หน้า3


"อย่าว่าแต่เคยยิงเลยครับ ตัวจริงของมันผมก็เพิ่งเคยเห็น เคยแตะต้องครั้งนี้เป็นครั้งแรก นอกเหนือไปจากการเห็นในแค็ตตาล็อค"

จอมพรานตอบอย่างสงบ ยกขึ้นส่องดูศูนย์

"ลองดูสักนัดสิ แล้วคุณจะรู้ว่าไดโนเสาร์ ถ้ายังมีเหลืออยู่ ก็ล้มทั้งยืน"

"ไม่หรอกครับ ผมกลัวว่าตัวผมเองจะถูกอำนาจสะท้อนถอยหลังของมัน ถีบล้มลงเสียก่อนที่ไดโนเสาร์จะล้ม"

รพินทร์พูดยิ้ม ๆ แล้วก็เปลี่ยนไปหยิบ .๔๕๘ อ๊าฟริกันแม็กนั่ม ขึ้นมากระชากลูกเลื่อนทดลองดู ปากก็พึมพำต่อไปว่า

"ให้ตายซิ ผมเห็นคลังปืนของคุณชายแล้ว ตื่นเต้นเสียกว่าที่จะได้เห็นขุมเพชรพระอุมาเสียอีก มันน่ารักไปเสียทุกกระบอก และคนอย่างผมก็คงไม่มีปัญญาจะหามันมาเป็นสมบัติได้ แต่...น่าเสียดายเหลือเกิน ถ้าเราขนมันไปหมดก็ต้องแปลว่า เราต้องเอามันไปทิ้งไว้ชั่วคราวที่หล่มช้าง ซึ่งยังไม่รู้แน่เลยว่าจะได้กลับมาเอามันคืนไปหรือเปล่า"

"ตามปกติ คุณใช้ปืนขนาดและชนิดไหนเป็นปืนประจำมือในเวลาเข้าป่า?"

เชษฐาถาม

"สำหรับคนอื่นผมไม่ทราบนะครับ แต่สำหรับผมเอง ผมใช้ปืนอยู่เพียงสามชนิดเท่านั้น ชนิดหนึ่งคือลูกซองสำหรับเก็บสัตว์เล็ก สัตว์หนังอ่อนบางจำพวก และสำหรับนั่งห้างในเวลากลางคืน ซึ่งใช้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยศูนย์ ชนิดที่สองก็ไรเฟิล ขนาด ๓๐-๐๖ ซึ่งใช้โดยสถานการณ์ทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าช้างมันกวนหรือต้องการจะตามรอยกระทิง ผมก็ใช้ .๓๗๕ เอช. แอนด์ เอช. แม็กนั่ม ซึ่งมันก็เหลือเฟือแล้ว ปืนของผมก็เป็นปืนตลาดพื้น ๆ ธรรมดา ราคาถูก ไม่พิเศษ มีลวดลายสวยงามเหมือนปืนที่คุณชายขนมาเหล่านี้"

"คุณใช้ .๓๗๕ ล่อช้างกับกระทิง!!"

ไชยยันต์อุทานออกมา ลืมตาโต

"โอ้โฮ มันไม่เสี่ยงไปหน่อยเร้อ"

"มันอาจเสี่ยงไปหน่อยครับ สำหรับพรานสมัครเล่น แต่สำหรับพรานอาชีพอย่างผมถึงเสี่ยงยังไงผมก็ต้องยอม เพราะผมไม่มีปัญญาที่จะไปหาปืนที่มีขนาดใหญ่อานุภาพดีไปกว่านี้ได้ เกี่ยวกับทุนทรัพย์"

คำตอบที่เต็มไปด้วยการถ่อมอย่างสุภาพของเขา ทำให้ทุกคนหัวเราะ ดารินตวัดหางตาอย่างไม่วายหมั่นไส้

"ไม่ใช่งั้นกระมัง มันอาจเป็นเพราะคุณถือว่ามืออย่างคุณ ยิงนัดเดียวต้องอยู่ ถึงได้กล้าใช้ปืนแคลิเบ้อร์ขนาดกลางล่าสัตว์ใหญ่ แต่สำหรับพวกเราอย่างน้อยที่สุด ถ้าเจอะช้างหรือกระทิง ก็ต้องขอถือไอ้กระบอกที่มีลำกล้องโต ๆ ไว้ก่อน แม้ว่าเราจะไม่ได้ยิงมันก็ตาม" หล่อนพูดเยาะ ๆ รพินทร์ยิ้มเฉยเสีย ไชยยันต์ก็เอ่ยมาว่า

"ใช่ มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ สัตว์ทุกชนิดลงถ้ายิงเข้าที่สำคัญได้ทุกนัดเหมือนสั่ง ปัญหาเรื่องปืนเล็กปืนโตก็ไม่มีความหมาย ข้อนี้ผมแน่ใจ เพราะวันนั้นเราเห็นคุณรพินทร์ยิงไอ้ดำที่สถานีกักสัตว์ของคุณอำพลมาแล้ว เพราะฉะนั้นคุณคงจะไม่หัวเราเรานะ หากเห็นผมกับเชษฐาเลือกเอาพวกดับเบิ้ลไรเฟิล เรายอมรับว่าเราไม่ชำนาญเท่าคุณ และก็ออกจะขี้ขลาดอยู่สักหน่อย ขอเลือกวิธีปลอดภัยไว้ก่อน"

"แต่ต่อให้ .๖๐๐ ไนโตรเอ็กสเปรสกระบอกนี้ ถ้าแกกะยิงหัวช้าง แต่ไปถูกหางหันก็ไม่ช่วยให้แกรอดจากการถูกช้างกระทืบได้ จริงไหมคุณรพินทร์"

เชษฐาแย้งมาหน้าตาย ทุกคนหัวเราะขึ้นอีก

"ว่าอันที่จริง ถ้าจะพิจารณาถึงพื้นภูมิประเทศป่าในบ้านของเราที่เป็นดงทึบ ชนิดที่เรายิงสัตว์ใหญ่กันในระยะแทบจะประชิดตัวกันแล้ว ผมมีความเห็นด้วยครับว่า ปืนไรเฟิลแฝดที่มีขนาดใหญ่จะให้ผลมากทีเดียว เท่าที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลานั้น เราพบช้างห่างจากตัวเราในระยะแทบจะเรียกว่าเผาขน คือพอโผล่ซุ้มไม้ก็เห็นยืนขวางทางอยู่ตรงหน้าแล้ว ในกรณีนี้ดับเบิ้ลไรเฟิลขนาดใหญ่ให้ความเชื่อมั่นและปลอดภัยกับเราที่สุด แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือถ้าสองนัดในลำกล้องที่บรรจุไว้ไม่สามารถจะหยุดมันลงได้โดยเฉียบขาด โอากสซ้ำของเราจะไม่มีเหลืออยู่เลย แต่ถ้าเป็นปืนแบบโบ้ล์ทแอ็คชั่น หรือลูกเลื่อนซึ่งบรรจุกระสุนได้มากกว่า ถึงแม้จะมีขนาดย่อมกว่าหน่อย เราก็สามารถจะยิงซ้ำได้ในวงกระสุนที่มากกว่านั้น ก็ดีและเสียไปคนละอย่าง จะให้ประเสริฐสุดละก็เราควรจะมีปืนทุกขนาดไปด้วย และเลือกใช้ให้ถูกต้องกับสถานการณ์แต่ละครั้ง ปัญหามันก็มีแต่เพียงว่าเราจะมีปัญญาหอบมันไปได้หมดหรือเปล่าเท่านั้น"

"เป็นอันว่าเราขนไปให้หมดก็แล้วกัน ในระยะทางที่ก่อนจะถึงหล่มช้างจะได้ล่าสัตว์กันให้สนุก หลังจากนั้นแล้วเราค่อยมาพิจารณาเลือกกันอีกครั้งว่า เราจะใช้ปืนขนาดไหนเป็นปืนประจำมือในการเดินทางมหาวิบากของเรา"

ไชยยันต์ลงความเห็น เชษฐาและดารินก็เห็นพ้องด้วย จอมพรานไม่คัดง้างหรือสนับสนุนเช่นไร เพียงแต่บ่นว่าเขาเสียดายที่ปืนเหล่านั้นจะต้องนำไปฝากไว้ที่หล่มช้าง ไม่สามารถจะนำติดตัวไปด้วยได้ทั้งหมด ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะสูญหายอย่างใดหรือไม่ในเมื่อกลับมา แต่คณะนายจ้างของเขาทั้งหมดไม่แสดงความกังวลในข้อนั้น

"ในการเดินป่า คุณใช้ปืนสั้นติดตัวไปด้วยหรือเปล่า?"

ผู้ถามคือไชยยันต์ ขณะที่งัดอีกหีบหนึ่งซึ่งเป็นหีบและเครื่องกระสุนปืนสั้นโดยเฉพาะ

"ไม่เลยครับ มันไม่จำเป็นสำหรับผม ผมมีแต่มีดเดินป่าเท่านั้น แต่ถ้าพวกคุณเตรียมปืนสั้นมาด้วยในการเดินทางครั้งนี้ ผมก็ขอสนับสนุนและเห็นด้วยว่าควรจะมีติดตัวในการออกเดินจากหล่มช้าง"

ไชยยันต์งัดเอาปืนสั้น ขนาด .๔๔ แม็กนั่ม แบบซิงเกิ้ลแอ็คชั่นขึ้นมาสามกระบอก เป็นขนาดที่มีลำกล้องยาว ๖ นิ้ว และมีขนาด .๓๕๗ อยู่กระบอกหนึ่ง กะทัดรัดสวยงาม ซึ่งรพินทร์คิดว่ามันน่าจะเป็นปืนสั้นติดตัวของ ม.ร.ว. หญิงดาริน เมื่อไชยยันต์ส่งมาให้เขาก็รับมาชมอย่างคนที่มีนิสัยรักปืนทั้งหลาย

"ผมเตรียมมาสำหรับพวกเราโดยเฉพาะ"

ไชยยันต์บอก

".๓๕๗ กระบอกนั้นเป็นของดาริน เขาถนัดมันมาก ผมเองกับเชษฐาอันที่จริงก็ไม่ใช่นักยิงปืนสั้นชั้นดีอะไรนัก ที่ติดมาด้วยก็คิดว่ามันอาจช่วยเราได้ในนาทีคับขันที่สุด สำหรับที่ถามคุณเมื่อกี้นี้ ก็ต้องการทราบว่าคุณใช้ปืนสั้นเป็นประจำหรือเปล่า ถ้ามีอยู่ก่อนแล้วและเป็นปืนที่ถนัดมือคุณก็แล้วไป แต่ถ้ายังหวังว่าคุณคงจะไม่รังเกียจที่จะรับเอา .๔๔ ไปสักกระบอกหนึ่ง เราทั้งหมดเตรียมมาสำหรับเป็นของขวัญแก่คุณ"

"โอ! เป็นพระคุณอย่างสูงทีเดียวครับ"

เขาอุทานออกมาเบา ๆ มองไปยังคณะนายจ้างทุกคนด้วยสายตาแสดงความขอบคุณ รับปืนสั้นกระบอกหนึ่งมาเดาะชั่งน้ำหนักในมือ แล้วง้างนกในจังหวะฟรี หมุนลูกโม่เล่น เชษฐาส่งกล่องลูกปืนมาให้

"คุณลองดูก็ได้นี่ ตามทฤษฎีเขาบอกไว้ว่า ถ้าเกิดความจำเป็นขึ้นมาจริง ๆ .๔๔ แม็กนั่ม สามารถที่จะหยุดสัตว์ใหญ่ที่มันช้าร์จสวนเข้ามาได้ โดยอานุภาพขนาดน้อง ๆ ไรเฟิลทีเดียว แต่ผมเองก็ยังไม่กล้ารับรองทฤษฎีนี้ ติดตัวมาด้วยก็เพื่อจะให้อบอุ่นใจปลอบขวัญตัวเองเท่านั้น ในกรณีที่ถ้าไรเฟิลมันหลุดไปจากมือ อย่างน้อยเราก็ไม่ถึงกับมือเปล่านัก"

จอมพรานหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ แกะกล่องกระสุนออกหยิบลูกขึ้นมาบรรจุใส่รังเพลิงทีละนัดจนครบ แล้วคว้าไฟฉายล่าสัตว์ขนาดแปดท่อนส่องปราดออกไปทางหน้าต่าง ทุกคนเข้ามายืนมุง ดารินยิ้มหยัน ๆ เดินกอดอกเข้ามาดูอยู่ด้วย รพินทร์ส่ายกราดไปมา แล้วส่องจับไปยังลูกมะขวิดป่าที่ห้อยระย้าอยู่บนต้นสูงใหญ่ ห่างออกไปประมาณ ๒๕ หลา ง้างนกขึ้นช้า ๆ ส่องปืนออกไป

"ปืนสั้น ไม่เหมือนปืนยาวนานายพราน แต่...ได้ข่าวว่าคุณเคยเป็นนายตำรวจตะเวนชายแดนมาก่อนไม่ใช่หรือ"

เสียงใสของดารินดังขัดขึ้น รพินทร์ชงัก "คู่ปรับคนสวย" ของเขาเล่นงานเขาเข้าให้อีกแล้ว ร้ายเสียจริง ๆ ม.ร.ว.หญิงคนนี้ เขาคิด

จอมพรานยิ้ม เล็งต่อไปแล้วลั่นไก เสียงของมันแผดระเบิดกึกก้องร้าวแก้วหู ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าดงพงพีที่แวดล้อมอยู่

มะขวิดลูกที่เขาเล็งยิง ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนเลย

"เหลว !"

