก็คิดอยู่ร่ำไปว่ามันคงจะอัตโนมัติสลัดปลอกกระสุนเอง"

"เอาเลย ได้ทีขี่แพะไล่เข้า น้อย !"

เพื่อนชายร้องมาทำหน้ายู่ยี่

ในที่สุดทั้งหมดก็เดินลงไปตามทางลาดต่ำ มองเห็นป่าโปร่งอยู่เบื้องหน้า ขณะที่ทุกคนกำลังเดินคุยกันเพลิน รพินทร์ผู้เดินนำอยู่เบื้องหน้า ก็หยุดชะงักกับที่อย่างกะทันหัน เชษฐา ไชยยันต์ และดาริน ซึ่งเดินตามกันมาอย่างไม่เป็นระเบียบเบื้องหลัง ก้าวมาทัน และต่างก็พลอยหยุดกึกลงหมดทุกคน

บนพื้นดินเบื้องหน้า ห่างออกไปไม่เกิน ๑๕ เมตร ลำยาวที่ส่วนอวบขนาดท่อนขาของอะไรชนิดหนึ่ง ทอดขวางอยู่กลางทาง สีของมันเป็นสีน้ำตาลอ่อนกลมกลืนกับใบไผ่ที่ร่วงกลาดเกลื่อนอยู่กับพื้น จนแทบเป็นสีเดียวกัน ถ้าไม่ใช่เพราะอาการเคลื่อนไหวแสกสากไปกับพื้นอย่างแช่มช้า มันเคลื่อนไปในลักษณะเลื่อยไม่เห็นหัวและไม่ปรากฏส่วนหาง ทว่าแต่แล้วบัดนั้นเองลักษณะคล้าย ๆ กันอีกส่วนหนึ่งก็ชูร่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วฉับพลัน ตั้งเป็นลำสูงกว่าระดับพื้นเลยระดับศีรษะของคณะเดินป่าทุกคนที่พากันยืนนิ่งอยู่ ขึ้นไปเกินกว่าช่วงแขน แผ่พังพานแบนใหญ่ออกไปเกือบจะเท่ากระด้งย่อม ๆ พร้อมกับดวงตาทั้งคู่ที่ฝังอยู่ในเบ้าลึกแดงฉานราวกับทับทิม และปลายลิ้นสองแฉกอันตวัดอยู่แปลบปลาบ

มัจจุราชร้านแห่งดงดิบ !...พญาจงอาง ! !

ใครคนใดคนหนึ่งจากเบื้องหลังของเขาขยับตัว แต่รพินทร์กระซิบเฉียบขาด

"อย่า! เฉยไว้ !"

"สวรรค์โปรดเถอะ ! ถ้ามันฟาดหัวฉกลงมาก็ถึงพวกเราแล้ว..."

ใครอีกคนหนึ่งครางแหบ ๆ ออกมาเบาที่สุด

"คุณชายครับ !"

"ผมอยู่นี่ ทางด้านซ้ายของคุณ"

"ลูกซองของคุณชาย บรรจุลูกอะไรไว้"

"ลูกปรายเก้าเม็ดทั้งสี่นัด"

"กรุณาส่งมาให้ผมช้า ๆ นะครับ ทุกคนอยู่นิ่งกับที่ก่อน อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวแม้แต่นิดหนึ่ง"

ม.ร.ว. เชษฐา ค่อย ๆ ส่ง เอฟ. เอน. ไปให้รพินทร์ ทุกคนกลั้นลมหายใจ ภาวะนั้นเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด จอมพรานรับปืนมาอย่างแผ่วเบา แช่มช้า ตาเขาจับนิ่งอยู่ที่พญาอสรพิษไม่กระพริบ ค่อย ๆ วาดลำกล้องขึ้นเตรียมพร้อมเล็งจับอยู่ที่บริเวณพังพานใหญ่ แล้วก็กระซิบบอกต่อมา โดยไม่เหลียวหลังว่า

"เอาล่ะ ! ทุกคนถอย...ช้า ๆ นะครับ...พยายามถอยไปให้ห่างที่สุดเร็วเข้า !"

"แต่ คุณ..."

"ไม่ต้องเป็นห่วงผม ทำตามคำสั่ง !"

เชษฐาคว้าแขนดารินก้าวถอยหลังไปทีละก้าวพร้อมกับไชยยันต์ กองเกวียนทั้งหมดที่เดินตามมา พลันหยุดชะงักลงหมด พวกลูกหาบทุกคนยืนตะลึงอยู่กับที่

อึดใจเต็ม ๆ รพินทร์จ้องประทับปืนเฉย จงอางยักษ์ก็ยังชูคอร่าแผ่พังพานหรา ส่วนที่ยกขึ้นไปในอากาศตั้งตรงเหมือนเสาไม้ โดยไม่เคลื่อนไหวอยู่เช่นนั้น แต่ส่วนหางที่ทอดขวางอยู่กลางทางค่อย ๆ ลากตวัดช้า ๆ ไปรวมกลุ่มอยู่ยังป่าฟากเดียวกับส่วนหัวของมัน พอส่วนหางของมันลากเข้ามารวมกันได้ ส่วนที่ชูอยู่ในอากาศก็เริ่มส่ายไปมาน้อย ๆ และสูงขึ้นเป็นลำดับ

เอฟ. เอน. ในมือของรพินทร์ก็แผดก้องขึ้นในบัดนั้น เขายิงพร้อมกับกระโดดเผ่นออกจากที่ยืนเดิมไปทางหนึ่ง มันก็ดูเหมือนจะเป็นเวลาเดียวกับที่ ลำตัวอันตั้งอยู่ในอากาศนั้น ฟาดโครมลงมายังตำแหน่งที่จอมพรานยืนอยู่ในครั้งแรก

เสียงกระทบพื้นดังได้ยินถนัด อสรพิษร้ายม้วนลำตัวจนป่าข้างทางไหวสะเทือน ผงกหัวอันแดงฉานไปด้วยเลือดสดขึ้น พุ่งเข้าติดตามจอมพรานอย่างรวดเร็ว รพินทร์สบัดปากกระบอกปืนเข้าใส่อีกครั้ง แต่เขายังไม่ทันจะลั่นไก

เสียงลูกซองก็ระเบิดลั่นมาจากเกวียนเบื้องหลังติด ๆ กันสองนัดซ้อน ส่วนหัวที่กำลังจะผงกชูของมันสบัดเริดไปกองอยู่กับลำตัวอันยาวเหยียด หางฟัดฟาดตวัดอยู่ไปมา รพินทร์ปล่อยกระสุนติดตามเข้าไปอีกสองนัดที่หมายบริเวณศีรษะของมัน ซึ่งบัดนี้เป็นรอยกระสุนยับเยินฟูมไปด้วยเลือด

มฤตยูดงดิบก็ถึงกาลอวสานต์สิ้นฤทธิ์ลงเพียงแค่นั้น มีแต่บริเวณปลายหางเท่านั้นที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่อย่างน่าขนพองสยองเกล้า



ใครยิง...............อยากรู้ไหม..........
อยากรู้...........ใครยิงก็ช่างเหอะ ไม่สนใจแล้ว...


เส้นทาง : สารบัญ เกี่ยวกับเพชรพระอุมา ลองอ่าน