บ้านของ 'พนมเทียน' อยู่ที่พัฒนาการ คลองตัน
ไม่ได้อยู่กลางไพร 'หนองน้ำแห้ง' อาณาจักรชายแดน
อย่างที่แฟนๆ 'เพชรพระอุมา' วาดจินตนาการ
การไปสัมภาษณ์พนมเทียนของชาวโลกนวนิยายในวันนั้น
เราจึงไม่ได้พบหน้า 'รพินทร์ ไพรวัลย'์ กับครอบครัวของเขา
ไม่ได้พบกับ 'ม.ร.ว.เชษฐา' 'ม.ร.ว.อนุชา' และ'ไชยยันต์ อนันตรัย'
แต่เรารับรู้ว่า พวกเขา (และเธอๆ) แวะมาเยี่ยมท่านผู้เป็นเจ้าของบ้านอยู่สม่ำเสมอ
เช่นเดียวกับ 'คมน์ สรคุปต'์ แห่งกรมประมวลราชการแผ่นดิน
คมน์สนิทสนมกับ 'พนมเทียน' มาแต่ครั้งศึก 'เล็บครุฑ'
เขาจึงเข้าออกบ้านนี้สะดวกดายราวกับเป็นบ้านของเขาเอง บางครั้งยังสลัดเสื้อนอก
รูดเนคไทลงรุ่ยร่าย รำลึกความหลังครั้งเป็นทรชนยียวน 'ชีพ ชูชัย'
ตรงเฉลียงหน้าบ้านนั่นแหละ เป็นที่โปรดของเขา
เรียกว่าของ 'พวกเขา' จะเหมาะกว่า
เพราะนอกจากคมน์ ยังมีจ้าวสลัดทะเล 'อิสมาแอล ชาห์' หรือ 'ฤทธี นฤบาล'
แห่ง 'ทูตนรก', 'กงจักร กมลาสน์' ผู้ชอบสวมคราบ 'จักร มเหศวร' ออก 'ล่าพระกาฬ'
รวมทั้ง 'เฉียบ ชัยณรงค์' ขวัญใจเจ้าหญิงไทยใหญ่ แม่ 'มัจจุราชสีรุ้ง' คนนั้น
ร่วมวงด้วย
บางวัน สารวัตร 'กริช กำจร' คนขี้ยั้วแห่งกองปราบฯ ก็แวะเวียนมาเฮฮากับเขาเหมือนกัน
อ๋อ
'สิงห์ เมฆพัด' สุภาพบุรุษเลอพงษ์นั่นนะหรือ
มาสิ
เขาก็มาบ่อยๆ แหละ
แต่เหมอเปรยๆ ว่า ไม่ชอบกินเหล้าชนแก้วกับตำรวจ มันเฝื่อนปากพิลึก สิงห์สนุกที่จะนั่งขัดสมาธิ
ฟาดยาดองจิ้มมะขามเปียกกับเจ้าเกลอเก่า 'แชน มีเชิง' สมิงกระหร่อง
ผู้เป็นเอกทัตคะทางไพ่และไฮโลว์ ผู้นั้นมากกว่า
หากว่ายาดองฝาดปากนัก จะเร่ไปทางคอนญัคก็ไม่เลว ทางมุมโน้นนั่นไง
สุภาพบุรุษท่าทางสะอาดสบายตากลุ่มนั้นนั่นแหละ พวกเขาเป็นคนรวยก็จริง
แต่ไม่ดูถูกคนจนหรอก รื่นรมย์ สนุกสนานตามแบบเขาแหละ ที่นั่งเป็นประธานกลางวงนั่นก็ใช่ใครอื่น
'ม.จ.สดายุ มยุรฤทธิ์' ไง ถัดไปนั่น 'ทรงกลด บริรักษ์นรากร' สามี 'สกาวเดือน'
คนโน้นน่ะ 'กรกฎ' จาก 'ละอองดาว' อีกสองคนตรงมุมโต๊ะ คือ 'ลักษณ์' กับ 'สยุมภู ทศพล'
เข้าใจว่ากำลังแลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่าง 'มัสยา' กับ 'แววมยุรา' ให้กันฟัง
บางวันยิ่งกว่านี้อีก แขกเหรื่อมากันเต็มบ้านทีเดียว ที่ลูกทุ่งขนานแท้ชนิดโชกโชน
ผ่าน 'ทางเสือผ่าน' มาแล้วก็มี หรือประเภท 'ผ่าน' ทางสัมผัสเร้นลับได้อย่าง 'ดร.จักรกฤษณ์'
แห่ง 'รัตติกาล' ก็มี แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็จะนั่งสรวลเสกันอยู่ในบริเวณหน้าบ้าน
ไม่มีที่จะเอะอะให้ได้ยินไปถึงสวนหลังบ้าน ด้วยรู้กันดีว่า ในอาณาบริเวณนั้น