เสียงหวานใสร้องขึ้นมาเบา ๆ ยั่วเขาโดยเจตนา

รพินทร์เล็งอีก และปล่อยกระสุนออกไปอีกอย่างแช่มช้า ทั้งสามนัดต่อมามันไม่ได้เข้าเป้าหมายเลย พรานหนุ่มหัวเราะออกมาพร้อมกับโคลงศีรษะ เชษฐา ไชยยันต์ ตบไหล่เขายิ้ม ๆ แต่ดารินพูดลอย ๆ มาอีกว่า

"ศิลปะการยิงปืนยาวกับปืนสั้น มันไม่ยักเหมือนกันนะ คุณตัดสินใจถูกแล้วที่ใช้มีดเดินป่า แทนปืนสั้นติดตัว"

เขาไม่ได้ตอบคำใดทั้งสิ้นนอกจากหัวเราะ พร้อมกับพูด ดารินคว้า .๓๕๗ ของหล่อนขึ้นมาบรรจุกระสุน หัวเราะเห็นฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบงาม แล้วก็พยักหน้า

"ไหน ส่องไฟเหมือนอย่างตะกี้นี้อีกซิ"

รพินทร์คงยิ้มอยู่เช่นนั้น ส่องไฟให้จับไปที่ลูกมะขวิดลูกเดิม ดารินชำเลืองหางตามองดูเขา รู้สึกคล้าย ๆ กับว่าหล่อนจะย่นหน้าให้นิดหนึ่ง และสบัดหน้าไปทางเป้า เส้นผมสยายปลิวกระจาย หล่อนยกปืนขึ้น

เปรี้ยง ! !

มะขวิดลูกนั้นกระจายแวบเป็นสะเก็ดเห็นชัดในแสงไฟ และโยนตัวห้อยแกว่งอยู่ไปมา ด้วยอำนาจของกระสุนที่เจาะผ่านไป

อีกห้าเปรี้ยงที่หล่อนปล่อยติดต่อกันออกไป เข้าเป้าหมายทุกนัด และนัดสุดท้ายมะขวิดลูกนั้นถูกปลิดออกจากขั้วร่วงหายลงไปเบื้องล่าง

แล้ว ม.ร.ว. หญิงคนสวยก็วางปืนลงกับโต๊ะช้า ๆ หันมามองดูหน้าจอมพราน พลางเดินไปทิ้งตัวนั่งไขว่ห้างอยู่ที่เก้าอี้ยาวตัวเดิม ทอดแขนทั้งสองข้างกางโอบไปตามพนักพิงทำเป็นเอียงหน้าขึ้นมองดูเปลวเทียนซึ่งจุดอยู่บนเชิงเทินข้าง ๆ เฉย เอาลิ้นดุนแก้ม

รพินทร์ ไพรวัลย์ชิดเท้าตรง ก้มลงโค้งคำนับให้หล่อนอย่างงดงามที่สุด เป็นเครื่องหมายยอมแพ้ เชษฐาบ่นอะไรน้องสาวพึมพำเดินมารินบรั่นดีดื่ม แต่ไชยยันต์เอียงหน้าเข้ามากระซิบกับจอมพราน

"เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วที่คุณยกให้ยายน้อยเสียคน ถ้าคุณขืนแข็งละก็แม่เฮี้ยวไม่มีที่สิ้นสุดหรอก ขนาดทำอะไรใครไม่ได้เลย นอนดิ้นปัด ๆ ร้องไห้กรีด ๆ ก็เอา แกเขม่นคุณเรื่องที่คุณพยายามทักท้วงไม่ให้แกไปด้วยนั่นแหละ ยอ ๆ เอาใจเสียหน่อยเดี๋ยวก็ดีเอง นิสัยของน้อยเป็นงี้เอง ความเป็นผู้หญิงกับผู้ชายปนอยู่ในตัวแกอย่างละครึ่ง อะไร ๆ ก็ดีพร้อม เสียอย่างเดียวขี้เอาแต่ใจตัวเอง"

"ผมไม่ได้แกล้ยกให้หรอกครับ ผมยิงปืนสั้นสู้คุณหญิงไม่ได้จริง ๆ"

จอมพรานกระซิบตอบ อดีตนายพันตรีหนุ่มตบหลังเขาโดยแรงหัวเราะก๊าก

"โธ่! คุณรพินทร์ คุณหลอกยายน้อยได้สำเร็จน่ะดีแล้ว แต่อย่ามาหลอกผมกับเชษฐาหน่อยเลย เรามันผู้ชายด้วยกัน ตามกันทันหรอกน่ะ"

ค่ำของวันรุ่นขึ้น มันเป็นอาหารเย็นร่วมกันมื้อสุดท้ายที่จะมีขึ้นได้ ณ บ้านพัก "หนองน้ำแห้ง" ของพรานใหญ่รพินทร์ ทุกสิ่งทุกอย่างในการเดินทางได้ถูกตระเตรียมพร้อมสรรพแล้ว กำหนดเริ่มต้นออกเดินทางคือย่ำรุ่งของวันรุ่งขึ้น

ระหว่างที่ทุกคนนั่งจิบกาแฟสนทนากัน ภายหลังจากอาหารค่ำได้ผ่านไปแล้ว บุญคำพรานพื้นเมืองอาวุโส มือขวาสนิทของรพินทร์ อันเป็นคนหนึ่งในจำนวนสี่คนที่จะเดินทางร่วมเป็นร่วมตายไปด้วย ก็ขึ้นมารายงานว่ามีกะเหรี่ยงต่างถิ่นแปลกหน้าคนหนึ่งจะเข้ามาขอพบเขา

"ใคร ?"

รพินทร์ขมวดคิ้วถามต่ำ ๆ

"ไม่ทราบครับ พวกเราไม่เคยมีใครเห็นมันมาก่อน เป็นคนหนุ่ม"

"มาคนเดียว ?"

"ครับ คนเดียว"

"บอกหรือเปล่าวว่ามีธุระอะไร ?"

"ผมถามมันแล้วครับ มันบอกแต่เพียงมันจะมาขอพบเจ้านาย อ้อ! มันเรียกเจ้านายว่า 'ผู้กอง'"

รพินทร์ยิ่งงงจัด ใครก็ตามที่เรียกเขาว่า "ผู้กอง" อันเป็นตำแหน่งเดิมของเขา ในขณะที่ยังรับราชการเป็นนายตำรวจตระเวนชายแดน ก็ย่อมแสดงว่าบุคคลผู้นั้นรู้จักอดีตเขามาอย่างดี โดยปกติแล้วพรานพื้นบ้านทั่วไปไม่เคยเรียกเขาเช่นนี้เลย

"เขาอาจมีธุระสำคัญอะไรกับคุณก็ได้"

ม.ร.ว. เชษฐาพูดขึ้นเบา ๆ

จอมพรานพยักหน้ากับคนของเขา บอกว่า

"ให้เขาขึ้นมาบนนี้ซิ บุญคำ"

บุญคำรับคำแล้วผละลงไป เพียงอึดใจเดียวก็นำร่างของใครคนหนึ่งก้าวเข้าประตูห้องมา สายตาของรพินทร์และทุกคนมองไปยังร่างนั้นเป็นเป้าหมายเดียวกัน สูงตระหง่านขนาดเกือบหกฟุต ผิวเป็นสีทองแดง ตาใหญ่คมกริบในกรอบลึกเป็นประกายสดใส ผมหยิกหยักศกยาวปกท้ายทอย รพินทร์ ไพรวัลย์จ้องที่ร่างนั้นอย่างพินิจ เขาบอกกับตนเองว่า เขาไม่เคยเห็นชาวบ้านป่า หรือกะเหรี่ยงคนไหน มีรูปร่างและใบหน้าคมสัน เท่าเจ้าหนุ่มร่างยักษ์ผู้นี้มาก่อนเลย อายุของชายผู้นั้นประมาณ ๒๘ ถึง ๓๐ ปีเป็นอย่างสูง แต่งกายแบบพวกพรานกะเหรี่ยง อย่างที่เห็น ๆ อยู่ทั่วไป ในมือถือปืนวินแช้สเต้อร์ ขนาด .๔๔-๔๐ แบบโบราณกระบอกเก่าคร่ำคร่า อันเป็นปืนบนหลังม้าสมัยที่ใช้กันในต้นศตวรรษที่ ๑๙

ใบหน้านั้นคลับคล้ายคลับคลาต่อสายตาของรพินทร์อย่างไรชอบกล ว่าจะเคยเห็นมาก่อน แต่ขณะนั้นเขานึกไม่ออก

หนุ่มกะเหรี่ยงผู้นั้น เมื่อก้าวเข้ามาแล้วก็ทรุดกายลงนั่นขัดสมาธิกับพื้น วางปืนไว้ข้าง ๆ ตัว ยกมือไหว้เคารพมายังจอมพราน แล้วก็นั่งนิ่งอยู่ด้วยอาการสงบสำรวม

"แกชื่ออะไร ?"

"แงซาย"

เป็นเสียงห้าวต่ำ มีกังวาน ผ่านออกมาจากลำคออวบใหญ่นั้น

"เอ...ดูเหมือนฉันจะคุ้นหน้าแกมาก่อนนะ"

ใบหน้านั้นปรากฏรอยยิ้มกว้าง มองเห็นฟันสะอาดเป็นระเบียบ

"ถูกแล้วครับ ท่านผู้กอง ท่านกับผมเคยพบกันมาครั้งหนึ่งแล้ว ที่ห้วยกวาง ในวันก่อนหน้าที่กองโจรกะเหรี่ยงจะบุกเข้าทำลายค่ายตำรวจตระเวนชายแดนหนึ่งวัน"

รพินทร์ ไพรวัลย์ เบิกตากว้าง เขาระลึกขึ้นมาได้แล้ว สมัยที่เขายังเป็นผู้บังคับกองตำรวจตระเวนชายแดนประจำค่าย "หมีดำ" ครั้งที่มีการสู้รบกับพวกกองโจรกะเหรี่ยงคนนี้มาก่อนแล้ว เป็นการพบในวันสุดท้าย ก่อนหน้าที่ค่าย "หมีดำ" จะถูกกองโจรบุกเข้าโจมตีทำลายย่อยยับลง ซึ่งในครั้งนั้นเขาตีหักการรบอย่างชุลมุนประจัญบาน เอาชีวิตรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด เจ้าแงซายคนนี้นี่เองปลอมตัวเป็นชาวพื้นเมืองบ้านป่าเข้ามาป้วนเปี้ยนเลียบเคียงสอดแนมใกล้บริเวณที่ตั้งค่ายของเขา หมอได้พูดเป็นเชิงบอกใบ้เตือนให้เขารู้ตัวว่า ค่าย "หมีดำ" ไม่อยู่ในฐานะแข็งแรงมั่นคงเพียงพอที่จะตั้งรับการบุกโจมตีของกองโจรกะเหรี่ยงได้ และพูดเป็นนัยเหมือนจะเตือนให้เขาเร่งปลีกหนีเอาตัวรอดไปเสียก่อน ซึ่งในขณะนั้นเขาแทบจะยิงหมอทิ้งเสียเพราะความเดือดดาบที่ถูกสบประมาท แต่แล้วเมื่อค่ายหมีดำถูกขยี้แหลกพินาศลงจริง ๆ ในวันรุ่งขึ้นเขาก็หวนคิดไปถึงคำพูดของเจ้าหนุ่มกะเหรี่ยงคนนั้นได้ และยังจำได้จนกระทั่งบัดนี้

เดี๋ยวนี้หมอนั่น เข้ามานั่งอยู่ตรงหน้าเขาเดี๋ยวนี้เอง

"อ้อ! ฉันจำแกได้ละ แงซาย"

รพินทร์พูดออกมาด้วยเสียงเครียดขรึม จ้องนิ่งไปยังกะเหรี่ยงผู้นั้น

"เสียดายเหลือเกินนะ ที่ฉันได้พบแกเมื่อฉันออกจากหน้าที่ราชการแล้ว วันนั้นแกเข้าไปสอดแนมใช่ไหม และวันรุ่งขึ้น แกก็จะต้องเป็นคนหนึ่งในกองกำลังของพวกโจรกะเหรี่ยง บุกเข้าทำลายค่ายตำรวจตระเวนชายแดน"

แงซายยิ้ม ก้มศีรษะรับอย่างกล้าหาญ

"เป็นจริงตามที่ท่านพูดครับ ผู้กอง"

"เอาละ แกมาหาฉันด้วยธุระอะไร? คิดจะปล้นสถานีกักสัตว์ของฉัน แล้วก็เข้ามาเตือนฉันให้รู้ตัวไว้ล่วงหน้าก่อน เหมือนเมื่อครั้งนั้นหรือ ?"

