มีนามปากกาอื่นอีกไหม
ผมไม่ได้เขียนเฉพาะนวนิยาย อย่างเดียว ผมเขียนสารคดีวิชาการ โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาวุธศึกษา เรื่องปืน การต่อสู้ป้องกันตัว พวกนี้ผมจะใช้ชื่อจริง ส่วนถ้าหากตอบปัญหาต่างที่เกี่ยวกับเรื่องทางอาวุธปืนที่เขาถามมา ผมก็จะใช้นามปากกาว่า ก้อง สุรกานต์ ถ้าหากเขียนศาสตร์ลี้ลับของฮินดู จะใช้ว่า รพินทร์ รพินทร์นี้มีที่มาคือติดใจในกวีของอินเดีย คือ รพินทรนาถ ฐากูร เลยเอาชื่อเขามาเป็นนามปากกา และเป็นพระเอกของเรื่องเพชรพระอุมา แต่ส่วนใหญ่จะใช้นามปากกาพนมเทียนทั้งนั้น ที่ใช้พนมเทียนเพราะผมเป็นคนเขียนหนังสือช้า และได้ไม่มาก ไม่รวดเร็วเท่าคนอื่น เฉพาะนามปากกาพนมเทียนก็ป้อนส่งโรงพิมพ์ไม่ทันแล้ว จุดบังคับอีกประการหนึ่งให้ใช้พนมเทียนอย่างเดียว คือบรรณาธิการแต่ละแห่งจะถามผมว่าจะใช้นามปากกาไหน ถ้าพนมเทียนจะให้แผ่นละแค่นี้ ถ้านามปากกาอื่นก็ลดลงไปตามลำดับ เคยใช้รุตม์เขียนไปได้สิบกว่าตอน คุณเวชสั่งให้ผมเปลี่ยนมาเป็นพนมเทียนเถอะ
จำความรู้สึกครั้งแรกที่ปฐพีเพลิง เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านได้ไหมคะ
รู้สึกยินดีครับ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาแล้วในส่วนลึก ๆ ของผม ผมอยากจะเป็นนักเขียนนานมาแล้ว แต่ไม่กล้าจะไปบอกใคร เพราะผมถือว่าอาชีพนักเขียนอยู่เหนือความใฝ่ฝันความคิดของเรา ไปเป็นอย่างอื่น เป็นข้าราชการยังง่ายกว่าเป็นนักเขียน และมีคำอีกคำซึ่งเขาพูดล้อ ๆ กันในสมัยก่อน จนกระทั่งสมัยนี้เขาก็ยังล้อ ๆ กันอยู่ มันทำให้เรารู้สึกกระดากคือ คนมักพูดว่า ริมาเป็นนักเขียนจะไส้แห้ง หรือทำนองนี้ เพราะเหตุว่าคนที่จะประสบความสำเร็จกับงานเขียนมันน้อยมากครับ ขมขื่นเหลือเกิน แต่ผมก็มุ่งมั่นจะมาทางนี้โดยที่ไม่กลัว
ทราบว่าที่บ้านคุณพนมเทียนสะสมหนังสือไว้มาก ความรักการอ่านเกิดจากตรงนั้นด้วย
บ้านเกิดผมจริง ๆ อยู่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มันเป็นบ้านเก่าแก่ บ้านของตระกูลผมอยู่ที่นั่น เขาสะสมหนังสือไว้มาก มีเป็นห้องสมุด พอผมเบื่อไม่รู้จะไปเล่นกับใครแล้ว ผมก็เข้าไปในห้องอ่านหนังสือ อ่านหนังสือสมัยโบราณที่เขาเขียนก่อนผมเกิดมาหลายสมัย มาจนกระทั่งพวกวรรณคดี
เหตุที่ไปพบคลังหนังสือเข้า จริง ๆ ก็เพราะสงครามเลิกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ผมอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ทีบ้านเดิม แล้วไปเรียนหนังสืออยู่ที่ชนบทอันห่างไกล รอจนกระทั่งสงครามสงบแล้วถึงกลับกรุงเทพมาอีกครั้ง
ชีวิตในวัยเด็กก็ไม่ได้เป็นเด็กที่สบาย
ไม่สบายครับ อยู่กับความครุ่นคิดตลอดเวลา พ่อแม่แยกกันอยู่ ผมส่วนใหญ่อยู่กับตายาย แม่ก็ป่วยเจ็บกระเสาะกระแสะตลอดเวลา ต้องมาพักอยู่ที่กรุงเทพฯ
แล้วพี่น้องของคุณได้อพยพกลับไปปัตตานีด้วยกันหรือเปล่าคะ
เมื่อก่อนจะเกิดสงครามโลกเรามาอยู่กับคุณแม่พร้อมหน้า พอสงครามเกิดขึ้นผมซึ่งเป็นน้องคนเล็ก ถูกคุณยายพากลับไปบ้านเกิด คือบ้านต้นตระกูลเก่าที่สายบุรี ส่วนพี่ชายก็ไปอยู่ที่โน่นบ้างนี่บ้าง พวกนี้เขาอยู่ธรรมศาสตร์แล้ว เป็นเด็กรุ่นโต มีผมคนเดียวที่กลับไปอยู่กับตายาย
ทำไมถึงเรียกว่าบ้านต้นตระกูลคะ
เพราะตระกูลวิเศษสุวรรณภูมิ เป็นตระกูลของเจ้าของเหมืองทองคำ โต๊ะโมะ คุณปู่ผมไปสร้างบ้านนั้นไว้เป็นบ้านที่ใหญ่มาก แต่ผมเกิดไม่ทันท่าน แต่ท่านนี่แหละซึ่งผมคิดว่าผมอาจสืบสายเลือดมาจากท่าน เพราะท่านเป็นนักล่าสัตว์ นักเดินป่า นักแสวงหา คือหลวงวิเศษสุวรรณภูมิ
พี่น้องคนอื่นสนใจงานเขียนบ้างหรือเปล่า
