|
| |
| เรื่องย่อแต่ปางบรรพ์ |
|---|
หลังจากได้รับทราบอดีตชาติแล้ว ดารินก็ตกลงยอมไปกับมันตรัย เพียงเพื่อแลกกับ 2 ข้อ คือการยุติราวีรพินทร์และคณะพี่ชาย มันตรัยนัดพรุ่งนี้จะส่งช้างมารับ ก็ช้างงาดำนั่นแหละ มันตรัยบอกใช้เวลาเดินทาง 3 วันก็ถึงปราสาทจิตรางคนางค์
รุ่งเช้า ข้างฝ่ายเชษฐาออกตาม บ่ายหน้าลงสู่ป่าเบื้องล่างตามรอยกระแสน้ำ ขึ้นชั่วโมงที่ 3 บ่ายลงเต็มที ขณะนั้นอีก 2 ชั่วโมงจะค่ำ ขณะที่พรรคพวกนั่งพักที่โขดหิน เชษฐาจะไปเบา ก็เจองูเห่าดำและงูเห่าน้ำตาล ต่อสู้กลืนกินหางกันเองต่อหน้า แล้วก็ได้นาคบาศมา
เดินทางต่อลงมา ก็เจอเจ้าด้วนติดหล่มโคน แล้วเชษฐาก็ใช้หลักกลศาสตร์ ล้มต้นสยาฉุดเจ้าด้วนขึ้นมา แล้วคณะเชษฐาก็พักที่โคนต้นสยา
(เทียบ3 ฝ่าย บ่ายถึงค่ำนี้ ดารินเจอครอบครัวกวาง กินกล้วย ส่วนคณะเชษฐาลงมาถึงที่ราบ ได้นาคบาศ ช่วยเจ้าด้วน ฝ่ายรพินทร์อยู่ทุ่งมาเรียล้ม)
สายวันเดียวกันรพินทร์นำคณะนายจ้างออกจากทะเลสาบบ่ายหน้าเข้าดงดิบ ไต่เขาลงมาเป็นระยะ พักเที่ยงกลางดงป่าไม้ดึกดำบรรพ์ บ่ายเศษเดินต่อ ตกบ่ายผ่านทุ่งอันแห้งแล้ง ลักษณะเดียวกับทุ่งมาเรียล้ม
ท่ามกลางทุ่งแร้งร้อง คี๊ธหมดความอดทน ยก .458 ยิงรพินทร์ แต่ถูกคริสปัดไว้ ต่อมาเกือบถึงเนินที่เห็นลิบๆ เบลถูกมหิงสาขวิดหวิดนมขาด
แล้วรพินทร์ก็พานายจ้างมาถึงนิทรานครเวลา 16.30 น. พบศิลาแลงกำแพงเมือง คณะรพินทร์พักที่โคนต้นไทร
ช่วงหัวค่ำ เชิดวุธเกิดบ้าเลือดขึ้นมาจนเกือบฆ่ากันตายเพราะไม่พอใจที่พวกฝรั่งพกอาวุธลับมาโดยไม่บอก
ระหว่างบุญคำอยู่เวรช่วงหัวค่ำ เจ้าอูถะกับพะโต้แสดงบทเกย์กันเพราะไปฉี่รดเจ้าแม่ต้นไทร
ทุ่มครึ่งเจ้าแม่ต้นไทร มาขอแลกเปลี่ยนกับรพินทร์ ให้ช่วยโค่นต้นไทรเมื่องานเสร็จแลกกับการยืดอายุหมอเบลออกไปอีก 10 ปี
ราวตี 1 เศษ พวกผีดิบมาล้อมปางพัก แต่ก็ล้อมเฉยๆเพราะเข้ามาไม่ได้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพหมาป่าก็บุกแค้มป์
รพินทร์พาเบลหนีไปตามลำห้วยแห้ง
(จบแต่ปางบรรพ์เล่ม 1)
รพินทร์พาเบลหนีมาห่างจากต้นไทรราว 3 ไมล์ ก็พบสิงโตหมอบมีปีก พากันเข้าไปพักที่โพรงอก พบว่าเบลนมฉีก (ข้างขวานะจ๊ะ) อ้อ..บราสีดำ และ