"หามิได้ครับผู้กอง ผมมาพบท่านอย่างชาวดงเร่ร่อนพเนจรคนหนึ่ง ไม่ได้มาอย่างศัตรูของท่านเหมือนสมัยนั้น"

"เอาล่ะ ว่าธุระของแกไปซิ"

"คืออย่างนี้ครับ - ผมได้ยินข่าวมาว่า ท่านจะออกเดินทางบุกดงไปทางด้านเหนืออันเต็มไปด้วยความกันดาร เพื่อบ่ายหน้าไปยังขุนเขาพระศิวะอันไกลโพ้น ข่าวนี้เป็นความจริงหรือเปล่าครับ ?"

รพินทร์หันไปมองดูหน้าคณะนายจ้างของเขา เชษฐา ดารินและไชยยันต์ ผู้นั่งมองและฟังอย่างสนใจ ตั้งแต่หนุ่มกะเหรี่ยงร่างใหญ่ก้าวเข้ามา บัดนี้ ต่างก็มองดูตากัน

"ใช่ เป็นความจริง ทำไมหรือ ?"

ม.ร.ว. เชษฐาตอบแทนมา

"และท่านก็ประกาศรับสมัครคนใช้ ที่จะเดินทางไปกับท่านด้วย ?"

เสียงห้าวลึกนั้น กล่าวต่อมา

"ถูกแล้ว แกจะมาขอสมัครไปกับเราด้วยกระมัง ?"

ไชยยันต์รีบถามมาโดยเร็ว

"ครับ! ผมขอสมัครเป็นคนรับใช้ของท่านในการเดินทางครั้งนี้คนหนึ่ง"

ทุกคนต่างหันมามองดูรพินทร์เหมือนจะขอความเห็น พรานใหญ่นิ่งเฉย ตาหรี่จับนิ่งอยู่ที่แงซายตลอดเวลา

"เหมาะไหม คุณรพินทร์ เรากำลังขาดคนอยู่คนหนึ่งพอดี"

ไชยยันต์ร้องถามมาอย่างลิงโลด แต่จอมพรานคงพินิจสำรวจอยู่ที่เจ้าหนุ่มกะเหรี่ยงอยู่เช่นนั้นครู่ใหญ่ เหมือนจะค้นหาอะไรที่แอบแผงอยู่

ในที่สุด เขายิ้มกร้าว ๆ หันไปพูดเป็นภาษาอังกฤษกับนายจ้างของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้แงซายเข้าใจ เล่าคร่าว ๆ ให้ฟังถึงว่า เจ้าหนุ่มกะเหรี่ยงผู้นี้เคยมีพฤติการณ์ไม่น่าไว้ใจเช่นไรมาในอดีต เพราะเคยเป็นทหารโจรกะเหรี่ยง ทุกคนเมื่อได้ทราบก็พากันเงียบงันไป

"แงซาย! แกนึกว่าแกจะใช้อุบายเก่า ๆ มาเล่นกับฉันได้อย่างสะดวกง่ายดายอีกหรือ ไหนลองบอกมาซิว่า กองโจรกะเหรี่ยงใช้ให้แกเข้ามาเป็นสาย โดยขอสมัครมาเป็นคนใช้ของเราในระหว่างเดินทาง แล้วก็จะดักปล้นเราตอนไหน ส่วนตัวแกเองล่ะ แน่ใจหรือว่าในครั้งนี้จะรอดไปได้"

แงซายมองตอบเขาด้วยสายตาตรง มีประกายแจ่มใสพร้อมกับโคลงหัวน้อย ๆ

"เป็นความสัตย์จริงครับ ผู้กอง ผมมาขอสมัครเป็นคนใช้เพื่อร่วมทางไปกับท่านด้วยสุจริตใจ ไม่ได้มีอุบายอะไรซ่อนเร้นอยู่ทั้งสิ้น ขณะนี้ ผมเองก็ไม่ได้เป็นทหารโจรกะเหรี่ยงอีกแล้ว ในอาณาจักรป่าดงพงพีนี้ ท่านย่อมเปรียบเสมือนเสือใหญ่ เป็นเจ้าแห่งป่า ชีวิตของผมที่จะติดตามไปด้วยก็ย่อมจะเป็นประกันอยู่ในมือของท่านอยู่แล้ว จงฆ่าผมเสีย ถ้าท่านมีความรู้สึกว่าผมจะทรยศ"

"หมอนี่พูดจาสำคัญแฮะ หน้าตาท่าทางก็เข้าทีไม่ใช่ย่อย หรือยังไง"

เสียงไชยยันต์พึมพำออกมาเบา ๆ กับเชษฐา ส่วนดารินจ้องเป๋งไปยังหนุ่มกะเหรี่ยง รู้สึกว่าคณะนายจ้างของเขาทุกคนดูจะพอใจแงซายมาก แต่ทุกคนก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรพินทร์ในการสอบซักเจรจา

"พฤติการณ์ของแกลึกลับ ไม่น่าไว้วางใจเลย แงซาย"

จอมพรานพูดตรง ๆ

"ไหน ลองเล่าประวัติของแกไปให้ละเอียดซิ

"ผมชื่อ แงซาย เป็นชาวกะเหรี่ยง แต่ก็ไม่ใช่กะเหรี่ยงแท้นัก ถิ่นฐานเชื้อชาติของผมเป็นชนอีกเผ่าหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ยังดินแดนไกลโพ้นไปทางด้านเหนือ ผมไม่มีที่อยู่หลักแหล่งแน่นอน ตลอดเวลามา เร่ร่อนพเนจรไปทั่ว ผมได้จากดินแดนอันเป็นแหล่งเกิดมาตั้งแต่ยังเป็นทารกเล็ก ๆ ครั้งหนึ่ง ผมได้เป็นทหารของนายพล อองซาน ประจำกองร้อย "เสือดาว" ภายใต้บังคับบัญชาของผู้บังคับกองยินตอง ที่ถูกฝ่ายของท่านเรียกว่าเป็นกองโจรกะเหรี่ยง ต่อมา ผมได้หนีออกจากกองร้อย "เสือดาว" ของยินตอง แล้วก็เร่ร่อนลงมายังเขตแดนไทย โดยสมัครเป็นกรรมกรในเหมืองแร่ บางครั้งก็ล่าสัตว์หาของป่าไปขายในเมือง เดี๋ยวนี้ผมเบื่อเต็มทีแล้ว อยากจะกลับไปทางด้านเหนืออีก เพราะแถบนี้ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของผม ท่านได้โปรดให้ผมได้ร่วมเดินทางไปกับท่านสักคนเถิดครับ ผมไม่ได้ขอสมัครเพื่อหวังค่าจ้างหรือผลประโยชน์อันใดทั้งสิ้น นอกจากจะขอเพียงแค่เดินทางไปด้วย ผมขอปฏิญาณในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และความกล้าหาญ จะปฏิบัติตนรับใช้พวกท่านอย่างทาสผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่ง ตามแต่ท่านจะใช้ ทุกสิ่งที่ผมกล่าวเป็นวาจาสัตย์"

รพินทร์เองก็ออกจะงง ๆ ไปเหมือนกัน ในวาจาอันฉะฉานคมคายผิดไปจากพวกพื้นเมืองสามัญของหนุ่มกะเหรี่ยงผู้ลึกลับ อย่างไรก็ตาม เขามองไม่เห็นแสงทุจริต หรือพิรุธใด ๆ จากแววตาสุกใสคู่นั้น สำหรับคณะนายจ้างของเขาทั้งสามคนย่อมไม่มีปัญหา ทั้งหมดมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ตรงกันในด้านที่พอใจคนใช้ผู้สมัครใหม่คนนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะดารินหล่อนผิวปากหวือออกมา ในทันทีที่เงี่ยหูฟังสำเนียงแปร่ง ๆ ของแงซายจบลง ร้องออกมายิ้ม ๆ เป็นภาษาอังกฤษ

"ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะพูดได้น่าฟังอย่างนี้ มันไม่เหมาะสมกับสภาพอันเป็นชาวดงของเขาสักนิด คำพูด หรือสำนวนของเขามันส่อออกมาชัด ๆ ว่า เขาน่าจะได้รับการศึกษามาบ้าง ถึงจะไม่ดีนัก ก็คงพอสมควรทีเดียว คงไม่ใช่ชาวดงพื้น ๆ ธรรมดาหรอก ถ้าฉันทายไม่ผิด"

"ฮือม์ แปลกมาก พี่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน"

ม.ร.ว. เชษฐาพึมพำคล้อยตาม จ้องนิ่งอยู่ที่แงซายอย่างประหลาดใจ

"พับผ่าซิ ไอ้หมอนี่มันจะต้องซ่อนคมอย่างร้ายทีเดียว แต่ถึงยังไงก็บอกตามตรงว่า ฉันชักถูกชตากับมันยังไงพิกล"

ไชยยันต์ร้องออกมาบ้างอย่างนิสัยเปิดเผย ระหว่างที่รพินทร์ยังนิ่งด้วยอาการพิเคราะห์อยู่ ม.ร.ว. ดารินก็ปราศัยกับหนุ่มกะเหรี่ยงมายิ้ม ๆ เป็นภาษาไทยว่า

"แงซาย เธอเคยเรียนหนังสือที่ไหนมาบ้างหรือเปล่า ?"

แงซายเปลี่ยนสายตาไปจับอยู่ที่หญิงสาว ประกายตาคู่นั้นสำรวมอ่อนโยน แล้วก็ตอบอย่างสงบว่า

"เคยเรียนมาบ้างเล็กน้อยครับ นายหญิง"

"ที่ไหน อย่างไร ไหนลองบอกหน่อยซิ ?"

"ผมเรียนอยู่ในเมืองมัณดะเลย์ ๘ ปี เมื่อสงครามมหาเอเซียบูรพาเกิดขึ้น ก็ถูกส่งไปเรียนการรบแบบกองโจรที่จุงกิง ๒ ปี พอปลายสงครามก็ถูกส่งให้มากระโดดร่มเข้ายึดพม่าร่วมกับกองทหารอังกฤษ"

ทั้งหมดแทบจะผงะไปด้วยความตะลึงพรึงเพริดในคำบอกเล่าอย่างเรียบ ๆ สงบเสงี่ยมของแงซาย

"โวว ! !"

