ตัวละครในภาคแรก

พันโทหม่อมราชวงค์เชษฐา วราฤทธิ์ อดีตทูตทหารบกประจำสหรัฐอเมริกา อายุประมาณ 35 ปี สุภาพบุรุษร่างสูงใหญ่ ผิวขาว คางเหลี่ยมมีเส้นหนวดกันเรียวอยู่เหนือริมฝีปาก บุคลิก สง่างาม สุขุม เยือกเย็น ผวพรรณท่วงท่าบอกชัดว่าเป็นราชสกุล แต่ก็ดูเข้มแข็งบึกบึนอย่างชายชาตรีแท้ (ไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 19) นายทหารม้ายานเกราะ (จิตรางคนางค์ 4 หน้า 3737 เคยเป็นนักกิฬายิงธนู (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า2449)

อนุชา วราฤทธิ์ อายุ 33-34 (ป่าโลกล้านปีเล่ม 1 หน้า7030)น้องชายเชษฐา พี่ชายดาริน ไม่ได้ทำงานเป็นแก่นเป็นสาร ถูกพี่ชายแย่งแฟน รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าคุณพ่อ จึงหนีจากบ้านไปตายเอาดาบหน้า เข้าป่าล่าสัตว์จนมีพรานคู่ใจชื่อหนานอิน ทั้งคู่พากันไปหาขุมเพชรพระอุมา จนเป็นที่มาของนิยายสั้นขนาดยาว เรื่องเพชรพระอุมาให้พวกท่านๆติดกันงอมแงมอยู่นี่แหละ

เป็นสมาชิกของสมาคมวิทยุรับส่งสมัครเล่นระหว่างชาติ และเป็นช่างวิทยุ (จิตรางคนางค์4 หน้า 3737)มีนาฬิกาโรเล็กซ์อยู่เรือนหนึ่ง แต่ขาดหายระหว่างท่องป่าไปมรกตนครคราวโน้น (จิตรางคนางค์4 หน้า 3740)ใช้ปืน.450 ไนโตรเอ็กเปรส ทิ้งปลอกกระสุนให้รพินทรตามเก็บตลอดทาง

พันตรีไชยยันต์ อนันตรัย อายุไม่เกิน 35 ปี คุณลักษณะเป็นทั้งบุรุษเจ้าสำราญและนักเผชิญโชคเผชิญภัย (ไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 19) บุ่มบ่าม ใจร้อน (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 156) ล่ำสันแข็งแรงตามแบบฉบับของชายชาตรี บุคลิก เป็นคนแจ่มใส อารมณ์รื่นเริงอยุ่เป็นนิจ ลักษณะบุรุษเจ้าสำราญ

พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว ทิ้งมรดกไว้พอสมควร ไม่ร่ำรวยจนล้นเหลือ แต่ก็ไม่จน มีน้องสาวหนึ่งคนแต่ก็แต่งงานไปแล้ว กับมีลุงอีกคนหนึ่ง เป็นทายาทของลุงซึ่งไม่มีลูกของตนเอง โสด ไม่มีพันธะกับใครทั้งสิ้น (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า8141) นายทหารปืนใหญ่ (จิตรางคนางค์ 4 หน้า 3737) เคยผ่าไส่ติ่ง (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 25) เล่นก็อล์ฟ เคยฝึกกระดดดร่ม(จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4507) เคยผ่านหลักสูตรในการก่อวินาศกรรมและได้ชื่อว่าเป็นผู้ชำนาญการพิเศษด้านวัตถุระเบิดและเคมี (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5317) นักรักบี้เก่าสมัยยังเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6007)

หม่อมราชวงค์หญิงดาริน วราฤทธิ์ อายุ 26 ปี เป็นนายแพทย์เกียรตินิยมทางศัลยกรรมและอายุรเวช กำลังทำปริญญาเอกทางมนุษยวิทยา และเกียรตินิยมทางอายุรศาสตร์ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3856) เป็นหญิงสาวร่างโปร่ง ทรงใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากบาง จมูกเชิด ตาใหญ่ทั้งคู่คมกริบประกายแวววาวอยู่เป็นนิจ ไหล่ผึ่ง เอวกิ่ว ตะโพกกลมหนา ลำขาอวบใหญ่แข็งแรง ผิวเข้มจัดแบบคนที่นิยมกรำอยู่กลางแดดกลางลมอย่างนักกิฬากลางแจ้ง บุคลิก ลักษณะเย่อหยิ่ง ไว้ตัว (ความรู้สึกแรกเห็นของรพินทร์) sizeในป่า 35 - 23.5 - 36 (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3370) แต่พอกลับมาเมือง size 35 - 23 - 35.5(แงซายจอมจักรา ในจดหมาย)