มีพี่ชายคนโตชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนบันทึกเหมือนกัน แต่ไม่เอาจริง แกไปมีอาชีพทางด้านอื่น เรียนกฎหมาย เป็นอัยการ ส่วนปมเอาแต่เขียน ๆ แต่ชีวิตแบ่งเป็นสองภาคไม่ใช่หมกมุ่น แต่การเขียนอย่างเดียว ถ้าว่างเมื่อไหร่ รู้สึกเปลี่ยวใจจะมาเขียน แต่ถ้าไม่อะไร ก็หนังสติ๊กอันหนึ่ง บุกเข้าป่าละเมาะ ล่าสัตว์ไปตามเรื่อง โตมาหน่อยก็ใช้ปืน
แสดงว่ายิงปืน ยิงหนังสติ๊กแม่นตั้งแต่เด็ก
ครับตั้งแต่เด็กแล้วครับ นิสัยชอบล่าสัตว์เป็นแต่เด็กแล้ว คือเป็นเด็กที่ซนมาก ผมมีเพื่อนคู่หูอยู่คนหนึ่ง เราก็ซนกันนะครับ เอาหนังสติ๊กไปยิงรังต่อ มันก็ออกมาไล่ เราก็วิ่งหนี วิ่งไม่ทันมันก็ต่อย โอ้โหเจ็บปวด เขาเรียกตีรังต่อแหย่รังแตน
เป็นความท้าทาย
นิสัยมันซนล่ะครับ ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่แล้วเห็นเด็กทำอย่างนี้เราต้องห้าม บางทีมันรุมต่อยจนตายเลย ใช้วิธีเอาหนังสติ๊กยิงเข้าไปในรัง แล้วไอ้ต่อพวกนั้นจะเป็นต่อที่ดุร้ายมาก ใครเดินผ่านต่อมามันต่อยทั้งนั้น ก็เราไปปลูกฝังไว้เพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์ให้ต่อพวกนี้มันดุ ใครเดินผ่านให้ต่อย เรารู้เราก็หาทางเลี่ยงซะ คิดตามประสาเด็กซน ๆ
ก่อนที่จะมาเขียนหนังสือจริง ๆ คุณพนมเทียนเคยทำอาชีพอื่นมาบ้างแล้ว
ผมเคยทำ เคยทดลองทำเป็นเลขานุการของบริษัท อเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ (AIA) บริษัทประกันชีวิต ซึ่งชื่อเสียงใหญ่โตอยู่ทุกวันนี้ ฝรั่งเยอรมันมาเป็นหัวหน้า รับช่วงมาจากฮ่องกงอีกที หลังจากผมออกจากโรงเรียนตำรวจ ทดลองทำอยู่ประมาณหนึ่งปีได้ ก็ทำให้รู้ระเบียบ นิสัยใจคอของฝรั่ง ถึงแม้ผมจะเรียนแผนกอักษรศาสตร์มาก่อนก็จริง แต่ภาษาผมเริ่มไปฝึกให้แตกฉานขึ้น เมื่อผมไปทำงานกับนายฮิวโก ฟรีส ตอนนั้นอยู่ตึกยิบอินซอยเก่า
ตอนนั้นที่เข้าไปมีแผนการอยู่แล้วคืออยากเรียนภาษา
อยากจะเรียนรู้ มันอยากจะโขกสับอะไร เราก็ยอมทั้งนั้น เพื่อจะเอาภาษาผมก็ได้ภาษาพร้อมทุกอย่างทั้งพูดทั้งเขียนภาษาติดต่อทางจดหมาย มันเข้ามาอยู่ในมือเราหมด
การคัดเลือกยากไหมคะกว่าจะได้ทำงานบริษัทนี้
เผอิญโชคดีครับมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง เขาเป็นเอเย่นต์หาประกันชีวิตให้กับบริษัทนี้เขาเลยฝากผมเข้าไปทำ บริษัทก็เรียกผมมาเทสต์ไม่ต้องแข่งขันอะไรกับใคร
แต่ก่อนที่จะทำงานบริษัทนี้ ทราบมาว่าเคยเรียนโรงเรียนตำรวจ
เรียนแผนกอักษรศาสตร์ที่สวนกุหลาบก่อน ออกมาก็เข้าตำรวจ คือตำรวจนั้นเป็นยุคของอธิบดีเผ่า ศรียานนท์ นักเรียนนายร้อยตำรวจเขาจะไม่รับมาล้วน ๆ เขาจะเอาจากคนที่จบ 6 ไปเป็นพลตำรวจสองปี ถ้าพวกจบ 8ไปเป็นพลตำรวจ 1ปี แล้วถึงมาสอบแข่งขันกันเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ
ผมก็เข้าไปเป็นพลตำรวจ เพื่อจะไปสอบเป็นนักเรียนนายร้อย แต่พอจะเอาเข้าจริง ๆ ผมก็ไม่เอาแล้ว เพราะเหตุว่ามันไม่ถูกับลักษณะผม เพราะผมอยากจะเขียนมากกว่า เลยหมายความว่าไปอยู่ในวงการตำรวจได้ระยะหนึ่ง
ความใฝ่ฝันช่วงนั้นอยากเป็นตำรวจหรือคะ
ผมอยากเป็นทั้งตำรวจ ทหาร ตอนนั้นไปสอบแม้กระทั่งนักเรียนนายร้อย จปร. รุ่นนั้นก็อาจเป็นรุ่นใกล้ ๆ คุณชวลิตมั้ง บังเอิญผมตกครับ นักเรียนเตรียมทหาร อย่างอื่นผมผ่านหมด ตกวิทยาศาสตร์ครับ จำได้จนกระทั่งบัดนี้เลย เขาให้หาความร้อนแฝงของเกลือแกง ผมไม่ได้เรียนมา ไม่เคยผ่านมาเลย ตกวิทยาศาสตร์ อย่างเดียวเลย ทั้งที่คำนวณผ่าน ก็ไปสอบตำรวจได้
แต่อยากเป็นนักเขียนด้วย
ตอนนั้นมันฝังลึก ๆ อยู่ในใจ ไม่รู้ครับ คิดยังไงก็ไม่รู้ ไม่ได้เป็นทหาร ก็ไปเป็นตำรวจ
คือยังหาตัวเองไม่ได้
ยังหาไม่ได้ครับ แต่ว่าชอบอักษรศาสตร์มานานแล้ว การที่จะไปเป็นทหาร ตำรวจ ผมคิดว่าคงเป็นความรู้สึกของผู้ชายสมัยนั้น 90 เปอร์เซ็นต์ จะคิดไปอย่างนั้นก่อน แต่มันไม่ใช่ธาตุแท้ของผม ผมเอาวิชาความรู้ที่เคยเรียนมา หรือมีเพื่อนเป็นตำรวจ เป็นทหารอะไรนี่ เอามาเก็บใส่ไว้ในบทประพันธ์ผมมากกว่า