ไชยยันต์ร้องออกมาลั่นห้อง ทำตาเหลือกจ้องหน้าหนุ่มกะเหรี่ยงอย่างงงงันที่สุด รพินทร์เองก็ตะลึงคอแข็งไป ทุกคนประมาณการณ์ชาวดงผู้มาสมัครเป็นคงใช้ผู้นี้ผิดไปหมด ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ มันเนื่องมาจากความสงสัยและช่างซักของม.ร.ว. ดารินแท้ ๆ ประกอบกับความบริสุทธิ์ใจมิได้คิดจะปกปิดอำพรางของแงซาย ความจริงจึงได้ปรากฏออกมา

"ตายละวา ถ้าหมอนี่จะเป็นชาวดง ก็เรียกได้ว่าชาวดงที่ผ่านหลักสูตรของมนุษย์ที่เจริญมาแล้วอย่างดีทีเดียว"

แล้วไชยยันต์ก็ถามมาเป็นภาษาอังกฤษเร็วปรื๋อว่า

"งั้นแกก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษได้น่ะซิ"

สีหน้าอันสงบสำรวมของแงซาย มิได้เปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย ในขณะที่ตอบเป็นสำเนียงที่ชัดที่สุดเท่าที่ลิ้นของชาวเอเซียจะพูดได้ มาว่า

"ก็พอพูดได้บ้างครับ ท่าน"

"เป็นไง ?"

ไชยยันต์หันไปมองดูหน้าเชษฐาและดาริน ครางออกมา

"ยังไม่ทันจะเดินทางไปสู่ความลี้ลับพิสดารทั้งหลายเลย เรื่องพิสดารมันก็เกิดขึ้นเสียแล้วไหมล่ะ พวกเราเคยตะลึงอ้าปากค้าง เมื่อรู้ว่านายพรานผู้นำทางของเรา แท้ที่จริงเป็นนักเรียนการทหารเยอรมันมาทีหนึ่งแล้ว เดี๋ยวนี้เราก็มาตะลึงกับคนใช้กะเหรี่ยง ผู้เคยศึกษาวิชาการรบในป่าที่กองบัญชาการสัมพันธมิตร จุงกิงอีกคนหนึ่ง ชาวดงผู้พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ ด้วยลิ้นบ้านป่า แต่พูดภาษาสากลของโลกด้วยสำเนียงชาวลอนดอน เป็นลมดีกว่าเรา"

ว่าแล้วไชยยันต์ก็ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองดังเผียะ

"เธอทำให้พวกเรางง และมหัศจรรย์ใจมากนักนะแงซาย ฉันสงสัยตั้งแต่ฟังเธอพูดแล้ว เธอพูดอย่างคนเจริญ ไม่ได้พูดอย่างชาวบ้าน ถึงแม้รูปลักษณะภายนอกของเธอจะเป็นชาวป่าก็ตาม"

รพินทร์ ไพรวัลย์หัวเราะหึ ๆ พูดมาต่ำ ๆ

"แกเป็นคนลึกลับมากนะ แงซาย แต่ก็ขอบใจที่บอกตามจริงโดยไม่ปิด อย่างน้อยที่สุด มันก็แสดงให้เห็นว่า แกมีความบริสุทธิ์ใจกับพวกเรา เอาละ ขอถามอีกสักนิดเถอะ ขณะที่แกสังกัดอยู่ในกองทัพอิสระของนายพลอองซาน แกมีตำแหน่งเป็นอะไร ?"

"ผมเป็นผู้บังคับหมวดสี่ ยศร้อยโทครับ ผู้กอง เป็นหมวดที่ตีโอบด้านหลังของค่าย "หมีดำ" ด้วยปืนกลหนักและเครื่องยิงระเบิด ถ้าท่านไม่คิดว่าผมโอหังจนเกินไป ผมก็จะถือโอกาสนี้เรียนตามสัตย์จริงว่า ในวันที่กองทหารโจรกะเหรี่ยงขยี้ค่าย "หมีดำ" ของตำรวจตระเวนชายแดนวันนั้น ผมเห็นตำรวจในค่ายแหกล้อมหนีไปได้เพียง ๓ คนเท่านั้น หนึ่งในจำนวนสาม ผมจำได้ว่าเป็นท่าน แต่ความจริงแล้ว จะไม่มีเหลือรอดไปได้เลยแม้แต่คนเดียว ท่านแหกล้อมออกมาทางด้านรังปืนของผมพอดี ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเหตุไรผมจึงสั่งพลประจำปืนให้หยุดยิง จนกระทั่งท่านลับหายปลอดภัยลงไปในลำห้วย

บางทีจะเป็นเพราะผมชอบท่านเป็นการส่วนตัวก็ได้" "อ้อ แปลว่าแกช่วยชีวิตของฉันไว้ในครั้งนั้นสิ"

"ผมไม่ได้ช่วยหรอกครับ แต่ผมไม่ต้องการจะฆ่าท่าน"

"ให้ตายเถอะ! ฉันน่าจะจับแกส่งให้ศาลทหารพิพากษายิงเป้าเสียจริง ๆ"

แงซายยิ้มกว้างตามเดิม ดูบริสุทธิ์เหมือนรอยยิ้มของเด็ก ไม่ได้โต้ตอบคำใดทั้งสิ้น สายตาของเขาที่กราดไปรอบ ๆ เต็มไปด้วยอาการวิงวอนขอร้อง ม.ร.ว. หญิงดาริน มองไปทางจอมพราน เอ่ยขึ้นเหมือนจะเตือน

"คุณยังไม่ได้บอกเขาเลยว่า จะยอมรับเขาให้ร่วมทางไปกับเราหรือเปล่า"

"ผมขอมอบหน้าที่ในการพิจารณานี้ให้แก่คุณชายเชษฐา และพวกคุณทุกคนครับ"

รพินทร์ตอบเรียบ ๆ

"เราอยากจะขอความเห็นจากคุณ นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด !"

เชษฐาว่า เต็มไปด้วยความรอบคอบสุขุม ตาจับนิ่งมายังจอมพรานอย่างพยายามจะอ่านความรู้สึก ไชยยันต์ก็เสริมว่า

"ถูกแล้ว หน้าที่ในการพิจารณาควรจะเป็นของคุณ ผู้เปรียบเหมือนกัปตันเรือ เพราะคุณรับผิดชอบในทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นผู้นำเรา พูดกันตรง ๆ ก็คือ ถ้าคุณระแวงว่าเขาจะมีแผนทุจริตอะไรในการมาสมัครครั้งนี้ เราไม่ต้องการเขา คุณรู้สึกอย่างนั้นหรือเปล่า"

สายตาของแงซายเปลี่ยนมาจับจ้องประสานสายตาของพรานใหญ่อีกครั้ง มันมีประกายขอร้องวิงวอนอย่างประหลาด รพินทร์ยิ้มออกมานิดหนึ่ง ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ

"ผมเชื่อว่าเขาคงไม่มีแผนทุจริต เป็นพิษเป็นภัยอย่างใดต่อคณะของเราหรอกครับ"

"นั่นซิ ควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยที่สุดเขาก็เคยช่วยชีวิตนายตำรวจตระเวนชายแดนไทยค่ายแตกคนหนึ่งไว้"

เสียงดารินเปรยออกมาเบา ๆ เจตนาจะให้รพินทร์ได้ยิน เมื่อเขาชำเลืองมาก็พบกับหางตาชำเลืองอยู่ก่อนแล้วของหญิงสาว หล่อนทำเป็นเมินไปเสีย ริมฝีปากพรายไปด้วยรอยยิ้มเย้ยยั่ว

ม.ร.ว. เชษฐา ลุกขึ้นจากที่นั่งเดินมายังแงซาย ผู้นั่นอยู่กับพื้นแล้วพยักหน้าออกคำสั่งให้หนุ่มกะเหรี่ยงยืนขึ้น แงซายปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อเขายืนขึ้นเต็มสัดส่วน ก็มองเห็นได้ว่าเป็นชายฉกรรจ์ร่างงามเยี่ยมคนหนึ่ง ยากที่จะหาได้ในเผ่ากะเหรี่ยงอันเป็นชาวดง มีรอยแผลเป็นอันเกิดจากหอกหรือมิฉะนั้นก็ดาบปลายปืนทางเฉียงจากขากรรไกรขึ้นมาจริดโหนกแก้ม เชษฐาพิจารณาใบหน้าและรูปร่างนั้นอย่างถี่ถ้วนด้วยความพึงใจ

"สองคนนี่มันได้คู่กันจริงแฮ่ะ !"

เสียงไชยยันต์ร้องออกมาเบา ๆ

"ใหญ่พอฟัดกันได้อย่างเหมาะสมทีเดียว"

จริงอย่างที่ไชยยันต์ว่า รูปร่างของแงซายและเชษฐาสูงใหญ่ตระหง่านงาม มีส่วนสัดไล่เรี่ยกันทุกอย่าง ผิดกันแต่ว่าคนหนึ่งผิวขาวเกลี้ยงสะอาดแบบชาวพระนคร แต่อีกคนแดงจัดราวกับผิวหม้อใหม่ ดูกร้าวแกร่งบึกบึนอย่างคนใช้ชีวิตอยู่อย่างสมบุกสมบัน

"ฉันชอบรูปร่างของแกเสียจริง แงซาย"

เชษฐาเอ่ยยิ้ม ๆ

"เอาล่ะ เป็นอันว่าฉันยินดีที่จะรับสมัครแกเป็นคนใช้ร่วมเดินทางไปกับคณะของเรา"

แงซายตาเป็นประกายด้วยความปิติ ทุกคนเห็นเขายิ้มจนเห็นฟันทั้งสองแถว พึมพำออกมา

"เป็นพระคุณอย่างสูงครับ เจ้านายท่านกรุณาผมเหลือเกิน"

"เราจะออกเดินทางเช้าพรุ่งนี้ แกพร้อมแล้วหรือ ?"

รพินทร์ถาม

"ผมพร้อมเสมอครับ"

จอมพรานไต่ถามอะไรหนุ่มกะเหรี่ยงผู้เป็นคนใช้มาสมัครใหม่อีกสองสามคำ ก็บอกให้บุญคำนำลงไปจัดหาที่พักให้ เพื่อเตรียมร่วมออกเดินทางในวันพรุ่งนี้

ทั้งหมดร่วมวงสนทนากันต่อไป ภายหลังจากแงซายได้ผละลงไปแล้ว เป็นการสนทนาที่อยู่ดึกเป็นพิเศษผิดไปกว่าทุกคืน ความจริงรพินทร์อยากจะปลีกตัว และกล่าวเตือนให้คณะนายจ้างของเขาพักเอาแรงไว้ เพราะพรุ่งนี้จะเริ่มต้นออกเดินทางแล้ว แต่ทั้งเชษฐา และไชยยันต์เหนี่ยวรั้งคะยั้นคะยอเขาไว้ โดยอ้างเหตุผลว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่จะมีโอกาสได้สนทนาหารือกัน ภายในสถานที่อันเป็นที่พักสะดวกสบายแห่งนี้ รพินทร์ย่อมรู้ดีว่าคณะนายจ้างของเขาตกอยู่ในอารมณ์ตื่นเต้น อันเป็นธรรมดาของผู้ที่รู้ตัวว่ากำลังจะออกเดินทางไปสู่อนาคตซึ่งยังไม่มีใครทำนายถูก มันอาจเป็นการผจญภัยชนิดที่ทุกคนไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต และมันเป็นวันสุดท้ายที่จะเริ่มต้น คนเหล่านั้นคงจะหลับนอนลงไม่ได้ง่ายนัก และเมื่อทุกคนไม่มีใครคิดจะอยากนอนในหัวค่ำนี้ แน่นอนละ ก็ต้องรั้งเขาไว้เป็นเพื่อนคุยด้วย พรานใหญ่ไม่ต้องการจะขัดใจคณะนายจ้างของเขา