ลักษณะของดารินที่คริสเห็นในฝันที่สระโบกขรณี ตาดำ ผมดำ สูงราว 5ฟุต 5 นิ้ว ค่อนข้างเพรียว แต่ทรงกระดูกใหญ่แข็งแรง แม้จะดูว่าบอบบาง ตาโต แต่รูปตาเรียว สันจมูกตรงปลายเชิด ริมฝีปากบนบาง แต่ริมฝีปากล่างหนา ช่วงคอยาว ไหล่ลาดเหมือนนักกิฬา ทรงหน้าดูผาดๆน่าจะเป็นรูปไข่ แต่เป็นลักษณะยาวรีเสียมากกว่า ผิวไม่ขาวมากนัก แต่ก็ไม่คล้ำ (นาคเทวี 3 หน้า4902)
นักกิฬาแม่นปืน เป้าบิน (ไพรมหากาฬ 2 หน้า503, ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3343) ระดับดิสทิงควิส เหรียญทอง (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 635) เป็นสมาชิกกิติมศักดิ์สมาคมกิฬายิงปืนแห่งประเทศไทย และสมาคมเป้าบินแห่งประเทศไทย (ดงมหากาฬ เล่ม 4 หน้า 3357) นักกิฬาขี่ม้าผาดโผน (มงกุฏไพร 2 หน้า 7273)

รพินทร์ ไพรวัลย์ รูปร่างเล็ก สูง 5 ฟุต 7 นิ้วผอมเกร็ง หน้าเหี้ยมไม่มีรอยยิ้ม( ไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 3) ผมหยักศก สีน้ำตาลกร้านแห้งเพราะเปลวแดด ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3203)เป็นนักเรียนนายทหารจากเยอรมันนี 1ปี แซนเฮิร์สทที่อังกฤษ3ปี และสองปีในเวสต์ปอยท์ อเมริกา (ไพรมหากาฬ 2 หน้า673) ยศเดิมเป็นร้อยตำรวจเอก ประจำหน่วยตระเวนชายแดน กองพลเสือดำ ประวัติ เมื่อปลายปีที่แล้วต้องไปนอนโรงพยาบาลกรุงเทพฯสองเดือนกว่า เพราะยิงสวนกระทิงเจ็บตัวหนึ่ง (ซึ่งพรานพื้นเมืองของเขายิงไว้ก่อน ) ในระยะประชิดไม่เกิน15หลา มันชนเขากระเด็นและสลบ ซี่โครงหัก บุคลิก เป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว เคยบวชเณรที่วัดช้างไห้ ปัตตานี (ไอ้งาดำเล่ม 1 หน้า 1382)

มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เป็นมา 5 - 6 ปี (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า2481) ติดมาจากหุบหมาหอน

พ่อรพินทร์ เป็นพราน พรานสมัยใหม่ สอนรพินทร์เกี่ยวกับการล่าสัตว์ตามรอยและการศึกษาภูมิประเทศของป่า ส่วนวิชาพรานพื้นบ้านรพินทร์เรียนรู้จากพรานพื้นเมืองเก่าๆ เช่นพิธีกรรมต่างๆในป่า การข่มป่า การขอลาภจากเจ้าป่า การขอสมาลาโทษ การบำบวงขอฝากสัตว์ที่ยิงได้ พ่อของรพินทร์เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรียขึ้นสมอง ตายบนเตียงหลายปีก่อนรพินทร์เรียนสำเร็จ เสียตอนอายุ 72 ปี(นาคเทวี 3 หน้า 4678)

นางรำเพย แม่ของรพินทร์ บุญคำเล่าให้ดารินฟังช่วงที่เชษฐาเจ็บจากโขลงไอ้แหว่ง "นายแม่ท่านอยู่ในตัวจังหวัดครับ อยู่กับหลานเล็กๆสองคน แล้วก็คนใช้เก่าแก่อีกคน ไม่ได้อยู่หนองน้ำแห้งหรอก ตามปกติสองสามอาทิตย์ คุณรพินทร์ก็เข้าไปเยี่ยมนายแม่สักครั้ง ส่วนมากเป็นเวลาที่เอาสัตว์ไปส่งให้ที่สถานีกักสัตว์ของคุณอำพล แล้วก็เลยเข้าจังหวัดไปเยี่ยมนายแม่ …." เป็นโรคชรา โรคประสาท เบาหวานเล็กน้อย (นาคเทวี 3 หน้า 4678)

แงซาย อายุราว 28-30 ปี รูปร่างสูงตระหง่านเกือบหกฟุต ผิวเป็นสีทองแดง ตาใหญ่คมกริบในกรอบลึกเป็นประกายสดใส ผมหยิกหยักศกยาวปกท้ายทอย (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3530) มีรอยแผลเป็นอันเกิดจากหอกหรือมิฉะนั้นก็ดาบปลายปืนทางเฉียง จากขากรรไกรขึ้นมาจรดโหนกแก้ม (ณ.บ้านวรรณกรรมฉบับปรับปรุง ใบหน้าแงซายไม่มีรอยแผลเป็นแล้ว)