จัดเป็นที่ประทับนิรันดรของอดีตอธิราชแห่งชมพูทวีป ผู้ดำรงชนม์ชีเมื่อหลายพันปีที่แล้ว
'ทุษยันต์' - 'เวชยันต์' - 'ทัสสยุ' สามหน่อมิลักขะแห่ง 'ศิวาราตรี', 'อริยวรรต'
จาก 'จุฬาตรีคูณ' รวมถึง 'กฤตติยา ดาวโจร-ธาดาบดินทร์' จ้าว 'ปฐพีเพลิง'
ฯลฯ
คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าชาย นายตำรวจ หนุ่มนักเรียนนอก โจร วณิพก ฯลฯ ล้วนแต่เป็น
'คน' จริง ในใจ 'ผู้อ่าน'
เป็นคนที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตวิญญาณ
วันนี้พวกเขามากันพร้อมหน้า เพราะใครคนหนึ่ง (เข้าใจว่าเป็น 'คมน์ สรคุปต์' ผู้ช่ำชองในงานข่าว)
แพร่ข่าวว่า 'พนมเทียน' จะเปิดเผยเรื่องราว 'ที่มา' ของพวกเขา ให้กับ 'โลกนวนิยาย'
แต่จะอย่างไร การสนทนาก็ยังไม่เริ่มขึ้น เพราะยังต้องรอแขกอีกคนหนึ่ง 'พนมเทียน'
นั่งสบายๆ อยู่ในห้องรับแขกกว้างใหญ่ เคียงกับคุณ 'เป๊กกี้' สุมิตรา วิเศษสุวรรณ ภริยา
ข้างนอกอาคันตุกะคนสุดท้ายผ่านประตูรั้วเข้ามาด้วยความกระตือรือร้นอยากรู้ 'เรื่อง' ของตัวเองเช่นกัน
เขาไม่ใช่คนไทย แต่เป็นฝรั่งเชื้อสายยิว-เยอรมัน เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ 'มิสเตอร์ ฮวโก ฟรีส'
เป็น 'ฮิวโก ฟรีส' จาก 'เล็บครุฑ' คนที่รับบทแฉ 'ความลับ'
ของ 'อินทรีทองคำขาว' นั่นเอง
พร้อมกันนั้น ในบ้าน, 'พนมเทียน' ก็เริ่มประโยคแรกของการให้สัมภาษณ์
"ก่อนเป็นนักเขียนอาชีพ ผมเคยทำงานกับฝรั่ง ฝรั่งคนนั้นชื่อ "มิสเตอร์ ฮิวโก ฟรีส'..''
เทปบันทึกเสียงทำงาน น้ำเสียง 'พนมเทียน' กังวาน ชัดเจน
"ขณะนี้ผมอายุย่าง 65 แล้ว เขียนหนังสือมา 50 ปี"
'พนมเทียน' หรือนามจริง 'ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ' เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2474
เป็นบุตรคนที่ 4 คนสุดท้องของขุนวิเศษสุวรรณภูมิข้าราชการฝ่ายศุลกากร กับนางสะอาด
เรียนหนังสือเมื่ออายุเพียง 5 ขวบ เริ่มจาก ร.ร.เขมะสิริอนุสรณ์ ต่อที่ ร.ร.ประสานอักษร,
ร.ร.วันรับสิน เรียนมัธยมที่ ร.ร.วัดสุทธิวราราม แล้วต่อชั้นเตรียมอักษรศาสตร์ที่ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย
หลังจากนั้นก็สมัครเข้าเรียนต่อในโรงเรียนตำรวจ
แต่
หนังสือ 'ประวัตินักเขียนไทย' ของกรมศิลปากรให้ประวัติ 'พนมเทียน' ว่า
สมัยเด็กๆ เคยเดินเท้าตามทางรถไฟ ผ่านหุบเขาและป่าลึก ท่ามกลางไอแดดจัดจากยะลาไปปัตตานี
(หัวเราะ) ไม่ใช่ไอแดด เป็นการเดินในท่ามกลางแสงเดือนแสงดาว