แล้วมาค้นพบตัวเองว่าเป็นนักเขียนแน่นี่ช่วงไหน
ผมพบตัวเองง่าเป็นนักเขียนแน่นอนเมื่อเขียนเรื่อง มัสยา ออกไปแล้ว ก็คิดว่าถึงแม้รายได้จะน้อยขนาดไหน รายได้ก็ยังมากกว่าไปทำงานกับผรั่ง หรือทำงานอย่างอื่น สมัยก่อนเขียน 6 หน้าฟุลสแก๊ป ให้ 50 บาท ก่อนนี้เขาเหมาเป็นเรื่อง ๆ เรื่องหนึ่ง 1,500 บาทบ้าง 2,000 บาทบ้าง เล่มหนา ๆ นี่นะ ซึ่งเดี๋ยวนี้ขายเป็นแสน
คือหลังจากที่ออกจากบริษัทประกันชีวิตแล้ว ก็ยึดอาชีพนักเขียนเต็มตัว
ยังครับ ผมไปเรียนต่อด้านอักษรศาสตร์ ที่บอมเบย์เพราะผมชอบนิสัยผมผูกพันกับไอ้เรื่องทางด้านภารตะ แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ไปเรียนบอมเบย์ ผมต้องช่วยตัวเอง ผมต้องไปด้วยตัวเอง เพราะไม่มีใคร ความจริงทุกคนเขาไปยุโรปอเมริกากัน ผมไปอินเดีย ผมต้องรักอย่างนี้จริง ๆ รักในวิชาเทววิทยา ปรัชญา ตรรกศาสตร์
ทราบว่าเป็นเหมือนสิ่ง ลึกลับเหมือนจิตผูกพันอยู่ อาจจะเคยเป็นคนทาง โน้นหรือเปล่าคะ
ผมเคยไปอยู่บ่อย ๆ เข้า ๆ ออก ๆ แม้กระทั้งภรรยาผมก็เป็นคนทางโน้น ผมเขียนจุฬาตรีคูณ ผมยังไม่เคยเห็น ไม่เคยไปอินเดียเลย พอผมเขียนเสร็จแล้วถึงไปเห็นของจริงเข้า ตรงกับที่จินตนาการไว้ทุกอย่าง ตรงนี้ผมว่าเป็นส่วนหนึ่งของความลี้ลับ เป็นเรื่องของชาติก่อน ซึ่งมันไม่น่าจะเชื่อนะ แต่ที่ประสบกับตัวเองแล้วมันเป็นอย่างนั้น จริง ๆ ภูมิประเทศ เหตุการณ์ ลัทธิเทพต่าง ๆ รู้สึกมันผ่านเข้ามาในจินตนาการมาก่อนแล้ว พอไปก็พบว่าเป็นอย่างนั้นจริง
ในการทำงานเขียน คุณพนมเทียนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจไหมคะ
สิ่งที่ผมเคารพบูชาสูงสุดคือ รัชกาลที่ 6 ถ้าคุณเข้ามาที่บ้านผม จะเห็นอนุสาวรีย์ของท่านประทับอยู่ แม้ผมเกิดไม่ทันสมัยของท่าน แต่ผมนิยมชมชื่นท่าน บทพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ ก็เอามาศึกษา รู้สึกรักในงานเขียนของท่าน ชอบในความไพเราะ ชอบในความที่เป็นผู้รู้ของท่าน ในด้านอักษรศาสตร์ ผมก็เคารพกราบไหว้บูชา รู้สึกเหมือนกับท่าทนจะบันดาลใจให้เขียน นับเป็นครูในความฝันของผมเอง ผมจะผูกพันกับท่าน แล้วตอนที่เขาเอาไปทำละครก็เป็นละครการกุศล ส่วนนั้นผมไม่รู้มาก่อนไม่ได้นัดแนะกับผม เขาเอาเงินส่วนนั้นไปเสริมสร้างพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ที่สวนลุมพินี ผมขนลุกเลย เมื่อเด็ก ๆ ตอนที่ผมกลับมาเรียนที่กรุงเทพ ฯ ตอนนั้นถนนยังเปลี่ยวอยู่ ผมอยู่สุทธิสาร ท่านอยู่สวนลุมพินี ตอนเย็น ๆ ผมจะขึ้นรถรางมาที่ท่านแล้วก็มาวิ่งเล่นใต้ฐานพระบรมรูป วิ่งไปก็ยกมือกราบท่าน ขอให้ลูกมีสติปัญญาในการขีดเขียน มันก็เป็นอย่างนี้มาแต่เด็กแล้ว ที่นี้พอมาเป็นตัวตน มีหลักฐานแล้ว ผมเลยสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้สำหรับเคารพบูชา
ทำไมพนมเทียนไม่เขียนเรื่องประวัติศาสตร์ไทยบ้างล่ะคะ
ประวัติศาสตร์ไทยผมไม่กล้าเขียน เพราะเรียนมาแล้วมองไม่เห็นภาพชัดเจนนึกไม่ออกว่า คนสมัยสมเด็จพระนเรศวรเขาพูดจากันอย่างไร นึกไม่ออก แต่ของทางอินเดียรู้เลยว่าเขาพูดกันอย่างไร จีนผมไม่ชำนาญไม่กล้าเขียน ต้นหลิวมันลู่ลมอย่างที่เขาพูดกัน ผมดูไม่ออก ผมไม่ชำนาญ ตั้งชื่อเรื่องจีนผมก็ตั้งไม่ถูกว่าจะตั้งยังไง
แล้วเรื่องเล็บครุฑล่ะคะ
เรื่องเล็บครุฑมันเป็นจีนสมัยใหม่มาแล้ว ผมก็ไปศึกษากับคนจีนว่าเป็นเรื่องอย่างไร เป็นเรื่องเหตุการณ์อั๊งยี่ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยที่มีคนจีนเป็นตัวบงการ นอกนั้นแล้วอะไรก็ตามที่ผมไม่มีความรู้ ไม่มีแบ็กกราวน์ดมาก่อน ผมจะไม่เขียน