เรื่องที่คุยกันส่วนมากเป็นเรื่องของการล่าสัตว์ และการใช้ชีวิตในป่า ซึ่งทุกคนเป็นฝ่ายซักถามเขา คำถามส่วนมากมักมาจากไชยยันต์ ซึ่งสังเกตว่า เขาจะมีความคึกคักตื่นเต้นและชอบการล่าสัตว์อยู่ไม่น้อย เชษฐานั่งฟังยิ้ม ๆ แต่ก็สนใจไม่น้อย มักจะกล่าวซักถามเป็นกิจลักษณะบ้างบางคราวเท่านั้น ส่วนดาริน ดูจะจ้องจังหวะขวางลำขัดคอเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเขาอยู่ตลอดเวลา ม.ร.ว. คนสวยผู้มีนิสัยแก่นกล้าผิดหญิงผู้นี้ ดูจะจงใจเป็นปรปักษ์กับเขาเอาเสียงจริง ๆ แต่รพินทร์ไม่สนใจ และเขายิ่งไม่สนใจหรือถือเป็นสาระมากเท่าไหร่ หล่อนก็ยิ่งเฮี้ยวมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่ทำความพอใจให้แก่จอมพรานเล็กน้อยก็คือ คณะนายจ้างของเขาตละคน ถึงแม้จะเป็นชาวกรุงที่ใช้ชีวิตสะดวกสบายอยู่กับอารยะธรรมรอบด้าน ทว่าคนเหล่านั้นก็พอจะเคยกับการเข้าป่า และสามารถเข้าใจกับชีวิตป่าได้บ้างตามสมควร ไม่ใช่คนใหม่ที่ไม่รู้จักอะไรเอาเสียเลย เชษฐากับไชยยันต์เคยเป็นนักล่าสัตว์สมัครเล่น ออกเที่ยวป่าในทุกครั้งเท่าที่โอกาสจะอำนวยให้ได้ ส่วน ม.ร.ว. หญิงดาริน ก็เคยออกป่าเกี่ยวกับการศึกษาในด้านมนุษยวิทยา ผนวกกับนิสัยที่ชอบซุกซนซอกแซกผิดหยิงของหล่อน อันเป็นธรรมชาติประหลาดที่ไม่น่าจะมีอยู่ในผู้หญิงสามัญทั่วไป แต่จะอย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นไม่ใช่บุคคลที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นอาชีพอย่างเขา ซึ่งย่อมจะเปรียบเหมือน "ผู้เยาว์" สำหรับ "ป่า" อยู่ดี

"จากประสบการณ์และทรรศนะพรานใหญ่อย่างคุณ การยิงสัตว์ในลักษณะไหน ที่เป็นไคลแม็กซ์ของความตื่นเต้นสนุกสนานที่สุด"

ไชยยันต์ถามอย่างกระตือรือร้น

"ความตื่นเต้นออกรสออกชาติที่สุดในการยิงสัตว์ก็คือ สัตว์ใหญ่มีอันตรายในขณะที่มันได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อน ทวีความดุร้ายยิ่งขึ้น และวิ่งสวนเข้ามาหมายจะเอาชีวิตของเรา และเราก็ยิงมันในขณะนั้นนั่นแหละครับ แต่ผมไม่ขอสนับสนุนหรือแนะนำวิธียิงสัตว์ในแบบนี้แก่ใครทั้งสิ้น เพราะมันเป็นวิธีที่เสี่ยงอันตรายอย่างที่สุด และผิดหลักของพรานทั่วไป ผมเองก็ไม่นิยมปฏิบัติ นอกจากว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นบังคับ ผมเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดมาครั้งหนึ่งแล้ว ในการยืนปักหลักยิงกระทิงที่สวนช้าร์จเข้ามา แต่ในขณะนั้นมันจวนตัวจริง ๆ หาที่หลบหรือกำบังไม่ทัน กระทิงตัวนั้นถูกปราบลงได้ แต่ตัวผมเองก็ไปนอนโรงพยาบาลเสียเดือนกว่า ความจริงน่าจะตาย แต่โชคของผมยังดีอยู่"

"เราได้ทราบเข่าวเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน คุณอำพลเล่าให้เราฟัง"

เชษฐาพูด

"ความตื่นเต้นที่รองไปจากนี้ก็คือ การยิงสัตว์ในขณะที่อยู่พื้นดินอย่างเดียวกับมัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินแกะรอยยิง หรือว่านั่งซุ่มยิง เพราะโอกาสที่มันจะทำให้เราตื่นเต้นหวาดเสียวมีอยู่มาก ผิดกับการนั่งห้างยิง ซึ่งแทบจะเรียกว่าเราไม่มีการเสี่ยงอะไรเลย เอาเปรียบมันทุกประตู"

"สัตว์ป่าชนิดไหน ที่เป็นอันตรายที่สุดในการเดินป่า"

ดารินตั้งคำถามมาบ้าง

"คุณหญิงลงทายซิครับ"

"ช้างกระมัง"

"ไม่ใช่ครับ"

"เสืองั้นรึ ฉันเคยได้ยินได้ฟังอยู่บ่อย ๆ เหมือนกันว่า ถ้ามันดุจริง ๆ มักจะย่องเข้ามาเล่นงานพวกล่าสัตว์จนถึงแค้มป์ที่พักในขณะที่นอนหลับ"

"ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละครับ เสือช้าง หรือสัตว์ใหญ่น่ากลัวมีอันตรายต่าง ๆ แท้ที่จริงไม่ได้เป็นภัยที่น่ากลัวสำหรับนักเดินป่าเลย ธรรมชาติของพวกนี้โดยปกติแล้วมักจะหนีคนอยู่เสมอ จะสู้หรือคิดทำร้ายก็เฉพาะเมื่อตอนเจ็บ และจวนตัวเท่านั้น"

"ถ้างั้นอะไรล่ะ หรือว่าไม่มี"

"มีซิครับ มีแน่ ๆ นักเดินป่าหรือล่าสัตว์ทุกคนกลัวมันทั้งนั้น และก็ไม่มีทางจะป้องกันด้วย นอกจากจะใช้ความระมัดระวังรอบคอบให้มากที่สุด งูพิษทุกชนิดไงล่ะครับ คุณหญิง เจ้าพวกนี้มักจะเล่นงานเราโดยไม่รู้ตัวเสมอ อาจเป็นการเดินไปเหยียบมันอย่างบังเอิญ อาจผ่านไปในขณะที่มันหลบซ่อนอยู่ หรืออาจแอบเข้ามากัดในขณะที่เรานอนหลับ ชีวิตของนักเดินป่าส่วนมาก สิ้นไปก็เพราะอันตรายจากพวกงูพิษเหล่านี้มากเสียกว่าสัตว์อื่น ๆ"

"เส้นผมบังภูเขาเลย หรือยังไง น้อย?"

ไชยยันต์หันมาล้อดารินพร้อมกับหัวเราะ

"แต่น้อยคงไม่กลัวไม่ใช่เหรอ เห็นเตรียมเซรั่มมาตั้งเยอะนี่"

ม.ร.ว. ดารินหน้าง้ำ พูดกระแทกเสียง

"เมื่อฉันถามถึงสัตว์ป่า ฉันไม่ได้หมายความถึงจำพวกงู ฉันหมายถึงสัตว์สี่เท้าสองเท้าทั้งหลาย ก็ไม่นึกเหมือนกันว่าเขาจะตอบแบบกำปั้นทุบดินแบบนี้ งูน่ะใคร ๆ ก็รู้ ว่ามันมีทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ ป่าดงพงพี ตามทุ่งตามนา หรือแม้กระทั่งลานเทอร์เร้ซหินอ่อนในบ้านของฉันที่กรุงเทพฯ งูเห่ามันก็ยังเลื้อยขึ้นมาเลย"

"เออแน่ะ อยากจะถามเพื่อหาความรู้กับเขาแล้ว พอเขาตอบให้ก็มีโมโห ยายน้อยนี่"

พี่ชายตำหนิมาด้วยอารมณ์ขัน ๆ กึ่งรำคาญ

"คุณหญิงต้องถามใหม่ซิครับว่า สัตว์ป่าที่เราจงใจจะล่ามันชนิดไหน เป็นสัตว์ที่น่ากลัวและมีอันตรายที่สุดในระหว่างการล่า"

"ไม่ถามแล้ว"

หญิงสาวตอบสบัด ๆ หัวเราะออกมาอย่างถอนฉิว แล้วกล่าวต่อมาว่า

"แต่อยากจะถามอีกข้อหนึ่ง ในฐานะที่คุณเป็นพรานใหญ่ชื่อเสียงเกรียงไกรถึงขนาดนี้ คุณเล่ารู้ไหมว่าการล่าสัตว์อะไรที่ถือกันว่าเป็นสัตว์ใหญ่อันตรายที่สุดของโลก"

"ผมไม่ทราบหรอกครับ บางทีจะเป็นเพราะผมไม่ใช่พรานใหญ่ของโลก อย่างคุณหญิงว่าก็ได้"

รพินทร์ตอบอย่างสุภาพ ซ่อนยิ้ม บอกกับตนเองว่านิสัยผู้หญิงมักจะเป็นอย่างนี้เอง ต่อให้ฉลาดปราดเปรื่อง ผ่านอะไรต่ออะไรมาสักขนาดไหนก็ตาม แต่ก็หนีอะไรที่เป็นไปในแบบ "ผู้หญิง" หรือ "เด็ก" ไปไม่ได้ และในขณะนี้เขามีความรู้สึกเหมือนจะล้อเด็กเล่น ล้อให้มีโมโหเดือดดาลแล้วก็พิจารณาดูความน่าเอ็นดู ระคนไปกับน่ารำคาญนั้นด้วยอารมณ์ครื้นเครง

ไชยยันต์ ผู้ดูเหมือนจะเป็นขมิ้นกับปูนมาตลอดเวลากับดาริน ก็กระทุ้งแทนมาให้ว่า

"แล้วน้อยว่าอะไรล่ะ ไหนลองขยายภูมิของนักล่าสัตว์ที่คุยว่าผ่านมาแล้วทุกป่าทั่วโลกหน่อยซิ"

"หมีโคเดี๊ยกย่ะ! วงการล่าสัตว์ทั่วโลกถือกันว่าเป็นเกมที่ใหญ่ยิ่งและมีอันตรายที่สุด รองลงมาก็ควายป่าอ๊าฟริกันซึ่งทั้งสองชนิด ฉันเคยยิงมันมากับมือแล้วด้วยซ้ำ"

หล่อนเชิดหน้า จีบปากบอก

พี่ชาย และเพื่อนชาย พากันหัวเราะ

"ไอ้การล่าสัตว์แบบบันเทิง ชนิดที่ตีตั๋วราคาแพงเข้าไปในบริเวณป่าสงวน ที่ทางการเขาเลี้ยงเอาไว้ให้นักท่องเที่ยงซ้อมมือเล่น แล้วก็ต้องจ้างพรานผิวขาวให้คอยถือปืนคุ้มกันให้ในขณะที่ยิงนั่นน่ะ มันก็เหมือนการล่าสัตว์อยู่ในกรงนั่นแหละ น้อยไม่น่าจะเอามาคุยเล้ย พับผ่าซิ และในขณะนี้เราก็ไม่ได้บุกอลาสก้าหรือบุกอ๊าฟริกา แต่เรากำลังจะบุกตะนาวศรี ความเก่งกล้าสามารถของน้อยในการล้มหมีโคเดี๊ยก หรือควายป่าอ๊าฟริกัน เอามาคุยกับคุณรพินทร์ไม่ได้หรอก เราควรจะเรียนเพื่อหาความรู้ความชำนาญจากเขา แม้ในด้านทฤษฎีก่อนก็ยังดี ไม่ใช่มาคุยถึงการตีตั๋วเพื่อล่าสัตว์อันเป็นกีฬาบันเทิงของนักท่องเที่ยว เข้าใจ๋"

ไชยยันต์พูดพลางหัวเราะ

"ก็ขอคุยบลั๊ฟมั่งซิ มีอย่างรึ ถามดี ๆ กลับตอบเลี้ยวลดหาเรื่องยั่วโมโหอยู่ได้"

ดารินบ่นอุบอิบ ชำเลืองค้อนให้

ทั้งหมดพากันหัวเราะกันขึ้นอีก

"สัตว์อะไรยิงยากที่สุด และมีอันตรายที่สุดในป่าของเรา ตามความรู้สึกของคุณ"

ม.ร.ว. เชษฐาหันมาทางรพินทร์ ถามอย่างสนใจ

"ความรู้สึกของพรานทุกคนอาจไม่เหมือนกันนักหรอกครับ คุณชาย"