แล้วก็ไม่ได้เดินจากยะลาไปปัตตานี แต่เป็นจากปัตตานีไปยะลา ไปสว่างที่ยะลา
ตอนนั้นผมอายุ 13 ปี เดินหนีแม่เลี้ยงไป
ช่วงชีวิตตอนเรียนเป็นอย่างไรบ้าง
บ้านผมมี 2 แห่งนะในวัยนั้น คือกรุงเทพกับปัตตานี ปัตตานี
สายบุรีนี่บ้านเกิด พอเริ่มเรียนหนังสือ
ผมก็มาเรียนที่กรุงเทพ ตั้งแต่เตรียมอนุบาลล่ะ เรียนตลอดมาจนกระทั่งอยู่ชั้นม.1 สงครามมหาเอเซียบูรพา
สงครามโลกครั้งที่ 2 มันก็เกิดขึ้น ระเบิดมันเริ่มลงกรุงเทพฯ เขาก็พาผมอพยพไปอยู่ที่บ้านที่อำเภอสายบุรี
บ้านที่เป็นบ้านเกิดของต้นตระกูล 'วิเศษ สุวรรณภูมิ' ผมก็เรียนที่สายบุรีจนจบม.3 แล้วก็ไปต่อปัตตานี
แต่เรียนอยู่ปีเดียว สงครามก็ยุติ ช่วงนั้นแหละครับ ที่ผมเดินข้ามคืน ไปสว่างที่ยะลา
จากยะลาก็เข้ากรุงเทพมาเรียนต่อ
เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่ยังเรียนมัธยมใช่ไหม
ครับ ตอนแรกๆ ก็เขียนใส่สมุดเอาไว้ ไม่เคยคิดว่าเรื่องของตัวเองจะถูกพิมพ์ เขียนใส่สมุด
เขียน เขียน เขียน แล้วก็เก็บเอาไว้ เรื่องพวกนี้แหละที่มาพิมพ์ทีหลัง
คือพอเรื่องอื่นที่เขียนหลังจากนี้ได้พิมพ์เขาก็ขอเรื่องแรกๆ ไปพิมพ์บ้าง
ผมเขียนครั้งแรก ตอนอยู่ม.5 (ประมาณ ม.3 ปัจจุบัน) ร.ร.วัดสุทธิวราราม ตอนนั้นราวๆ
ปี 2488-90 แต่ก็ไม่ใช่ปีที่เขาเอาไปตีพิมพ์
เรื่องแรกที่เขียนคือ
'เห่าดง' ครับ ต่อมาก็มี 'จุฬาตรีคูณ'
แต่ที่ตีพิมพ์เรื่องแรกเป็นเรื่องอื่น
'ปฐพีเพลิง' ครับ สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ พิมพ์ออกมาเป็นพ็อกเก็ตบุ้คเลย ต่อมาก็พิมพ์ 'มัสยา'
แล้วถึงย้อนกลับไปพิมพ์ 'จุฬาตรีคูณ'
การเรียนของ 'พนมเทียน' ช่วงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
ผมรู้ว่าถ้าผมสอบวิทยาศาสตร์ ผมก็คงสอบไม่ได้ แต่อักษรศาสตร์ไม่มีปัญหา
เรียกว่าเปรื่องมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อักษรศาสตร์นี่ผมท็อปเท็น
แต่จบเตรียมฯมาแล้ว กลับเลือกเป็นตำรวจ
ผมอยากเป็นตำรวจ ตอนนั้นอยากเป็นมาก
แต่กลับผิดหวังกับการเรียน ทราบว่าคุณพนมเทียน ออกจากโรงเรียนกลางคัน
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ปีนั้น พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เข้ามาเป็นอธิบดีกรมตำรวจพอดี
ก็ประกาศนโยบายต่อไปนี้ นายตำรวจ จะไม่เอาจากคนภายนอก จะเอาจากคนภายใน ก็ตั้งกฎเกณฑ์ว่า
นักเรียนที่จะมาเป็นนายตำรวจจะจบ 6 ก็ดี จบ 8 ก็ดี จะต้องมาสอบเป็นพลฯตำรวจ แล้วต้องปฏิบัติงานเป็นพลฯตำรวจก่อน