ที่สิงโตหมอบมีปีกตรงนี้ รพินทร์ระลึกอดีตชาติได้ (ช่วงเวลาไล่เรี่ยกับที่มันตรัยเล่าเรื่องอดีตชาติให้ดารินฟัง)
5 นาฬิกา บุญคำพาคริสมาดูแลและเย็บแผลให้เบล ตัวรพินทร์เองย้อนกลับไปล้มไทรใหญ่ โดยมีคี๊ธเป็นมือวางระเบิด
เช้าวันรุ่งขึ้นเวลา10 โมงเศษคณะรพินทร์ลงไปสำรวจสุสานที่สิงโตหมอบ พบภาพตามผนัง แล้วก็ลงไปสำรวจข้างล่าง
ดารินตื่นมาก็พบช้างงาดำมารอรับ แล้วหล่อนก็ไปกับช้างงาดำ
(จบแต่ปางบรรพ์เล่ม 2 ที่นี่)
ฝ่ายเชษฐา เจ้าด้วนปลุกเวลา 05.30 น. ออกเดินทางเกือบ 6 นาฬิกา
10.00 น. ก็มาเจอเสือที่ดารินยิงทิ้งไว้ พบรอยพักในดงกล้วย
14.55 น. พบป่าหินที่ดารินพัก และพบรอยเท้าช้างอีกตัว หลังจากวิเคราะห์ไม่ออกว่าดารินไปกับช้างได้อย่างไรก็
ออกเดินทางต่อ ซึ่งก็พบว่าดารินนั่งคอช้างไปพร้อมทำเครื่องหมายทิ้งไว้ด้วย ออกตามรอยจนค่ำ
ใกล้เที่ยง ช้างงาดำพาดารินมาแวะพักที่ลำธาร กินมันเผาแล้วเดินทางต่อ
ฝ่ายรพินทร์ก็ไต่ลงไปดูหีบศพของจิตรางคนางค์และมหิทธิเดชะห้องในมหาสุสาน
ไม่มีเหตุร้ายจากมันตรัยอันเนื่องจากการที่มันตรัยให้สัจจะกับดาริน
ใช้เวลาตั้งแต่ลงไปจนขึ้นมาทั้งหมด 2 ชั่วโมงกับ 47 นาที
คืนนี้คณะรพินทร์พักที่ป่าเถาวัลย์ใกล้น้ำพุร้อนที่เกิดใหม่จากการระเบิด
ดารินพักที่พุน้ำซับกลางป่าใหญ่ ได้รับทราบจากมันตรัยว่า วันนี้มันตรัยรักษาสัจจะทั้งๆที่มีโอกาสทำร้ายรพินทร์ถึง 2 ครั้งคือที่สิงโตหมอบตอนใกล้รุ่งกับตอนลงไปในมหาสุสาน
ทางฝ่ายเชษฐา เวลาใกล้ค่ำพบตำแหน่งที่ดารินพักกลางวันกินอาหารอาบน้ำ ปรึกษากันแล้วว่า ถ้าหยุดพักกลางคืนก็อาจตามไม่ทัน จึงวางแผนเดินทางตามในเวลากลางคืน โดยให้เจ้าด้วนนำทาง แล้ว23.30 น.คืนนั้นเอง ก็ออกเดินทางตามต่อโดยมีเจ้าด้วนนำทาง
วันรุ่งขึ้น คณะรพินทร์ตื่น 06.00 น. แล้วออกเดินทางต่อ
(จบแต่ปางบรรพ์เล่ม 3 ตรงนี้)
ออกเดินทางไปสำรวจเนินที่รพินทร์ส่องกล้องดูเมื่อวาน เพราะรพินทร์สงสัยว่าจะเป็นเนินที่ไชยยันต์กับมาเรียเคยเข้าไปติดอยู่
แต่ทันใดนั้นเองก็เกิดพายุหมุนฉับพลัน
ใกล้เที่ยงมาถึงสุสานที่ไชยยันต์กับมาเรียเคยติดอยู่จริงๆ
คี๊ธจัดการระเบิดปิดปากทางเข้าออก เสร็จเรียบร้อยเวลา 11.15 น.