เล็บครุฑเขียนจนมีที่มาด้วยว่าถูกเรียกให้ทำงานสืบราชการลับ
ใช่ครับ ผมเขียนจนคุณเผ่าศรียานนท์ เรียกตัวเข้าไปสอบประวัติ แต่ทางสันติบาลเรียกตัวผมไปก่อนเพืขอให้เข้ารับราชการ ผู้ที่เรียกตัวผมคือคุณพจน์ เภกะนันท์ ตอนนั้นเป็นผู้การสันติบาลอีกสายหนึ่งมาทางกรมประมวลราชการแผ่นดิน ที่วังปารุสก์ คุณชูวิทย์ ปราณี ประชาชน เรียนผาเข้าไป บอกว่าจะให้ทำงานชิ้นหนึ่ง ให้ไปดูเหตุการณ์สี่จังหวัดภาคใต้ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม เพราะเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเรื่องนั้นมาปรากฏจริงสมัยนี้ เกือบ 40 ปีมาแล้วที่ผมเขียนบอกเหตุการณ์ไว้ว่ามันจะต้องเกิดเหตุการณ์อย่างนี้นะ ทางราชาการเขาไม่ได้สนใจเลย ตอนนั้นคุณเผ่าสนใจ เสร็จแล้วผมจะปฏิเสธก็ลำบาก เขาสั่งทำประวัติแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝ่ายสืบราชากรลับ พอดีจอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติคุณเผ่าหนีออกนอกประเทศ ผมจึงรอดไปได้ ไม่ต้องไปติดในหน่วยสืบราชากรลับ
ประสบการณ์เรื่องนี้เอามาจากตอนที่เรียนตำรวจ
ใช่ครับ แล้วก็ตอนที่เป็นนักเรียน ตอนนั้นผมเกะกะอยู่ที่สีลม สีลมตอนนั้นเป็นชุมทางเลย พวกคุณ ไม่ทราบรู้จักเกชา เปลี่ยนวิถีหรือเปล่า เกชาแก่กว่าผมประมาณ 5-6 ปี เขาเป็นรุ่นพี่
อยู่แก๊งเดียวกับเกชาหรือคะ
ไม่ใช่ครับ คือเกชาเขานักเลงชกต่อยตีรันฟันแทง แต่เขารุ่นโตกว่า เรามันรุ่นน้องมาทีหลัง ทีนี้ไอ้ประสบการณ์จากการเป็นนักเลงทำให้เราสามารถจะเขียนชีวิตของไอ้พวกโจร ดาวร้ายได้อย่างตรงกับความเป็นจริง ชีวิตที่เราเรียนตำรวจมา รู้อะไรมา ก็รู้ว่าตำรวจมีการสืบสวน สอบสวน ยังไง ซ้อมคนยังไง ปลอมตัวเข้าไปยังไง มันเลยกลายเป็นเล็บครุฑกับฑูตนรกขึ้นมา
วัยหนุ่มของพนมเทียนดูเป็นเพลย์บอย ตอนนั้นไปหาข้อมูลเขียนหนังสือหรือไงคะ
ยอมรับเลยว่าผมเป็นคนเสเพล ชีวิตวัยหนุ่มของผมตะวันไม่ขึ้น ไม่กลับบ้าน ผมเที่ยวไปตามไนท์คลับ ตามสถานที่ที่เขาชุมนุมกัน ทุกวันนี้อาจจะเป็นผับ อะไรทำนองนี้ มันเป็นลักษณะของคนจะเสียคน หรือคนจะเสียเด็ก แต่ผมมีสติในใจตลอดผมมาเพื่ออะไร ผมมาเพื่อรู้ต้องเอาตัวเข้าไปมั่วแล้วแทนที่ว่ามันจะเป็นผลลบ ก็กลายเป็นผลบวกเมื่อสิ่งที่เราเห็นเหล่านั้นมาเขียน ผมได้เปรียบตรงนี้ล่ะครับ ผมเดินป่าแทบตาย ผมเหนื่อย ผมหลงป่า เกือบเอาชีวิตไปทิ้งในป่าหลายต่อหลายครั้ง มันก็ได้ประโยชน์มาในการเขียนเรื่อง ผมไปมั่วสุมกับนักเลงจนกระทั่งตัวเองเกือบจะแย่ จะตาย ถูกตำรวจจับ พูดง่าย ๆ เหมือนพวกอันธพาล มันก็มาได้เป็นนวนิยาย แล้วเราก็กลับตัวได้ สมัยก่อนที่ผมยังรุ่น ๆ อยู่ โรงยาฝิ่นยังไม่เลิก เมื่อโรงยาฝิ่นไม่เลิก กลางคืนดึก ๆ พวกนักเลงทั้งหลายไปชุมนุมกันหลังโรงยาฝิ่น ตรงข้ามกับศาลาเฉลิมกรุงทุกวันนี้ แล้วก็แถวม้าเก็ง เข้าไปในนั้นแล้วเราจะรู้หมดทุกอย่างว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร พวกโจรก็ดี ตำรวจก็ดี ไปสุมหัวหาข่าวกัน ผมก็ไปมั่วกับเขาอยู่ในนั้น ผมเข้าไปเพราะเหตุว่ามีวัตถุประสงค์ คนอื่นเข้าไปเพราะเหตุว่าเอาแต่ความสนุกอย่างเดียว ไปติดฝิ่น ติดกัญชา ผมไม่ติด ผมก็ไปคลุกคลีกับเขาได้
แล้วเรื่องสกาวเดือนล่ะคะ หลายคนอยากรู้ที่มาของเรื่องนี้
สกาวเดือน ผมก็เจอเด็กผู้หญิงซน ๆ คนหนึ่งเข้า ก็เกิดไอเดียขึ้นมา และมันมีจุดจากที่เขาเขียนกลอนขึ้นมาตามประสาเด็ก กลอนเกี่ยวกับเรื่องความรักซึ่งเขาไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วผมก็เคยแอบไปต่อให้ ทำนองนี้ ก็เลยผูกเรื่องขึ้นมา
ขณะที่เขียน คิดว่าตัวเองเป็นทรงกลดหรือเปล่า