ถ้าจบ 6 ก็สองปี จบ 8 ก็ปีหนึ่ง แล้วเอานักเรียนพวกนี้มาสอบอีกครั้ง ถึงจะเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจได้
รุ่นนี้เขาเรียกว่ารุ่น 9
เมื่ออบรมจากโรงเรียนพลฯแล้ว ผมก็มาเป็นพลฯตำรวจ แต่ผมไม่เข้าใจกับชีวิตพลฯตำรวจ
คือเรารอไม่ได้ที่จะเป็นพลฯไปอีกปีหนึ่ง เพื่อจะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยอีกที
มันไม่สนุกนะ กับการมีชีวิตเป็นพลฯตำรวจ ผมว่าไม่สนุก หรือคุณว่าสนุก (หัวเราะ)
ไม่สนุกนะ
ใช่ครับ ผมเข้าใจล่ะว่าการที่เขาให้เราไปเป็นพลฯก่อน ก็เพื่อฝึกให้เรารู้จักการเป็นลูกน้องก่อน
แต่โครงการนี้มีอยู่แค่ 2-3 ปีเท่านั้นล่ะครับ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนกลับไปอย่างเดิม คือจบ 8 แล้ว
ก็สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจเลย
ทราบว่าคุณพนมเทียนเป็นผู้มีความรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดีมาก
มันมีอยู่ 2 ชั้น ทำไมถึงดีมาก (หัวเราะ) ดีมากชั้นแรกคือ ตั้งแต่ชั้นมัธยมมาแล้ว
ผมสนใจภาษาอังกฤษ ผมก็เรียนมาเป็นพื้นฐาน ก็นี่แหละ ที่ทำให้สอบเข้าเตรียมอักษรศาสตร์ได้
แล้วดีชั้นที่ 2 ต่อมานี่ ค่อนข้างจะเป็นดีที่เอาไปใช้ต่องานอื่นได้ คือตอนนั้นออกจากตำรวจ
ผมมีความคิดจะไปเรียนต่อแล้ว แต่คิดว่าภาษาอังกฤษอย่างเรานี่จะไปสู่เขาไหวหรือ
ผมยอมสมัครเป็นลูกจ้างบริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์-เอไอเอ (AIA) คุณต้องทราบนะ
เอไอเอยุคนั้นยังเป็นแค่เอเยนซี่ มีฝรั่งชาวยิวเยอรมัน ชื่อนายฮิวโก ฟรีส มาเป็นเอเยนต์อยู่เพียงคนเดียว
แล้วก็จ้างลูกจ้างไทยสามถึงสี่คน ผมทำหน้าที่สารพัด ตั้งแต่เด็กไปส่งจดหมาย คนแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ
คนรับโทรศัพท์ เป็นเลขานุการ เป็นล่าม ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ที่มีคนเขารับผิดชอบอยู่แล้ว
คนไหนขาดเท่ากับว่าผมเข้าไปฝึกงาน ผมไปอยู่ที่นั่นตั้งนาน ผมคิดว่า ทุกวันนี้
คนที่ทำงานเอไอเอหลายคนยังไม่รู้เลยว่าบริษัทของตนมีความเป็นมายังไง (หัวเราะ)
เป็นแค่เอเยนซี่ก่อนครับ คือมีออฟฟิศใหญ่อยู่ฮ่องกง แล้วมาตั้งเป็นสาขาเปิดดำเนินการอยู่ที่ตึกยิบอินซอยเก่า
ตรงคลองมหาพฤฒาราม ใกล้ๆ ร.ร.สตรีมหาพฤฒาราม
ตอนที่ผมเข้าไปก็ให้เขาโขกสับว่าสารพัด แต่ตอนนั้นเงินเดือนมันก็เหนือกว่าพลฯตำรวจ เหนือกว่าชั้นตรี
เพราะเป็นลูกจ้างฝรั่ง ผมทำอยู่ปีครึ่ง ภาษาได้จากที่นี่ล่ะครับ ภาษาที่แท้จริง ทั้งภาษาพูด เขียน
หลังจากนั้นผมก็ย้ายมาอยู่บริษัทประกันชีวิตไทย ชื่อบริษัทประกันชีวิตบูรพา ผู้จัดการก็คือคุณเฉลิม ตุงคมณี