เขากล่าวขึ้นช้า ๆ

"บางคนกลัวช้าง เพราะช้างมักจะมาเป็นโขลง และถ้ามันรวมกำลังกันบุกตะลุยเข้ามาจริง ๆ เรากมักจะยิงมันไม่ทัน ตัวหนึ่งล้ม อีกตัวหนึ่งอาจถึงตัวเราเสียก่อน...บางคนกลัวเสือ เพราะเคยพิสูจน์กันได้หลายครั้งแล้วว่า เสือเป็นสัตว์ที่มีเล่ห์เหลี่ยมไหวพริบฉลาดที่สุดในบรรดาสัตว์ป่าด้วยกัน ถ้าลงมันได้จ้องจะเป็นศัตรูอาฆาตแค้นกับคนล่ามันจริงแล้ว ก็เรียกว่ามีอันตรายที่สุด บางคนก็ว่าหมีเป็นสัตว์ที่มีความอาฆาตอย่างรุนแรงที่สุด ลงถ้าคู่ของมันตัวหนึ่งถูกยิงตาย อีกตัวหนึ่งจะต้องแก้แค้นจนกว่ามันจะฆ่าศัตรูของมันได้ หรือจนกว่าตัวมันจะตายทีเดียว... ส่วนบางคนไม่ยอมเข้าใกล้อีเก้งที่ถูกยิงล้มลงไปแล้ว จนกว่าจะซ้ำให้ตายสนิท เพราะเคยปรากฏว่าเก้งที่กำลังจะตาย ลุกขึ้นขวิดเอาคนยิงมันบาดเจ็บสาหัส หรือถึงตายไปก็มี ซึ่งจะประมาทมันไม่ได้... บางคนก็ระมัดระวังวัวแดงเสียงยิ่งกว่ากระทิง... เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันล้วนแล้วแต่ว่า ใครจะมีประสพการณ์กับตนเองมาอย่างไร และนำมายึดถือเป็นหลัก ซึ่งมันไม่มีทฤษฎีใดจะเที่ยงแท้แน่นอนเสมอไปนัก"

แล้วเขาก็หัวเราะออกมาเบา ๆ จุดบุหรี่สูบ

"สำหรับผม ถ้าจะล่าหมูป่ากันละก็ ผมจะต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอให้มีความรอบคอบระมัดระวังเป็นพิเศษ หมูป่านั้นชื่อของมันค้านกับบุคลิกลักษณะและพิษร้ายของมันอย่างชนิดเป็นตรงกันข้ามทีเดียว ที่ผมถือว่าหมูป่าเป็นสัตว์อันตรายที่สุดก็เพราะ ผมเคยเห็นพรานเก่ง ๆ หลายคนต้องเสียชีวิตเพราะหมูป่า อันเนื่องมาจากความประมาทว่ามันเป็น "หมู" และตัวผมเองเกือบตายเพราะเจ้าหมูป่ามาหลายครั้งแล้ว ยิ่งเสียกว่าสัตว์ชนิดใดทั้งสิ้น ในขณะที่นัดแรกที่ผมยิงมันไม่อยู่"

ทุกคนมองดูเขาอย่างประหลายใจงงงัน

"แปลกจริง หมูป่านะเร้อ คุณถือว่าเป็นสัตว์อันตรายที่สุดในการล่า"

ไชยยันต์ครางออกมา

จอมพรานก้มศีรษะ

"ครับ หมูป่านี่แหละ ร้ายกาจเกินชื่อนัก"

เขาคิดว่า ม.ร.ว. หญิงดาริน คงจะหัวเราะงอหายออกมาในคำพูดของเขา แต่หล่อนกลับขยับตัวแสดงอาการสนใจอย่างยิ่ง มองมายังเขาด้วยอาการเตรียมฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

"โปรดอธิบายซิ คุณรพินทร์"

เชษฐาพูดอย่างทึ่ง ๆ

"การช้าร์จ หรือการทำร้ายโต้ตอบของมัน ในขณะที่ถูกเจ็บผิดกับสัตว์อื่นทุกชนิดครับ คุณชาย สัตว์อื่นถ้าวิ่งเข้าใส่ เมื่อพลาดเป้าหมายโดยเราหลบเสียทัน หรือมีกำบัง มันก็จะวิ่งเตลิดผ่านไปเลย แต่หมูป่าไม่ใช่อย่างนั้น มันวิ่งเข้าใส่เรา เมื่อผิดก็จะหวลกลับเข้ามาใส่อีก ชนิดคลุกคลีพัลวันหลายตลบ โดยไม่เปิดโอกาสให้เราตั้งตัวติดทีเดียว ยิ่งกว่านั้นยังคล่องแคล่วว่องไวที่สุด ดูแทบจะไม่ทัน ตัวมันก็ไม่ใช่ใหญ่อะไรนัก การจะยิงซ้ำในขณะที่มันพัลวันเข้าเล่นงานเราทำได้ยากมาก การตามรอยหมูที่ถูกยิงเจ็บไป หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า หมูลำบาก ก็เหมือนกัน ยากกว่าการตามรอยเสือลำบากเสียอีก เสือที่ถูกเจ็บไป ไม่ว่าจะหลบซ่อนอยู่ที่ใด ถ้าเราตามเข้าไปได้ระยะที่มันรู้ตัวได้กลิ่น ก็มักจะคำรามให้เสียงเป็นเชิงบอกให้เรารู้ตัวก่อนว่ามันแอบอยู่ตรงไหน ทำให้เราสะดวกในการที่จะเข้าไปยิงซ้ำ แต่หมูไม่ใช่อย่างนั้น มันจะซุ่มนิ่งอยู่กับที่ไม่กระโตกกระตากอะไรเลย พอเราเข้าไปได้ระยะของมันก็จะจู่โจมเข้าใส่ทันทีโดยไม่ให้รู้ตัว อีกอย่างหนึ่งการตามรอยหมูก็ยากกว่าการตามรอยสัตว์อื่น ๆ มาก มันมักจะซอกแซกไปตามที่รกชัฏเป็นอุปกสรรคในการติดตาม ยิ่งกว่านั้นหมูป่ายังมีนิสัยปากบอน ไม่ว่าจะผ่านไปทางไหน ก็กัดแทะ ขุดคุ้ยบริเวณที่มันผ่านไปเป็นนิสัย บางทีมันไปเจองูในทิศทางที่มันเดินผ่านไป แทนที่มันจะเลี่ยงหลีกไปเสีย มันก็จะกัดงูตัวขาดทิ้งไว้ มักจะปรากฏอยู่บ่อย ๆ นี่เป็นอันตรายมาก งูถูกกัดตัวขาดยังไม่ตายสนิท เลื้อยไปไหนก็ไม่ได้ นอนรอคอยอยู่นั่นเอง พอเราตามรอยหมูที่ล่วงหน้าไปก่อน ไม่ทันเห็นไปเหยียบเอางูที่มันกัดทิ้งไว้ งูก็กัดเราตายเสียก่อน อันตรายจากการล่าหมูป่า ก็มีอย่างนี้แหละครับ ถ้าไม่เคยชินกับสัญชาตญาณของมันจริง ๆ คนก็มักจะไม่รู้คิดประมาทว่ามันเป็นหมู โดยมองข้ามพิษร้ายของมันไปเสีย พรานที่ถูกหมูกัดหรือขวิดตาย ก็เพราะความประมาทเป็นต้นเหตุ"

"ฮือ! นี่เป็นความรู้ใหม่ทีเดียว"

เชษฐา และไชยยันต์ครางออกมาพร้อม ๆ กัน

"เป็นการดีเหลือเกินที่เรามีโอกาสคุยกันเสียก่อนที่จะออกเดินทางเข้าป่าแท้จริง ถึงอย่างไรก็ตาม ขณะนี้คุณก็เปรียบเหมือนครูของพวกเราแล้ว อย่าลังเลอะไรเลยในการที่จะสอนอะไรให้รู้ในเรื่องของป่า เราขอยอมรับว่า พวกเราไม่มีความชำนาญมาก่อน และเป็นฝ่ายขอรับความรู้ หรือจะพูดตรง ๆ ก็คือ ขอเรียนจากคุณนั่นแหละ"

"แล้วถ้าจะล่าหมูป่า จะให้ทำยังไงถึงจะปลอดภัย"

ดารินถามอ่อย ๆ

"จำไว้สองอย่างเท่านั้นครับ ถ้าอยู่บนพื้นดินเดียวกับมัน ไม่ใช่ยิงจากห้าง ก็อย่ายิงสวนหน้ามันเป็นอันขาด ธรรมชาติของสัตว์ป่าทุกชนิด เวลาหน้าของมันหันไปทางไหน ความตกใจจะหนี หรือจะสู้ มันก็เผ่านไปข้างหน้า ประการที่สองอย่างชะล่าใจ เชื่อในฝีมือของตัวเอง ถ้านัดแรกผิด ทิ้งปืนกระโดดขึ้นต้นไม้ก่อน ใครเขาว่าขี้ขลาดก็ช่าง เอาความปลอดภัยไว้ก่อน"

คำพูดแบบอารมณ์ขันของเขา ทำให้ทั้งหมดพากันหัวเราะครืนขึ้นอีก ม.ร.ว. ดาริน ซักพลางหัวเราะพลางมาอีกว่า

"อ้อ! นี่เป็นทฤษฎีรึ คุณเองผู้ได้ชื่อว่าเป็นจอมพรานก็ทำอย่างนี้เหมือนกันรึ พอยิงผิดก็กระโจนขึ้นต้นไม้เลย"

"ครับ ผมรอดตายเพราะหมูป่า ก็ด้วยวิธีกระโจนขึ้นต้นไม้นี่แหละ สัตว์อื่นไม่ว่าจะเป็นช้างหรือกระทิง ถ้านัดแรกผิด ผมก็ยังพอจะยืนปักหลักยิงนัดที่สอง ที่สาม ในเวลามันวิ่งสวนเข้ามาได้ แต่หมูป่า ผมต้องเผ่นขึ้นต้นไม้ก่อน ทิ้งปืนชั่วคราว"

"ตลกจัง !"

ร้องออกมาพร้อมกับหัวเราะงอหาย รพินทร์ ไพรวัลย์เพิ่งจะเห็นอารมณ์ขันแท้จริงของ ม.ร.ว. หญิงดาริน ครั้งนี้เป็นครั้งแรก หล่อนเริ่มจะมีความสนุกเพลิดเพลินในการคุย และเป็นกันเองกับเขาขึ้นบ้าง

"ว่าแต่เราเถอะ จะไม่สอนวิธียิงหมีโคเดี๊ยก หรือควายป่าอ๊าฟริกัน ให้คุณรพินทร์ได้ศึกษาไว้บ้างรึ"

ไชยยันต์ร้องบอกมา หล่อนหัวเราะจนหน้าแดง สบัดเส้นผมดำขลับที่ปลิวลงมาปรกหน้า ให้กลับไปเคลียอยู่กับไหล่

"ฉันคุยโม้ไปงั้นเองแหละ ความจริงฉันไม่เคยยิงสัตว์อะไรได้เลยสักอย่างนอกจากพวกนก ฉันยิงปืนมามากก็จริง แต่ส่วนมาก เป็นการยิงเป้ากระดาษ คุณคงไม่ถือ และอย่านึกหมั่นไส้ไปเลยนะ นายพราน ในกรณีที่ฉันอวดโม้ไปบ้าง แล้วก็ควรจะถือฉันเป็นลูกศิษย์ในการเดินป่าของคุณสักคน"

"เออ ให้มันรู้จักรับรองสภาพความจริงอย่างนี้เสียมั่งซิ อย่าเอาแต่อวดดีนัก"

พี่ชายว่า

"ผมเคยนั่งห้างดักยิงสัตว์ป่ามาหลายครั้ง"

ไชยยันต์ชวนสนทนาต่อไปอย่างสนุก

"พบอะไร ๆ หลายอย่างที่เป็นข้อสงสัย แต่ยังไม่เคยพูดให้ใครฟังเลย ตามปกติเราขึ้นห้างกันตั้งแต่บ่ายสี่โมง แล้วก็แกร่วทรมานอยู่บนนั้นจนกว่าจะรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง เท่าที่ผมเคยยิงสัตว์ได้ทุกครั้ง เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน มีแสงสว่างพอให้เห็นศูนย์ปืน แต่พอมืดแล้ว ผมไม่เคยยิงอะไรได้เลยสักครั้ง ทั้ง ๆ ที่สัตว์มันเข้ามาใต้ห้างมากมายก่ายกองไปหมด ไฟฉายที่ส่องออกไปมักจะติดบังไพรของตัวห้างเอง หรือมิฉะนั้นก็ติดกิ่งไม้ใบไม้เสียหมด กว่าจะพบตาสัตว์ พวกมันก็เปิดอ้าวไปหมดแล้ว หรือต่อให้พบมัน ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า ในระหว่างไฟฉายที่เราส่องสะกดตาสัตว์ไว้ และในระหว่างปืนที่เราพยายามจะเล็งศูนย์ มันคงอิหลุกขลุกขลักพิลึก มันไม่ถนัดเลย และผมเคยทำไฟฉายตกจากห้างในเวลาฉุกละหุกนี่บ่อย ๆ คุณเคยพบกับความยุ่งยากในข้อนี้บ้างไหม หรือว่าคุณมีวิธีแก้ไขยังไง จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ผมก็ยังสงสัยนั่นเอง ว่าพวกที่เขานั่งห้างยิงสัตว์กลางคืนโดยใช้ไฟฉายนั้นน่ะ เขายิงสัตว์ได้ด้วยวิธีไหน ถ้าหากบริเวณที่ขัดห้างเป็นทุ่งโล่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะไม่มีอะไรมาขัดขวางเกะกะลำไฟฉายเป็นอุปสรรค ทำให้ส่องเห็นได้ง่าย แต่ถ้าบริเวณที่ขัดห้างเป็นดงทึบ มีกิ่งไม้บังไพรหนาแน่น เขาจะส่องไฟยิงได้ยังไง"