ข้อเขียนผมทุกครั้งในการที่จะเป็นพระเอก ผมคิดว่ามันอาจจะมีจิตวิญญาณบางส่วนที่เราใส่เข้าไป แต่ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องเป็นอย่างนั้น แต่ความรู้สึกนึกคิดหรือคำพูดบางคำ แน่นอนมันมาภายใต้จิตสำนึกของตัวเอง เป็นไปโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่พยายามไม่เป็นตัวเองในขณะนั้น เพราะถ้าเป็นตัวเองในนั้นเราจะเขียนเรื่อง ได้เรื่องเดียว พระเอกจะเหมือนกันหมดทุกเรื่อง ให้คุณสังเกตดูพระเอกของผมแต่ละเรื่องจะไม่เหมือนกัน แต่ลึก ๆ จริง ๆ จิตสำนึกมันเหมือนกัน จิตสำนึกในข้อนี้คือมนุษยธรรม
คนอ่านจะรู้จักงานเขียนของคุณเยอะ แต่ยังไม่รู้จักชีวิตครอบครัวสักเท่าไหร่
ผมแต่งงานกับสาวลูกครึ่งอินเดีย เพราะแนวโน้มก็บอกอยู่แล้วผมชอบอินเดีย
ไปพบเจอกันที่ไหนคะ
เจอกันในอินเดียบ้าง เมืองไทยบ้าง อังกฤษบ้าง เพราะเขาไปเรียนที่โน่นก็ตามไป
แสดงว่าคุณเป๊กกี้-สุมิตรา(ภรรยา) อยู่เมืองไทยก่อนแล้ว
ใช่ครับ มิหนำซ้ำยังอยู่ทางใต้ด้วย อยู่แถวบ้านผม เธอเป็นลูกนายห้างขายผ้า
ชอบกันตั้งแต่เด็กหรือเปล่าคะ
ใช่ ตั้งแต่เด็ก ทีแรกผมดูเขาเป็นเด็กก่อน ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็เหมือนกับสกาวเดือนอะไรทำนองนี้
ใช่คนที่คุณพนมเทียนไปเขียนกลอนต่อหรือเปล่าคะ
ใช่ครับ ตอนนั้นรู้สึกเขาขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วเขาเขียนกลอนทิ้งไว้ ทำนองว่าความรักเป็นยังไงนะ ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย ผมก็เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนอยู่แล้ว เห็นอย่างนี้เข้า เอ..เด็กเรียนอยู่ขนาดนี้ ยังเขียนได้ขนาดนี้ก็ต่อให้
ตอนนั้นยังไม่ได้ชอบคุณเป๊กกี้
ก็เริ่มจะชอบนิดหน่อยแล้ว แต่เด็กยังไม่รู้ตัวว่าเราชอบ
นานไหมคะกว่ารักจะเข้าใจในรัก
นานพอสมควรครับ เพราะชีวิตส่วนใหญ่ตอนต้นเขาก็อยู่ที่ปีนัง ระยะกลาง ๆ เขาก็มาอยู่กรุงเทพ ฯ เขาเรียนภาษาไทยเยอะนะ เรียนถึง ม.6 แล้วก็กลับไปเรียนอินเดียต่อ จบจากอินเดียก็ไปอังกฤษ เรียนแผนกวิทยาศาสตร์ ตอนที่เขาเรียนอยู่อังกฤษ ผมก็ดึงเขามาไม่ให้เรียนจบ
เลือกที่จะแต่งงานกันเลยหรือเปล่าคะ
มันก็
มันมีอะไรลึกซึ้ง ลึกลับซับซ้อนหลายอย่าง
ทำท่าเป็นคุณทรงกลดแล้วค่ะ ไม่ค่อยพูด
(หัวเราะ) หมายความว่าพ่อแม่เขาก็คงไม่ค่อยจะเต็มใจ
ตอนนั้นยึดอาชีพนักเขียนเต็มตัวแล้ว
มีชื่อเสียงแล้ว แต่ใครเขาจะไปเชื่อล่ะ นักประพันธ์ กลัวว่าจะเอาลูกสาวเขามาลำบาก
แล้วใช้วิธีการอย่างไรให้พ่อแม่เชื่อใจยอมยกลูกสาวให้
ก็ไม่
เราก็พาลูกสาวเขาหนีสิครับ(หัวเราะ) เขาก็ใจเด็ดนะครับ แม้ตอนนั้นเป็นนักประพันธ์มีชื่อเสียงแล้ว ก็ยังไม่เป็นหลักเป็นฐานอะไร ยังจนอยู่ แล้วก็ค่อย ๆ สร้างฐานะขึ้นมาได้ จนกระทั่งพ่อแม่เขายอมรับ
คุณเป๊กกี้มีส่วนช่วยในงานเขียนบ้างไหมคะ
มีครับ ผมจะมีหน้าที่อย่างเดียวคือพิมพ์ พิมพ์เสร็จแล้วมีสำเนาอยู่อันหนึ่ง พอผมพิมพ์เสร็จแล้ว จะแก้ด้วยลายมือแล้วก็ทิ้งไว้ให้เขา ผมก็เข้าไปนอน เขาว่างเมื่อไหร่ก็มาแก้ให้เรา
ตลอดชีวิตที่เราอยู่ด้วยกัน เขาช่วยผมหลายอย่าง อย่างน้อยที่สุดผมขี้เกียจเขาช่วยขับรถให้ หรือว่าชีวิตอีกภาคหนึ่ง ผมเป็นนักทดลองปืน เขาก็ไปติดต่อตามร้านปืนเอาอาวุธปืนมาให้ผมบ้าง
คุณเป๊กกี้สนใจเรื่องปืนอยู่แล้ว
เขาไม่เคยสนใจเลย แต่ผมบังคับเพราะผมมีอาชีพด้านนี้ ผมบังคับจนกระทั่งเขาเป็นนักยิงปืน เพราะเหตุว่าไปด้วยกันทุกอาทิตย์ ทำงานตรงนี้ไม่รู้เรื่องปืนไม่ได้ แต่ก็เป็นไปโดยความจำเป็นบีบบังคับ แต่ที่ชอบเพราะว่า 30 ปีเต็ม ๆ ที่สามีอยู่กับปืนแล้วก็ใช้ให้ทำงานก็จำเป็นต้องมีความรู้
สุขภาพตอนนี้สมบูรณ์ แข็งแรงดีไหมคะ