(คุณเป๊กกี้เสริมว่า "คุณพ่อคุณดวงตา ตุงคมณี") เขาขอให้ผมไปทำงานกับเค้า ไปอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์
มีหน้าที่คอยสิบว่าเวลาใครตายที่ไหน ก็ต้องไปดูว่าเขาตายจริงหรือเปล่า อะไรทำนองนี้
ตอนนั้นผมก็เขียนหนังสือไปด้วยจำได้ว่าเอากระดาษของบริษัทประกันชีวิตนั่นหและมาเขียนนิยาย (หัวเราะ)
แล้วตอนปลายๆ ช่วงนั้น เรื่อง 'ปฐพีเพลิง' ก็ถูกตีพิมพ์
เรียกว่าเป็นนักเขียนอาชีพแล้ว
ยังครับ ตอนนั้นผมไปเรียนหนังสือ เรียนอักษรศาสตร์ ที่บอมเบย์ยูนิเวอร์ซิตี้ อินเดีย
ระยะนี้แหละเป็นระยะที่
ก็มันใกล้แค่นี้เอง บอมเบย์ ไทย ไปๆ มาๆ เขียนหนังสือไปด้วยอะไรไปด้วย
แล้วชีวิตผมตอนนั้น เป็นชีวิตที่เรียกว่า ไม่ค่อยได้เข้ากับเพื่อนฝูง คือคนอื่นเค้า ไปทำงานทางรัฐศาสตร์ทางอะไร
แต่ผมไหนจะต้องออกมาทำงาน ไหนจะต้องเก็บสตางค์ไปเรียนหนังสือ ก็
หลบ
ไม่ได้สังคมอะไรกับเพ
แล้วสมัยนั้นผมเป็นนักเดินป่าด้วย เวลาที่ผมหายไป คนส่วนมากก็เข้าใจว่าผมหายไปเที่ยวในป่า
แต่ความจริงไปอินเดีย
กี่ปีคะ ที่เรียนหนังสือที่นั่น
4 ปีครับ ตอนนั้นสิ ที่ปาฏิหาริย์มันเกิดขึ้น ปาฏิหาริย์ก็คือว่า เรื่อง 'จุฬาตรีคูณ' กับ 'ปฐพีเพลิง'
สองเรื่องที่ใช้ฉากประเทศอินเดียในยุคโบราณ ผมเขียนก่อนที่จะเดินทางไปอินเดีย แล้วพอไปที่นั่น
ไปเรียนประวัติศาสตร์อินเดียเข้า มันชนกัน แต่ถ้าคุณจะถามว่ามันชนกันได้ยังไง
อันนี้ต้องไปถามคุณ 'ทมยันตี' ล่ะ (หัวเราะ) มันชนกันได้ยังไง ไอ้ใจที่มันผูกพันอยู่น่ะ
(คุณเป๊กกี้เสริมว่า "สิ่งลี้ลีบ")
เรื่องศิวราตรีล่ะคะ
นั่นเขียนทีหลัง
เป็นเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์หรือเปล่า
มันมีส่วนที่เรียกว่าเป็น 'ภาคของจริง' อยู่เหมือนกัน หมายความว่า มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้
อันนั้นนะ อันนี้นะ เมื่ออาระยันเข้ามาในแผ่นดินนี้ พวกมิลักขะเจ้าถิ่นก็พ่ายแพ้ไป
แล้วในที่สุด มิลักขะกับอาระยันก็รวมชาติกันกลายเป็นอินเดียก่อนยุคพุทธกาล
กว่า 2,500 ปี เชียวหรือคะ
ใช่ ก่อนยุคพุทธกาล คุณจะสังเกตได้ว่าในคำพูดเกี่ยวกับราชาศัพท์ในเรื่องประเภทนี้ของผม
ทั้งศิวาราตรี จุฬาตรีคูณ ทั้งปฐพีเพลิง จะไม่มีคำว่า 'ข้าพระพุทธเจ้า' เลย จะมีก็แต่คำว่า 'ข้าพระองค์'
เพราะเป็นเรื่องก่อนพุทธกาล อาจจะร่วมหมื่นปีมาแล้วก็ได้ อาระยันนี่ตามข้อสันนิษฐานก็ว่าเป็นพวกเยอรมัน
มันกระจายกันออกมา มีธนูเป็นอาวุธไกล มีสัญญลักษณ์ของเผ่าคือรูปล้อเกวียนหรือสวัสดิกะ