"นักล่าสัตว์สมัครเล่น หรือพรานฝึกหัด พบปัญหาอย่างที่คุณไชยยันต์ที่ว่ามาแล้วทุกคนครับ"

จอมพรานอธิบายในขณะที่ยิ้มอย่างสุภาพ

"ความสำเร็จในเรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับแบบของปืนที่จะใช้ยิง และความชำนาญในการยิง จะมามัวพะวงพึ่งไฟฉายอยู่ไม่ได้ ถูกแล้วครับ การใช้ไฟฉายส่องบนห้างที่มีบังไพรหรือซุ้มไม้หนาแน่น ไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาได้เลย นอกจากจะทำให้สัตว์รู้ตัว เตลิดหนีไปเสียก่อนที่เราจะเห็นมันถนัดด้วยซ้ำ นักล่าสัตว์ที่ชำนาญจะไม่พยายามใช้ไฟฉายเลยในขณะที่นั่งซุ่มอยู่ในที่มีบังไพรและพุ่มไม้ทึบ เสียงการเคลื่อนไหวของสัตว์ก็ดี เสียงกัดกินอาหารหรือกินน้ำก็ดี พรานที่จัดเจนจริง ๆ จะคำนวณถูในทันทีว่า ควรจะเป็นสัตว์ชนิดไหน หรือถ้าคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ไม่มากนัก คงอยู่ในประเภทใกล้เคียงกันนั่นแหละ และจะต้องรู้ด้วยว่า สัตว์อยู่ห่างออกไปทางด้านไหน สักเท่าไหร่ และอาศัยยิงตามเสียงโดยใช้การคำนวณ มันออกจะยากอยู่มากสำหรับคนฝึกใหม่ และในการยิงสุ่ม โดยอาศัยเพียงแค่เสียงสัตว์ประกอบกับการคำนวณนี้ ไม่มีปืนชนิดไหนจะได้ผลดีเท่ากับประเภทลูกซอง ผมถึงได้บอกแต่แรกแล้วไงครับว่า ผมชอบใช้ปืนชนิดนี้ สำหรับยิงสัตว์ในเวลากลางคืน คือตัดปัญหาในเรื่องการมองเห็นศูนย์ปืนหรือไม่ออกไป พอวาดปากกระบอกตรง เราก็เหนี่ยวไกได้ทันที ผิดกับไรเฟิล ซึ่งจะต้องใช้การเล็งอย่างพิถีพิถัน ถ้ามองไม่เห็นศูนย์ปืนก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ไฟฉายนั้น เอาไว้ส่วงสำรวจดูผลการยิงเท่านั้น คือยิงเสียก่อน แล้วค่อยส่องดูทีหลังว่าถูกหรือเปล่า โดยปกติแล้วการนั่งห้าง สัตว์มักจะเข้ามาให้ยิงในระยะใกล้มากอยู่แล้ว เราใช้ปืนลูกซองยิงตามเสียง และการคำนวณส่วนมากก็ไม่ค่อยจะผิด ถือถ้าบังเอิญเราไม่ได้ถือปืนลูกซอง ถือปืนไรเฟิลแทน ก็ใช้ยิงในวิธีเดียวนี่แหละ คือยิงสุ่มเข้าไปในที่หมายซึ่งเราแน่ใจว่าสัตว์ควรจะอยู่ที่นั่น เว้นไว้แต่ว่าไรเฟิลมันมีโอกาสถูกสัตว์ได้น้อยกว่าลูกซองเท่านั้นในการยิงเดาสวดชนิดนี้"

"อ๋อ เขายิงกันแบบนี้เองนะหรือครับ"

ไชยยันต์ร้องลั่นออกมา หน้าตื่น หันไปมองดูเชษฐาผู้ฟังอยู่อย่างตั้งใจ

"ฉันเพิ่งจะรู้จากคำบอกเล่าของรพินทร์เดี๋ยวนี้เอง นั่นซิสงสัยอยู่ว่า เมื่อใช้ไฟฉายไม่ได้ถนัดเขายิงกันได้ยังไง เล่นยิงตามเสียงนี่เอง และไอ้การยิงแบบนี้ มันต้องใช้ความชำนาญอย่างสูงทีเดียว"

"ฉันก็เคยบอกแกแล้ว่า เป็นปืนลูกซองน่ะความจริงมันให้ผลมากที่สุดในการล่าสัตว์ในป่าเมืองเรา แกก็มัวแต่คิดว่าปืนลูกซองเป็นปืนชั้นต่ำ สู้ไรเฟิลไม่ได้ จริงล่ะ มันสู้ไรเฟิลไม่ได้ในอานุภาพการประหัตประหารระยะไกล หรือต้องการจะล้มสัตว์ใหญ่ แต่มันก็ได้เปรียบไรเฟิลในอีกหลาย ๆ ทางอย่างที่คุณรพินทร์บอกมาตะกี้นี้ สำหรับฉัน ถ้าจะมีปืนให้ถือได้เพียงกระบอกเดียวแล้ว ฉันขอถือลูกซองแบบกึ่งอัตโนมัติบรรจุครั้งละห้านัด ดีกว่าที่จะให้แบกดับเบิ้ลไรเฟิล มันอุ่นใจที่สุดในการล่าสัตว์ หรือป้องกันตัวในทุกสถานการณ์ ถ้าไม่คิดหวังจะไปรบกับช้าง หรือโรมรันกับแรด กระทิง"

เชษฐากล่าว รพินทร์สนับสนุนมาว่า

"ถูกของคุณชายแล้วครับ คุณไชยยันต์ ปืนลูกซองที่เราพิจารณากันว่าเป็นปืนพื้นบ้านธรรมดานี่แหละ ความจริงมีประโยชน์ที่สุด ถ้าหากเราจะเลือกใช้ให้ถูกกับสถานการณ์ ถ้าเราเกรงไปว่าในเกมเสี่ยงอันตรายอันหมายถึงจะต้องยิงซ้ำในวงกระสุนที่มากกว่าสองนัด แทนที่เราจะใช้แฝด เราก็เลือกใช้แบบกึ่งอัตโนมัติ หรือแบบปั๊มแอ๊คชั่นเสีย เพื่อให้มันบรรจุกระสุนได้มากกว่านั้น สัตว์ป่าเมืองไทยที่ล้มตายอยู่ทุกวันนี้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ตายด้วยปืนลูกซองทั้งนั้น ป่าเมืองเราเป็นป่าทึบ การยิงสัตว์เรายิงกันในระยะไม่ห่างเกินไปนัก ซึ่งในระยะอย่างว่านี่ ลูกซองมีอำนาจในการประหัตประหารได้พอเพียงทีเดียว ยกเว้นสัตว์หนังหนาเพียงไม่กี่ประเภท"

ไชยยันต์ยักไหล่

"สำหรับผมไม่รู้เป็นยังไง ผมถือว่าปืนลูกซองควรจะเป็นปืนที่ยิงสัตว์มีปีกอย่างเดียวเท่านั้น เวลาเข้าป่าล่าสัตว์ใหญ่ ผมไม่เคยถือลูกซองเลย"

"เพราะฉะนั้นน่ะซิ ในเวลากลางคืนแกจึงไม่เคยยิงอะไรได้เลย เพราะมัวแต่มะงุมมะงาหรา หาศูนย์ปืนไม่พบ สัตว์มันเผ่นหนีเสียก่อน"

"ท่าจะจริงแฮะ ไปคราวนี้ต้องลองใช้ลูกซองนั่งห้างในเวลากลางคืนอย่างคุณรพินทร์ว่าบ้าง ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าช้างมันเข้ามารื้อห้างที่นั่งอยู่..."

"ในป่าย่อมจะมีอันตรายทุกฝีก้าวย่างแหละครับ และคนที่รักในการผจญภัยเท่านั้นที่นิยมเที่ยวป่า ซึ่งต้องยอมรับรู้ล่วงหน้าแล้วว่า มันเต็มไปด้วยการเสี่ยง ต่อให้คุณถือ .๖๐๐ ไนโตรเอ็กซ์เปรส ถ้าช้างมันจงใจยกขบวนเข้ารื้อห้างของคุณจริง ๆ คุณก็ไม่มีทางจะยับยั้งมันไว้ได้ ผมเองเคยล้มช้างมานับครั้งไม่ถ้วน ในขณะเดียวกันก็เคยวิ่งหนีช้างป่าราบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน"

พรานใหญ่กล่าวด้วยเสียงเรียบ ๆ

"คุณจะไม่แนะนำให้เรารู้ล่วงหน้าเสียหน่อยหรือ ถ้าเราไปนั่งห้าง แล้วช้างมันเกิดยกโขลงมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ห้าง เราจะทำยังไงดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้างที่ใช้ขัดยิงสัตว์ก็เป็นห้างเตี้ย ๆ สูงจากพื้นดินไม่มากเท่าไหร่นัก และก็ไม่ได้ปลูกอย่างแน่นหนาอะไรเลย ชนิดที่มันเอาสีข้างไถทีเดียวก็น่าจะกล่มลงมาแล้ว นั่งห้างอยู่หลายครั้ง ผมก็เสียวในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ภาวนาไม่ให้ช้างมันเข้า โชคดีที่มันก็ไม่เคยเข้าในระหว่างที่ผมนั่งอยู่สักที"

"เท่าที่ปฏิบัติอยู่ ถ้าช้างมันบังเอิญเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ห้าง และปืนในมือของผมเล็กกว่ามัน ไม่สามารถจะล้มมันได้ ผมก็ใช้วิธีนั่งสงบมองดูมันเฉย ๆ การที่มันเข้ามาใกล้เรา แสดงว่ามันไม่ได้เจตนา เพราะธรรมชาติของสัตว์ป่าทุกชนิด ถ้าได้กลิ่นเราก่อนแล้ว มันจะไม่เข้ามาใกล้เลย นอกจากจะเผ่นหนีทันที เมื่อช้างเข้ามาใกล้ห้าง ก็แปลว่ามันไม่รู้ว่าเราอยู่บนห้าง มันจะพากันเดินผ่าน หรือหากินกันตามปกติธรรมดาแล็วก็จะไปเอง หรือถ้าขณะนั้นมันบังเอิญได้กลิ่นเรา มันก็จะเคลื่อนโขลงผละไปทันที ข้อสำคัญที่สุดก็คืออย่าทำอะไรกระโตกกระตากให้มันตกใจเป็นอันขาด เพราะถ้ามันตกใจตื่น เกิดวิ่งปั่นป่วนขึ้น มันอาจวิ่งเข้ามาชนต้นไม้ที่เราขัดห้างอยู่โดยที่มันก้ไม่เจตนาก็ได้ สรุปแล้ววิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คืออย่าตกใจ ถ้าเห็นสัตว์มันมีขนาดใหญ่กว่าปืนในมือ และไม่อยู่ในฐานะที่จะยิงมันได้ ก็เฉยเสียอย่าไปยิงมัน เกือบจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผมทีเดียว ในการนั่งสูบบุหรี่เฉย ๆ มองดูโขลงข้างเดินลอดใต้ห้างของผมไป ชนิดที่สันหลังของมันห่างจากใต้ห้างที่ขัดไว้แค่วาเดียวเท่านั้น"

"โอ้โฮ! ผมกลัวว่าผมจะไม่ใจเย็นเท่าคุณรพินทร์นะซิ เจอเข้าอย่างนั้นมีหวังตัวสั่นตกจากห้างลงมาให้เหยียบเสียก่อน"