ระยะหลังผมเจ็บป่วย ผมเริ่มป่วยตั้งแต่อายุ 40 กว่านิดหน่อย เป็นโรคหัวใจและการเจ็บป่วยครั้งนั้น ทำให้ผมรู้สึกว่าเท่าที่ผมมีชีวิตเสเพล ชีวิตเข้าป่าล่าสัตว์มันเป็นปาปเป็นกรรม ก็คิดว่าควรจะเลิกสักที ผมก็ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้ว่า ถ้ารอดชีวิตไปได้ ผมจะเลิกการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็บังเอิญรอดมา
ตอนนั้นอาการร้ายแรงขนาดไหน
มากเลยครับ ขนาดเข้าห้องไอซียู พอรอดมาได้ผมก็ไม่เข้าป่า และไม่ใช้ชีวิตเสเพล
ช่วงป่วยนั้นประทับใจคุณเป๊กกี้มากที่สุดหรือเปล่า
ก็เขาแหละครับ เป็นคนตัดสินใจแทนผมตลอด สองครั้งแล้วครับที่ผมเกือบตาย ครั้งล่าสุดเมื่อปีกลาย ผมเกือบตายอีกครั้ง ผมต้องไปทำบอลลูนเหมือนในหลวงท่าน ผมทำบอลลูนเมื่อเดือนพฤษภา '40 แล้ววิธีทำบอลลูนมันน้อง ๆ ผ่าตัดใหญ่เลย น่าหวาดเสียวมาก หมอไม่ได้ฉีดยาชาให้กับเรา ไม่ได้วางยาสลบ เขาจับเราเข้าที่ผ่าตัด แล้วมีมอนิเตอร์ให้ดูด้วย แต่ผมก็ดูไม่ถนัดนัก เพราะที่นอนบังคับอยู่ กรีดเส้นเลือดใหญ่บนหน้าขา สอดสายยางเข้าไป แล้วดูดจากมอนิเตอร์ว่ามันเข้าไปถึงไหน เข้าไปจนกระทั่งถึงตัวหัวใจ แล้วก็ฉีดสีเข้าไปเพื่อดูว่าเส้นเลือดอันไหนบ้างที่มันตีบตัน
จริง ๆ มอนิเตอร์ไม่ได้ให้เราดู
เขาให้หมอดู แต่เราเห็น พอฉีดรู้แล้วว่าเส้นเลือดไหนตีบ เขาก็ทำบอลลูน ตอนทำบอลลูนผมไม่รู้แล้วว่าทำยังไง แต่ภรรยาเขาดูอยู่ เขาเห็น หมดบอกว่าทำให้ผมแค่ 75 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเส้นเลือดผมเล็ก กลัวว่าถ้าถ่าง มาก มันจะแตก กลายเป็นเรื่องใหญ่ หลังจากทำแล้วขาข้างหนึ่งขยับไม่ได้ 24 ชั่วโมงต้องนอนนิ่ง ๆ พอหลังจากทำเสร็จเรียบร้อย 3 วัน ก็กลับมาบ้านได้ แต่ทุกอาทิตย์ต้องไปให้หมอตรวจ ผมเข้าเป็นคนไข้ประจำที่โรงพยาบาลรามคำแหง แต่เวลาจะทำบอลลูนต้องไปที่พระราม 9 ก็กลับมานอนที่รามคำแหง ขณะนี้ผมต้องไปหาหมอทุกเดือน ตอนนี้ก็ยังเป็นคนป่วย จะใช้ชีวิตสมบุกสมบันแบบเดิมไม่ได้ ทุกวันนี้ผมก็ออกกำลังกายเดินอยู่ในบ้าน แต่จะไปออกำลังกายเดินตัดเขาเป็นลูก ๆ อย่างก่อนทำไม่ได้ แล้วก็เขาเป็นฝ่ายดูเราตลอดเวลา
ใช้ชีวิตคู่กันมานาน คุณพนมเทียนพอจะบอกหลักการครองเรือนให้ฟังได้ไหมคะ
คือเราก็ต้องดีกับเขา แล้วต้องรู้จักโกหกให้เป็น ผู้หญิงพูดความจริงตลอดไม่ได้ ต้องอยู่จักว่าอย่างไหนต้องพูดจริง อย่างไหนต้องโกหก ถึงจะอยู่กันได้
มีบุตรด้วยกันกี่คนคะ
5 คนครับ จักรินทร์ ชินวร ละอองดาว สกาวเดือน และวิษณุฉัตร ละอองดาวกับสกาวเดือนเป็นฝาแฝด แต่สกาวเดือนเสียชีวิตไปแล้ว เหลือ 4 คน ตอนนี้ก็โต ๆ กันหมดลูกสาวเรียนจบไฮสกูลอเมริกาแล้วไปจบวิชาเสริมสวยในอังกฤษ คนโตเป็นผู้ชายเรียนทางด้านโฆษณา คนที่ 2 เรียนทางด้านบริหารธุรกิจ คนเล็กกลับไปทำปริญญาโท กลับมาดูอาการพ่อเมื่อปลายปี
แยกครอบครัวกันหมดแล้ว
ครับ เหลือคนเล็ก ซึ่งยังไม่แน่นอน ตอนที่มาเยี่ยมผมก็พาแฟนมาด้วยเป็นอเมริกัน คนโตแต่งงานกับเม็กซิกัน คนที่สองก็อยู่บ้านคุณปู่เขา คนที่สาม หลังจากแต่งงานแล้วก็ยังอยู่กับพ่อแม่ เพราะอบอุ่นกว่า กำลังมีหลานด้วย
หลายคนบอกว่าพนมเทียนค่อนข้างเก็บตัว
หลังจากที่ผมเที่ยวอย่างโชกโชนที่สุดในชีวิตมาแล้ว ผมก็เก็บตัวสมถะ อยู่กับบ้าน สุขภาพไม่ค่อยจะให้ด้วย แล้วอีกอย่างหนึ่งไม่ค่อยจะชอบเข้าสังคมอยู่แล้วมันผ่านชีวิตสังคมเยอะ มีเสียงกันว่าผมได้ตายจากโลกนี้เป็นเวลานานแล้ว เพชรพระอุมาที่ยังเขียนอยู่ ลูกเป็นคนเขียน
มีเหตุผลไหมคะที่เก็บตัว
ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย คืออยู่มาตลอดเวลามีคนไม่จริงใจน่ะครับ เมื่อเจออย่างนี้ผมเลยเบื่อ ไม่ค่อยอยากสังคม ที่ผมตอบรับให้สัมภาษณ์ก็โดยตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ถ้าหากธรรมดา ถ้าคุณอยากคุยกับพนมเทียนผมจะตอบว่า ผมไม่ว่าง ไม่สบาย
ปัจจุบันนี้ยังทำงานเขียนอยู่หรือเปล่า