เป็นรูปแบบอย่างที่เราได้เห็นในเยอรมันเหมือนกัน หากคุณไปเที่ยวตามสถานที่โบราณตามวัดหรือโบสถ์
วิหารต่างๆ จะเห็นเขียนรูปสวัสดิกะทั้งนั้น
เมื่อจบจากอินเดีย คุณพนมเทียนก็กลับมาเป็นนักเขียนที่เมืองไทย
ช่วงนั้นราวๆ ปี 2500 ผมเขียน 'เล็บครุฑ' เขียน 'ทูตนรก' ตอนนั้นคุณเผ่า (ศรียานนท์)
ท่านยังเป็นอธิบดีกรมตำรวจอยู่ ท่านก็จะเอาผมเข้ากรมประมวล
ให้คุณวสิษฐ์ เดชกุญชร
มาตามผมไปอีก
กรมประมวลอะไรคะ
กรมประมวล
อ๋อ ไม่รู้จักใช่ไหม กรมประมวลราชการแผ่นดิน ก็คืองานสืบราชการลับ
เรียกชื่อว่ากรมประมวลฯ ตอนนั้นคุณชูฤทธิ์ ปราณีประชาชนเป็นหัวหน้าอยู่
แล้วก็คุณพจน์ คุณพจน์ (เภกะนันท์) ก็จะเอาผมไปเป็นตำรวจ
เหตุมันก็มาจากที่ผมเขียนเล็บครุฑนั่นแหละ เขาเห็นเขียนแตกแนวอะไรต่อไรดี
คุณเผ่าบอกว่า ตำรวจเมืองไทยคนไหนก็ตามที่ไม่อ่านเรื่องเล็บครุฑ
คนนั้นไม่น่าเป็นตำรวจ เพราะเป็นเรื่องของคนที่ทำงานชนิดตำรวจลับ
เขาเลยคิดว่าคนเขียนก็ต้องสืบราชการลับได้ด้วย
เค้าคิดว่าอย่างนั้น
(หัวเราะ) เค้าคิดว่าอย่างนั้นเค้าถึงเรียกผมไป ตอนนั้นเรียก 2 ทางเลย
ทางคุณพจน์ เภกะนันท์ ตอนนั้นเป็นผู้การสันติบาลก็เรียก รุ่งขึ้นอีกไม่กี่วัน คุณชูฤทธิ์ก็เรียกอีก
ผู้ที่เอาผมไปหาทั้งคู่ในวันเดียวกัน คือร.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร คุณวสิษฐ์ เค้าแก่กว่าผม 2 ปีนะฮะ
ตอนนั้น
ทางกรมประมวลฯก็สั่งทำประวัติแล้ว แต่สันติบาลเรียกให้ไปดูงานก่อน
เค้าไม่บอกผมหรอกนะว่าจะเอาเข้าไปน่ะ มาแบบขอเชิญพบ เชิญไปพบที่โรงแรมเอราวัณ
ที่ตอนนี้เขาทุบทิ้งไปแล้ว เสร็จแล้ว ก่อนที่เรื่องมันจะหลวมตัวจนกระทั่งผม
ความจริงแล้วผมก็ไม่ได้รับปากนะเขาบอก
เอาน่า ช่วยหน่อยน่า สิ่งที่ขอให้ช่วยคือเรื่องของ 4 จังหวัดภาคใต้
ซึ่งตอนนั้นยังสงบเงียบอยู่ ยังไม่มีอะไรเหมือนภายหลังแต่ใน 'ทูตนรก' ก็ดี ใน 'เล็บครุฑ' ก็ดี
ผมเขียนเกี่ยวโยงไปทาง 4 จังหวัดภาคใต้ บอกให้รู้ว่ามันมีความพยายามแบ่งแยกดินแดนแล้วนะ
เขาก็จะให้ผมลงไปสืบเรื่องนี้
หลังจากนั้นแค่เดือนเดียว คุณเผ่าก็ตกอำนาจจอมพลสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) ยึดปัง
ผมก็
ฟรี ไม่ต้องรับราชการ
เรียกว่า 'พนมเทียน' ไม่ได้รับราชการ เพราะ อ.ตร.เผ่าหมดอำนาจเสียก่อนหรือเปล่า
เปล่า (หัวเราะ)
ผมโล่งอกสิ เพราะตอนนั้นคุณเผ่ามีอำนาจมาก เมื่อแกต้องการตัวจริงๆ
นี่ขัดขืนแกไม่ได้ เดี๋ยวแกโกรธเอา เรียกว่าการยึดอำนาจครั้งนั้นช่วยให้ผมพ้นแวดวงออกมาได้มากกว่า