ไชยยันต์พูดอย่างคนมีอารมณ์สนุก เปิดเผย

"ขอท้วงหน่อยนะ นายพราน จะว่าขัดคอก็ว่าเถอะ"

เสียงใสที่เงียบไปของ ม.ร.ว. ดาริน ดังมา เขานึกว่าหล่อนนั่งหลับไปแล้ว ที่เก้าอี้ยาวมีนวมรองตัวนั้น แต่ที่ไหนได้เห็นลืมตาแจ๋ว

"เชิญครับ คุณหญิง ผมเกือบจะง่วงอยู่แล้วที่คุณหญิงเงียบจากการขัดคอไปตั้งนาน"

เชษฐา กับไชยยันต์หัวเราะกันขึ้นอีกในคำตอบของเขา หญิงสาวยิ้มแค่น ๆ สำเนียงและแววตาบอกชัดว่าต้องการรวนเขาอีก

"คุณบอกว่าธรรมชาติของสัตว์ป่าทุกชนิด ถ้าได้กลิ่นคนแล้วจะไม่เข้าใกล้ หรือจะแปลให้ชัดก็คือ สัตว์ป่าจะต้องหนีคนเสมอ ถ้างั้นเสือทำไมถึงเอาคนไปกินล่ะ บางรายนอนอยู่ในแค้มป์แท้ ๆ มันยังย่องมาคาบเอาไปเลย พวกหมีก็เหมือนกัน ฉันเคยได้ยินได้ฟังว่ามันเข้ามารังควานคนบ่อย ๆ ช้างในอินเดียก็เคยปรากฏว่า ยกโขลงเข้าทำลายหมู่บ้านเสียทั้งหมู่ ยิ่งกว่านั้น สัตว์ดุร้ายอีกหลายประเภท พอเห็นคนเข้าก็ปรี่เข้าใส่ทันที โดยเห็นเป็นเหยื่อโอชะไปเสียด้วยซ้ำ"

พรานใหญ่หัวเราะในเสียงเรื่อยเฉื่อย อันเป็นปกติธรรมดาของเขา ก่อนหน้าการเซ็นสัญญาจ้างนำทาง เขาไม่เคยสนใจอะไรกับ ม.ร.ว. ดารินเลย แต่เดี๋ยวนี้เขาจำเป็นจะต้องสนใจหล่อนแล้ว ในฐานะนายจ้าง... และก็น่าจะเป็นนายจ้างชนิดที่ทำความหนักอกหนักใจ ให้แก่เขาไม่ใช่น้อย ในระหว่างการเดินทางมหาวิบากครั้งนี้ เรียกว่าเป็นภาระหนักอึ้งอันหนึ่งทีเดียว

"เอ น้อยนี่เป็นไงแฮะ ดูจะรวนคุณรพินทร์อยู่เรื่อย"

ไชยยันต์หันมาบ่น พร้อมกับจุ๊ปาก

"ไหนเราว่าเรายอมเป็นลูกศิษย์เดินป่าเขาแล้วยังไงล่ะ ทำไมถึงมาอวดดีกับอาจารย์ ค้อนโน่นขัดนี่อยู่ตลอดเวลา"

"ใช่ ยอมเป็นศิษย์ แต่ลูกศิษย์ที่ดีก็ต้องช่างถามหน่อยซิ แล้วในการซักถาม หรือค้านในเวลาสงสัย จะหาว่าเป็นการขัดคออาจารย์ก็ไม่ถูก หรือยังไง อาจารย์ ?"

ประโยคหลัง หล่อนหันไปถามจอมพรานหน้าเฉย แต่ตายิ้มเต็มไปด้วยประกายท้าทาย "ครับ ถูกต้อง ผมก็เห็นหน่วยก้านมานานแล้วว่า คุณหญิงจะเป็นลูกศิษย์เดินป่าของผมชนิดดีหนึ่งประเภทหนึ่งทีเดียว เอาเถิดครับ ในการเดินทางครั้งนี้คุณหญิงจะได้พบกับภาคปฏิบัติเป็นการฝึกเรียนไปในตัว มีคุณค่ามากกว่าทฤษฎีมากมายนัก"

"แล้วอนุญาตให้ร้องไห้ หรือบ่นกระปอดกระแปดก็ได้ แต่อย่าหวังที่จะให้เลิกเรียนเสียกลางคัน โดยการย้อนกลับมาส่งบ้าน จนกว่าจะจบหลักสูตรนั่นคือ ตามหาอนุชาได้พบ ตอบเขาไปอย่างนี้ซิ คุณรพินทร์"

ไชยยันต์สอดมา

หล่อนทำตาเขียวใส่เพื่อนชายผุ้มีนิสัยขี้แหย่ แล้วหันมาทางรพินทร์

"ไม่ต้องมาประชดประชันฉัน คุณยังไม่ได้ตอบข้อแย้งของฉันเลย"

"เอาล่ะครับ ผมจะตอบในข้อแย้งของคุณหญิง ขอยืนยันอยู่อีกครั้งว่า สัตว์ป่าทุกชนิดจะไม่พยายามข้องแวะเข้ามารังควานมนุษย์เลย นอกจากจะหลีกไปให้พ้น แต่มันก็มีกรณีพิเศษยกเว้นอยู่บ้างเหมือนกัน เป็นต้นว่า ถูกมนุษย์รังควานเอาก่อนและต่อสู้เพื่อป้องกันตน หรือตอบแทนเป็นการแก้แค้น เสือกินคน ก็คือเสือที่ชราภาพ เหรือทุพพลภาพ ไม่มีปัญญาที่จะไปจับสัตว์อื่นใดกินได้อีกแล้ว และบังเอิญมีโอกาสที่จะจับคนกินได้ จนกระทั่งติดเป็นนิสัย ช้างจะดุร้ายและเห็นคนเป็นศัตรูตัวฉกาจ ถ้าโขลงของมันถูกตามล่า ถูกยิงอยู่บ่อย ๆ ได้รับบากเจ็บทุกข์ทรมาน สัตว์ดุร้ายอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ที่มันเห็นมนุษย์เป็นศัตรูก็เพราะมนุษย์กระทำมันก่อนทั้งสิ้น ตละสัตว์เหล่านั้น ถ้ามันไม่เคยลิ้มรสรู้พิษสงกับลูกปืนมาก่อน มันก็ไม่อยากจะมาป้วนเปี้ยนเข้ามารังควานคนหรอก นิสัยของสัตว์ป่าทุกชนิดตื่น คอยระแวงภัยอยู่ทุกฝีก้าว แล้วอะไรที่ผิดกลิ่นผิดท่ามันจะต้องผละหนีก่อนเสมอ แต่กฎทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรตายตัวทั้งสิ้น มันอาจมีกรณีพิเศษเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ทว่าก็น้อยมาก ที่พูดให้ฟังนี้เป็นหลักโดยทั่ว ๆ ไป รวมความแล้วก็คือ การใช้ชีวิตอยู่ในป่าจะประมาทไม่ได้เลย แม้แต่นิดหนึ่ง และถ้าเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า ให้ใช้สติสัมปชัญญะการตัดสินใจทีถูกต้องเหมาะสม อย่าตื่นเต้นจนเกินไปนัก ฝากความไว้วางใจทุกชนิดไว้กับอานุภาพของปืนที่ถืออยู่ในมือ และฝีมือการยิง คิดเสมอว่า สัตว์มันไม่มีทางที่จะวิเศษไปกว่ามนุษย์ได้ ยกตัวอย่างเช่นคุณหญิงนี้เป็นต้น สามารถยิงปืนสั้นและยาวได้อย่างแม่นยำที่สุด แต่ถ้าคุณหญิงสามารถยิงสัตว์ได้แม่นยำถูกต้อง เหมือนกับการยิงเป่ากระดาษทุกนัด คุณหญิงก็สามารถจะท่องป่าได้อย่างไม่จำเป็นต้องกังวลกับอะไรเลย"

"ฉันก็ไม่เห็นกังวลอะไรสักนิด คนอื่นซิ ที่มากังวลกับฉันโดยไม่จำเป็น"

หล่อนพูดเบา ๆ หัวเราะเสียงใส

"เอาเถิดครับ แล้วพรุ่งนี้คุณหญิงก็จะได้รู้เอง และจะรู้ซึ้งขึ้นทุกขณะเมื่อเราลึกเข้าไปยังเขาพระศิวะอันเป็นจะหมายปลายทาง เรื่องของป่ามีอาถรรพณ์ของมันอยู่ในตัว บางขณะมันลี้ลับมืดมนธ์ชนิดที่วิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ไม่ได้ ถ้าเล่าออกไปแล้วพวกคุณก็อาจจะหัวเราะเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลขบขัน เอาไว้เผชิญด้วยตาเองดีกว่าครับ จะอย่างไรก็ตามขอเตือนย้ำไว้อีกครั้งว่า ไม่ว่าจะพบเห็นอะไรที่ผิดปกติวิกลวิกาล คุมสติไว้ให้ดี อย่าขวัญเสีย ปืนในมือนั่นแหละครับ จะเป็นเครื่องลางป้องกันตัวเราได้อย่างประเสริฐสุด พินิจพิจารณาดูให้แน่เสียก่อน แล้วก็เล็งให้แน่ เหนี่ยวไกตูมออกไปเถิดครับ อะไร ๆ ก็กระเจิงหมด"

เสียงของเขาเคร่งขรึมจริงจังผิดไป คณะนายจ้างทั้งสามหันมามองดูหน้ากัน ม.ร.ว. หญิงดารินหน้าตื่นขึ้นในบัดนั้น กอดอกห่อไหล่

"เอ๊ะ! คุณพูดเป็นนัยยังไงพิกล ฟังแล้วชักขนลุก อธิบายให้ชัด ๆ หน่อยซิ มันหมายถึงอะไร เอ...นายพรานนี่พิลึกจริงเชียว ยิ่งใกล้จะออกเดินทางก็ยิ่งพูดให้ใจไม่ดี สิ่งที่ผิดปกติวิกลวิกาลที่คุณว่านะ มันคืออะไร"

รพินทร์หัวเราะหึ ๆ สีหน้ากร้านเกรียมของเขาดูเป็นเงาสลัว ยากที่จะอ่านออก ในแสงราง ๆ ของตะเกียงรั้วซึ่งจุดไว้

"ใครบอกว่าผมพูดให้ใจไม่ดีครับ ผมพูดเพื่อให้เตือนสติไว้ก่อนตะหาก ป่าที่เราจะบุกบั่นเข้าไป เป็นป่าที่สูงที่สุด เต็มไปด้วยสรรพอันตรายนานาชนิด รวมทั้งสิ่งที่เราอาจไม่คาดฝันว่าจะได้พบเห็น ชีวิตที่คลุกคลีหากินอยู่ในป่ามานานของผม ทำให้ผมพอจะได้เรียนรู้กับมันมาบ้างพอสมควร ผมเองก็เคยผ่านโลกที่ถือกันว่าเจริญที่สุดมาแล้ว วิทยาศาสตร์ผมก็เรียนมาพอจะรู้ความหมายของมัน แต่ทฤษฎีของโลกเจริญเหล่านั้น มันไม่แน่ว่าจะนำมาใช้และตัดสินความในป่าได้เสมอไปนัก บางขณะมันก็ค้านกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่า พวกคุณลงได้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเดินทางโดยไม่คำนึงถึงอะไรแม้แต่ชีวิตแล้วเช่นนี้ อะไรทั้งหลายแหล่มันก็เป็นเรื่องเล็กไปหมด"

"ผมเข้าใจความหมายของคุณ รพินทร์"

เชษฐาพูดขึ้นต่ำ ๆ ยิ้มอย่างเยือกเย็น ขณะที่เอื้อมมือมาตบไหล่จอมพราน

"ผมกับไชยยันต์ก็ถือหลักเดียวกันกับคุณนั่นแหละ คือสติสัมปชัญญะและปืนในมือ เราไม่หวั่นในการจะเผชิญกับอะไรทั้งสิ้น ภายใต้การนำของคุณ เอาล่ะ ดึกมากแล้วเรานอนกันเถอะ".................


เรากำลังออกจากหนองน้ำแห้ง เพื่อไปหาเพชรพระอุมา
ไปด้วยกันไหม......ไป......ไม่ไป....


เส้นทาง : สารบัญ เกี่ยวกับเพชรพระอุมา ลองอ่าน