รพินทร์ต้องการย่นระยะทางโดยไม่ผ่านเทือกเขานิลกาญจน์ ไม่ผ่านหลุมอุกาบาตทั้ง 3 แห่ง รวมทั้งทะเลสาบมรณะด้วย โดยจะตัดตรงไปเนินพระจัน การขึ้นมรกตนครก็ไม่ต้องรอเดือน 12 ขึ้น 5 ค่ำอีก
ย้อนกลับไปฝ่ายดาริน มันตรัยบอกค่ำนี้จะถึงปราสาทจิตรางคนางค์ ดารินขี่คอช้างมาถึงน้ำตกยามสาย ซึ่งที่แท้บริเวณนี้เคยเป็นอุทธยานชั้นนอกของปราสาทจิตรางคนางค์ในอดีต
ช้างงาดำนำดารินฝ่าน้ำตกเข้าไปยังมหาปราสาทจิตรางคนางค์ แล้วความเป็นดาริน วราฤทธิ์ก็สิ้นไป บัดนี้เธอสวมวิญญาณจิตรางคนางค์และเริ่มจำอดีตได้ เข้าไปในตัวปราสาท ขึ้นไปห้องนอน
ณ. ตรงนี้เองที่มันตรัยเริ่มสะกดดารินให้ถอดพระเครื่อง !! ก่อนที่นางเอกจะเสียท่านั้นเอง
หลังคาแก้วก็แตกเป็นช่อง พวกพี่ๆและเพื่อนก็มาช่วยได้ทันตามแบบฉบับนิยายไทย เชษฐาโยนนาคบาศลงมา บอกให้ดารินโยนใส่มันตรัย เมื่อนั้นเอง อวสานมันตรัยก็มาถึง ไม่มีโอกาสเกิดอีกนับอสงไขยปีนรก
ขณะนั้นเองทุกคนก็ได้ยินเสียงหลังคาปริ กำลังแตก จึงรีบปีนกันออกมา ลงมาถืงด้านล่างเรียบร้อย หลังคาแก้วก็ถล่มยุบลงมา
ขณะนั้นเวลาบ่ายคล้อย ใกล้ค่ำแล้วทุกคนก็พักตรงตำแหน่งเชิงเนินนั้นเอง แล้วราตรีนั้นก็ผ่านอย่างราบคาบ
ข้างฝ่ายรพินทร์บ่ายนั้นยังเหลือเวลาอีก 3 - 4ชั่วโมงก่อนค่ำ รพินทร์พาคณะเดินทางมุ่งตะวันออกเฉียงเหนือ หลังเดินได้ 2 ชั่วโมง ก็ถึงช่องผาเขาขาด รพินทร์ก็วางปางพักใกล้แหล่งน้ำซับ แต่เจ้ากรรม แหล่งน้ำนั้นมีว่านผีปอบขึ้นเต็มไปหมด
แต่ก็ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นในค่ำนั้น นอกจากหลายคนรู้สึกตะครั่นตะครอเท่านั้นเอง 03.10 น. ผีปอบกวนคริส ตี 4 เชิดวุธตื่นมาฉี่ เพราะมดกัดหำ ตี 5 ฝนตกหนัก
จบแต่ปางบรรพ์เล่ม4 ตรงนี้
เส้นทาง :สารบัญ เกี่ยวกับเพชรพระอุมา เรื่องย่อ แต่ปางบรรพ์
|
|