ตอนนั้นผมก็ติดแล้วนี่ เป็นนักเขียนที่ติดแล้ว เล็บครุฑดังเป็นพลุเลย
แล้วเข้าไปทำงานที่อื่นอีกไหม
ไม่แล้วครับ หลังจากทำงานเอกชน คือบริษัทประกันชีวิต ได้รู้เห็นเล่ห์เหลี่ยมในการประกันชีวิต
ทั้งวิธีคนประกันฯโกงบริษัท ทั้งวิธีบริษัทโกงคนประกันฯ แล้วผมก็ไม่ได้นั่งทำงานประจำที่ไหนอีกเลย
เป็นนักเขียนอิสระมาตลอด แล้วก็ท่องเที่ยวไปด้วย
สมัยนั้นนี่ อาชีพนักประพันธ์ เขาถือว่า 'ไส้แห้ง' ไม่ใช่หรือ
ถูก
ไส้แห้ง
ถูกเลย ยิ่งหากคุณมีชีวิตอยู่ด้วยการเขียนเพียงอย่างเดียว
โดยไม่มีอะไรสนับสนุนนะ
เจ้าประคุณเอ๋ย
แต่บนการแห้งนั้นมันก็ดำรงตัวอยู่ได้
มันเหนือกว่าข้าราชการ หรือว่าไปเป็นลูกจ้างเขา
ตอนนั้น ผมได้เงินตกประมาณเดือนละ 3,000 บาท มันอยู่ได้ฮะ หากผมไปนั่งทำงานบริษัท
อย่างเก่งผมก็จะได้ซัก 1,500 ข้าราชการชั้นตรีสมัยนั้นแค่ 500-600 บาทเอง
นักประพันธ์ก็ตกรายได้ราวๆ ชั้นโท
เรียกว่ายังมีคนไส้แห้งกว่า
แล้วมีความสุขมากไหมคะ ตลอดเวลาที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนอาชีพ
ผมไม่เคยตั้งคิดว่าตัวเองเป็นนักประพันธ์เลยนะ ผมมีความสุขกับงานเขียน
ผมมีความสุขกับโลกจินตนาการของผม มีความสุขที่ได้เอาความรู้เล็กๆ น้อยๆ หรือไอ้สิ่งที่มีอยู่
มาใส่ลงในนิยายเพื่อให้ผู้อ่านท่านได้มีความรู้เพิ่มขึ้น ตรงนี้เป็นความสุข
แต่ที่นี้ความสุขอันนี้ยังสามารถที่จะเอามารวบรวมกันแล้วขายได้ ถือเป็นผลพลอยได้ของผม
หากไปถามคนเขียนหนังสือสักคนว่า ทำไมคุณถึงมาเป็นนักประพันธ์ แล้วเขาตอบว่า
ก็ไม่รู้จะไปทำอะไรอื่น ถ้าอย่างนี้รับรองไม่มีทาง คนที่จะเป็นนักประพันธ์ตลอดชาติ
ต้องมีความสุขในการเขียนหนังสือเสียก่อน ผมมีความสุขในการเขียนครับ
ขณะที่ผลงานอกไป 'พนมเทียน' แคร์ความรู้สึกคนอ่านมากน้อยแค่ไหน
โอ้โฮ
แคร์มากเลยครับ แต่ว่าอายในการที่จะแสดงตัว สมัยโน้น ปิด
ไม่ยอมบอกให้ใครรู้เลยว่า 'พนมเทียน' คือใคร แต่จะไปแอบๆ ดูว่าเขาอ่านเรื่องของเราหรือเปล่านะ (หัวเราะ)
เขาอ่านก็ดีใจ แล้วยิ่งถ้าหากว่าเขาอ่าน แล้วมีปัญหาอยากถาม ผมก็มีความรู้สึกอยากคุยด้วย
ดีใจ ว่าเขาสนใจจับแม้กระทั่งข้อความที่เราเขียนบางตอน
ว่ามันอย่างงั้นอย่างงี้
อย่างคุณ 'ว.วินิจฉัยกุล' ผมไม่เคยได้รู้จักมาก่อน เพิ่งมาเจอกันก็เลยเพิ่งทราบว่า
เขาเฝ้าติดตามพิจารณางานของผมมาเป็นเวลานานแล้ว จนสามารถที่จะรู้เข้าไปถึงนิสัยส่วนตัวว่าผมเป็นคนยังไง
เป็นคนไม่ชอบแสดงตัว เป็นคนเงียบๆ คือผมนี่มีชื่ออยู่ 2 ทาง เล่าก็ได้
ภาคหนึ่งนะ สมัยก่อนผมเป็นหนุ่ม เขาเรียกว่าหนุ่มเพลย์บอย (หัวเราะ)