หลังจากจบเพชรพระอุมาเมื่อปี 2533 ผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อย และรู้สึกภาคภูมิใจที่จบได้ เพราะตอนนั้นผมมีความรู้สึกว่า จะตายเสียก่อนที่เรื่องนี้จะจบหรือเปล่า แล้วต้องจบอย่างสมบูรณ์ตายก็ตาย ยอมทนเขียนไปเรื่อย ๆ เขียนจนกระทั่งจบได้
ขณะนี้ความคิดผมในเรื่องที่จะเขียนนวนิยาย ยังไม่มีจุดบันดาลในอะไรที่จะให้ผมมาเขียน ดูคล้ายกับว่าวัตถุดิบที่ผมมีผมเอามาใส่ในนวนิยายที่ผมเขียนหมดแล้ว ถ้าเขียนออกมาอีกโดยไม่หาวัตถุดิบมันก็จะซ้ำ ผมจึงหันมาเขียนตำราวิชาการอย่างเดียว ที่เขียนทุกวันนี้คือคอลัมน์ผ่าปืนในเดลินิวส์ อาทิตย์ละครั้ง เฉพาะวันเสาร์ ระยะหลังผมมาทำหนังสือเอง จักรวาลปืนทำไป ๆ ก็เบื่อเรื่องบุคคลากร เดี๋ยวคนโน้นออกคนนี้ออก แล้วหุ้นส่วนไม่มาช่วย ก็เลยเลิกกิจการไปเมื่อปี 2537 หลังจากนั้นผมก็เงียบหายไปจากวงการ
เรียกว่ายังไม่ทิ้งงานเขียนเลยทีเดียว
ยังไม่ทิ้งครับ ถ้าหากผมเกิดจินตนาการที่ดีขึ้นมา ก็อาจกลับมาเขียนอีกก็ได้ ที่ผมยังเขียนไม่หมดคือเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ โลกของมิติที่ 4
เพราะมีประสบการณ์ด้านนี้
ผมมองเห็นสิ่งเหล่านี้ เห็นจนกระทั่งบอกคุณได้เลย สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันมีจริงครับ ก่อนนี้ผมเคยเดคยงกับคนทั่งไปที่เขาเห็นผี ผมบอกว่าเห็นยังไง เขาก็เล่าให้ฟัง ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืนใช่ไหม มืดใช่ไหม มืดแล้วผมถามว่าเห็นได้ยังไง ก็คิดอย่างนี้ตลอดเวลาว่าไม่จริง
แต่ตอนนี้ผมเห็นจริง ๆ ผมบอกได้เลยว่า ถ้าเขาต้องการจะให้เห็นจริง ตัวเขาเรืองแสงในความมืดเรื่อออกมาเลย ทำให้เราเห็นรอบด้านมืด ตัวเขาสว่างเรือง ๆ เหมือนกระสือผมโดนมากับตัวเองถึงได้รู้
ผมอยากจะเขียนอีก แฟน ๆ ก็คงอยากจะอ่าน แล้วที่ผมเขียนผมไม่ได้เขียนอย่างงมงาย จะเอาวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ตลอดเวลา
เร็ว ๆ นี้หรือเปล่าคะ
มีแฟน ๆ มาคะยั้นคะยอเยอะ แต่อารมณ์ตอนนี้กึ่งหนึ่งอยากเขียน กึ่งหนึ่งอยากพัก แล้วก็ยังคิดตัวเองตลอดเวลาเสมอ ประสาทผมเสียตอนที่ผมเป็นโรคหัวใจ ครั้งหลังเล่นเอาประสาทเสียเลย บางทีนั่ง ๆ มึน ๆ เลือดไม่ขึ้นไปเลี้ยงสมอง มันมึน และมันทรมานเหลือเกิน บางทีผมก็รู้สึกจิตใจมันอ่อนเปลี้ยไป เซนท์ซิทีฟมาก ทุกวันนี้ผมก็ยังกินยา 3 มื้อทุกวัน เพราะฉะนั้นเรื่องการเขียนผมก็อยากเขียน แต่เมื่อไหร่ไม่รู้
อยากทราบกิจวัตรประจำวันของคุณพนมเทียนว่าทำอะไรบ้าง
ขณะนี้สนามยิงปืนกำลังก่อสร้าง ผมก็เลยไม่มีโอกาสเข้าไปยิง ตื่นมาประมาณเที่ยงหรือบ่ายโมง กลับมาใช้ชีวิตอย่างเดิมแล้ว ใช้เวลากลางคืน อ่านหนังสือพิมพ์ก่อน แล้วอ่านตำรับตำราอะไรไปตามเรื่อง ตอนเย็นก็ออกไปเดินหน่อย กลางคืนขึ้นไปข้างบน เป๊กกี้ว่างเขาก็เปิดทีวีดูไปตามเรื่อง ผมบางทีก็ฟังวิทยุจส.100 ว่าใครไปติดอยู่ที่ไหน ฟังข่าว แล้วอ่านหนังสืออีกนิดหน่อย นอนก็ประมาณตีสอง ตื่นประมาณเที่ยง วนเวียนอย่างนี้
คิดว่าถ้าเขียนหนังสือก็คงจะเริ่มต้นประมาณเที่ยงคืนยันสว่างเหมือนสมัยก่อนแต่ว่าร่างกายจะให้หรือเปล่า ตอนที่ผมออกจากโรงพยาบาลมาใหม่ ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งแล้ว พอ 4 ทุ่มก็หลับ พอเช้าขึ้น สองโมงเช้าก็ตื่นแล้ว พอร่างกายเริ่มจะดีขึ้นมันกลับไปสู่แบบเดิมอีกแล้วคับ ใช้ชีวิตกลางวันเป็นกลางคืน กลางคืนเป็นกลางวัน ทีนี้ชีวิตผมเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เป็นเด็กเสเพล เป็นหนุ่มเพลย์บอย เป็นนักล่าสัตว์ เป็นนักประพันธ์ ใช้เวลากลางคืนทั้งนั้น ก็เลยชินกับกลางคืน
ทราบว่าคดีเพชรพระอุมายังไม่จบยังอยู่ในชั้นศาล
ครับ คดีมันมีอย่างนี้ คือสมัยก่อนเวลาเราจะขายเรื่องให้เขา ไปทำหนัง เรามักจะรู้กันระหว่างผู้ทำหนังกับผู้เขียนว่าให้ไปทำครั้งเดียว แล้วลิขสิทธิ์กลับมาคืนผมตามเดิม เขาก็ไปเขียนสัญญามาผูกมัดผมไว้คล้ายกับว่าขายให้เขา แล้วต้องเป็นของเขาผู้เดียว แต่ไม่ได้ระบุว่าผู้เดียวเป็นใคร แต่ถ้าผมไปขายให้ใครอีกเขาจะฟ้องผม ผมต้องการให้ช่อง 3 ทำ เขาไปขายให้ช่อง 7 ตอนนี้ผมก็สั่งระงับที่ช่อง 7 ถ้าเขาทำผมจะฟ้อง เขาก็ถือว่าเขาได้สัญญาจากคนนี้ไป เขาก็ชิงฟ้องผมก่อน กลายเป็นเจ้าของเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ตัวเอง เราก็สู้กันในศาล ผมก็พิสูจน์ให้เห็นว่าผมขายครั้งเดียว เพราะเหตุว่าถ้าขายขาดกันไปแล้วมันไม่น่าจะมีเงื่อนไขที่ผมบังคับเขาว่า ถ้าทำเรื่องนี้ไม่ได้จะไปขายใครไม่ได้นะ คุณต้องมาปรึกษาผมก่อน ถ้าทำไม่ได้ไปขายใครได้เท่าไหร่แล้วคุณต้องมาแบ่งผมครึ่งหนึ่ง แล้วคุณเอาไปถ้าเผื่อผมขายขาด เงื่อนไขเหล่านี้จะมีไม่ได้สิ กลายเป็นว่าผมขายขาดให้กับเขา ผมว่าผมขายให้ครั้งเดียว ศาลชั้นต้นตัดสินว่าผมถูกต้อง ลิขสิทธิ์คืนมาเป็นของผม ส่วนที่ผมฟ้องค่าเสียหายเอาคืนไป เอาเฉพาะลิขสิทธิ์คืน ศาลอุทธรณ์ตัดสินมาว่าผมผิดสัญญา เพราะเอาไปขายให้คนอื่น ให้ปรับผม 50,000 แต่ไม่พูดถึงลิขสิทธิ์ ผมก็ฎีกาต่อ ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมายังไง
ผมมีความรู้สึกว่าต้องต่อสู้ขณะนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้คาราคาซัง ถ้ามันเป็นอย่างนี้ถึงรุ่นลูกผม โอกาสที่จะเบิกความเป็นพยานไม่มี แล้วมันจะได้เป็นอุทธาหรณ์เตือนใจนักประพันธ์ทุกคนว่า ถ้าคดีนี้ผมแพ้นักประพันธ์ไทยทุกคนในอดีตที่ขายเรื่องเป็นหนังแล้ว ลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้ทำหนังทั้งนั้น จะมาขายซ้ำไม่ได้
ตลอดชีวิตการเขียนหนังสือของพนมเทียน มีตัวละครที่รักที่สุดมั้ยคะ
ผมคิดว่าผมควรรักรพินทร์มากที่สุด เพราะเหตุว่าผมถ่ายทอดชีวิตจิตใจลงไป ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องผมมาหลายเรื่องแล้วขอให้คุณเปรียบเทียบเถอะ พระเอกในเรื่องของผมแต่ละเรื่องไม่เหมือนกันเลย ชีพ ชูชัยนี่เจ้าชู้ที่สุด แล้วเอาฝ่ายผู้หญิงมาเป็นพวก ในมัจจุราชสีรุ้ง เฉียบ ชัยณรงค์นี่ ก็กะล่อน เป็นนักกฎหมายกึ่งโจร รพินทร์ไม่ใช่อย่างนั้น รพินทร์เป็นคนที่ซื่อสัตย์ สมถะ
รพินทร์ ไพรวัลย์ เป็นสุภาพบุรุษมาก คิดว่าจะมีตัวตนจริงไหมคะ
รพินทร์นี่ผมคิดว่าหายากนะ เพราะยังไงก็ตามมันต้องมีการเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเหมือนกัน ผมเองผมก็เป็นไม่ได้อย่างรพินทร์ การเดินป่า ความรู้ความสามารถครึ่งหนึ่งของรพินทร์ผมก็ไม่ได้ แต่ว่าเท่าที่ผมมีมาแล้ว ผมก็เอาไปใส่ในตัวของรพินทร์แล้วเอารวมความเก่งกล้าของพรานคนอื่นมาใส่ในตัวคนเดียว แต่ว่าเขาจะเป็นคนสมถะเจียมตัว เป็นคนพูดน้อยที่สุด ซึ่งลักษณะเป็นอย่างนี้จริง ๆ แต่ส่วนอื่นไม่เหมือน หน้าเขาจะแข็งไม่ยิ้ม ใครถามอะไรก็ไม่พูด แต่เดินป่าเก่ง หรืออย่างตัวดาริน ถ้าถามว่ามีตัวจริงไหม ผมบอกว่าตัวจริงทั้งหมดไม่มี แต่ตัวจริงบางส่วนมี
พอใจกับชีวิตทุกวันนี้ยังคะ
ผมพอใจแล้วครับ ถึงแม้ผมจะเห็นว่าโลกไม่ค่อยยุติธรรม แล้วผมก็คิดว่าผมยังอยู่ในโลกนี้ ต้องทำตัวทำใจให้ได้ ทุกวันนี้ผมอยู่อย่างคนมีปมด้อยนะ ทั้ง ๆ ที่มีทุกอย่าง ผมพร้อมหมดแล้ว ฐานะผมไม่ร่ำรวย แต่ก็พออยู่พอกินโดยไม่ต้องทำอะไร ผมก็พอใจในสิ่งที่ผมมี ที่พอใจเพราะเหตุว่าประชาชนผู้อ่านยอมรับรองผม แล้วต่อไปก็ชาติมารับรองผมอีกที
'พอ' คำคำนี้อาจไม่อยู่ในความคิด ความรู้สึกของบางคน แต่ยิ่งใหญ่นักในความรู้สึกของพนมเทียน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชันนักเขียน
เส้นทาง :