นายฉัตรชัยนี่เป็นหนุ่มเพลย์บอยกลางคืนอยู่ตามราตรีสโมสร ก็ผับอย่างทุกวันนี้
เต้นระบำทำเพลง คบผู้หญิง คบคนอะไรเยอะแยะ แต่ภาค 'พนมเทียน'
จริงๆ จะนิ่งเฉยๆ จะไม่ยุ่งกับใครเลย
ขอเรียนถามเรื่องภรรยา คุณพนมเทียนรู้จักกับคุณเป๊กกี้นานไหมคะ ก่อนจะแต่งงานกัน
เจอกันตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว ที่ปัตตานีนั่นแหละ ผมแก่กว่าเขา 10 ปี สมัยนั้นยังเรียนหนังสืออยู่
คุณพ่อเขาเป็นนายห้างขายผ้า ผมก็เป็นลูกค้า
พูดกันว่า บุคลิกหลายๆ อย่างของ 'ดาริน วราฤทธิ์' ใน 'เพชรพระอุมา' ถอดมาจากคุณเป๊กกี้
ไม่ใช่หรอกครับ ดารินนี่ผมได้มาจากบุคลิกของหลายๆ คน คนโน้นนิด คนนี้หน่อย
แล้วผมก็มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นแพทย์หญิง ก็เอามารวมๆ กันแล้วสร้างใหม่
ทราบว่าคุณเป๊กกี้ยิงปืนแม่น
อันนี้เขายิงได้ ปืนสั้นเขายิงได้ ยิงได้ดีด้วย แต่ถ้าจะเอาไปป่าด้วยกัน
เท่ากับเอาไปตาย (หัวเราะ)
ความชำนาญเรื่องปืนของ 'พนมเทียน' จัดอยู่ในระดับหัวแถว ไม่ทราบว่าจับปืนนานแค่ไหน
ตอนที่เริ่มถือปืนเข้าป่านั้น อายุราว 14-15 ครับ
พูดเรื่องปืนกับพนมเทียน ก็เหมือนกับพูดเรื่อง 'เพชรพระอุมา' ทั้ง 48 เล่ม การสนทนากำลังออกรสชาติ
ในขณะที่เจ้าบ้านถูกขัดจังหวะด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ของใครคนหนึ่ง ตรงประตูห้องรับแขก
พอโผล่มาให้เห็นผมหยิกขอดทั้งศีรษะ และร่างเกร็ง ดำคล้ำแล้ว เราก็จำได้ ไม่ใช่ใครอื่น
ตาเฒ่า 'บุญคำ' มือขวาของ 'รพินทร์ ไพรวัลย์' นั่นเอง เยื้องหลังของแก
ยังมี 'จัน' - 'เกิด' และ 'เส่ย' เรียงเป็นพระอันดับ
ตาบุญคำยิ้มเหงือกบานร่า กล่าวกับเจ้าของบ้าน
"นายว่า ถ้าคุณพนมเทียนว่า ขอเชิญไปเที่ยวหนองน้ำแห้งบ้าง"
"ผมกำลังมีแขก"
บุญคำหันมามอง ทำตาโต
"เก๊าะชวนไปด้วยกัน รึว่าพวกนี้ไม่อยากคุยกับรพินทร์"
"ใครบอก" เราทำตาโตบ้าง "เรื่องของพรานรพินทร์ กับเพชรพระอุมา ต้องคุยให้จุใจเชียวล่ะ
ผู้อ่านเรียกร้องอย่างนั้น เราวางแปลนไว้แล้วว่า จะต้องคุยกับพนมเทียน ในเรื่องของการเดินป่า
และเพชรพระอุมาโดยเฉพาะอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้คุณพนมเทียนไม่ขัดข้องใช่ไหมคะ"
"แล้วพบกันที่หนองน้ำแห้ง"
สุภาพบุรุษนักเขียนของเมืองไทย สัญญากับ 'โลกนวนิยาย' และ 'ผู้อ่าน'
'โลกนวนิยาย' ก็สัญญากับ 'ผู้อ่าน'
'โลกนวนิยาย' ฉบับที่ 12 วางแผงวันศุกร์ 29 มีนาคม
อ่าน 'พนมเทียน' เปิดใจเรื่อง 'เพรชพระอุมา' โดยเฉพาะ
ขอบคุณคุณซุกซนที่กรุณาให้ยืมหนังสือเล่มดังกล่าวครับ
|