(ที่ป่าหวาย รพินทร์เห็นแงซาย) ...หน้าสีทองแดงดวงนั้นสว่างขึ้นด้วยรอยยิ้ม ......ใบหน้ายาวรูปสี่เหลี่ยมหมดจด คมสัน น่าจะเรียกได้ว่าเป็นแบบฉบับทรงหน้าอันงามเยี่ยมของบุรุษเพศชาติอาชาไนยแท้จริง... จมูกโด่งเป็นสันผิดแผกไปจากกะเหรี่ยงหรือชนชาวเขาทั่วไป...คิ้วดกยาว กรอบตาลึกแต่ใหญ่งามมีแววรุ่งโรจน์อยู่เป็นนิจ ริมฝีปากบางได้รูปราวกับริมฝีปากของผู้หญิง ฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบ ผมสีน้ำตาลเข้มหยิกหยักศกเป็นคลื่นแทบจะปกไหล่...รูปร่างเล่าก็สูงตระหง่านกำยำอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ราวกับรูปปั้นสำริดได้ทรวดทรงรับกันหมดทุกส่วน...วูบหนึ่งแห่งมโนภาพคิดคำนึงอันไม่ตั้งใจของเขา..มาตรว่าแผงอกอันกว้างใหญ่นี้ถูกหุ้มไว้ด้วยเกราะทอง ในมือถือดาบผงาดอยู่บนหลังม้าศึก..บุรุษผู้นี้ก็คือเทพบุตรแห่งสงครามในเทพนิยายเป็นแน่แท้ !! (ดงมรณะเล่ม 1 หน้า 1853-1854)

เรียนหนังสือในเมืองมัณดะเลย์(พม่า) 8 ปี เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้น ถูกส่งไปเรียนการรบแบบกองโจรที่กุงจิง 2 ปี ปลายสงคราม กระโดดร่มยึดพม่าร่วมกับกองทหารอังกฤษ ตอนอยู่ในกองทหารอิสสระของนายพลอองซาน เป็นผู้บังคับหมวดสี่ ยศร้อยโท (ไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 107)

"ประมาณ ๕ ขวบ ผมตกอยู่ในความคุ้มครองของพระธุดงค์องค์หนึ่ง ท่านเป็นชาวพม่า ท่านจาริกไปยังที่แห่งใด ผมก็เป็นลูกศิษย์ตัวน้อยติดตามท่านไปทุกแห่ง เมื่อท่านใกล้จะมรณะภาพ อายุของผมได้แปดปี ท่านนำผมเข้าไปฝากไว้ที่วัด ๆ หนึ่งในเมาะลำเลิง ท่านสมภารวัดรับหน้าที่อุปการะผมต่อจากหลวงปู่องค์นั้น ผมเติบใหญ่และได้ร่ำเรียนมาอย่างเด็กวัดที่นั่น จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นตามเรื่องที่ผมได้เรียนให้ฟังก่อนแล้ว ผมไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีแม้แต่พี่น้อง รู้แต่เพียงว่าถิ่นฐานบ้านเดิมของผมอยู่ที่ไหน ผมก็กระหายที่จะไปให้ถึงเท่านั้น" (ไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 198)

ใช้ปืนคานเหวี่ยงวินแช้สเตอร์ โมเดล 1894 ขนาด .44-40 แบบโบราณที่ใช้กันบนหลังม้าในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 รุ่นเจสสิ เจมส์ (จิตรางคนางค์ 2 หน้า 3267 มงกุฏไพร 3 หน้า 7612)

ชื่อ "แงซาย" เป็นภาษาทวาย พระธุดงค์องค์ที่เลี้ยงแงซายเป็นคนตั้งเพราะท่านเป็นชาวพม่าผสมทวาย (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า2421 วันแรกๆที่หล่มช้าง)

แงซายเล่าประวัติตัวเองให้นายจ้างฟังที่ถ้ำเหมราช หลังจากเอาเชยสิงหราหนีจากคุกมาได้ (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า9717 - 9720)

นายประเสริฐ ผู้จัดการสถานีกักสัตว์ของบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์

นายอำพล พลากร ผู้อำนวยการบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์

แสงโสม อดีตคนรักผู้หักอกรพินทร์จนเกลียดผู้หญิงไปทั้งโลก เป็นหลานสาวคุณอำพล เป็นแม่ม่าย แต่งงานได้สองปี สามีตกเครื่องบินตาย ทิ้งมรดกเป็นสิบๆล้าน พอเป็นม่ายก็กลับมาตื้อรพินทร์อีก(ดงมรณะเล่ม 1 หน้า 1976) อายุ 35 ขี่รถพอร์เช (แงซายจอมจักรา ในจดหมาย)

หนานอิน พรานพื้นเมืองลาวเซิง อายุประมาณ 50 ปี (จิตรางคนางค์ 3 หน้า 3504 บอกว่าตัวเองอายุ 60 ปี)รูปร่างผอม บาง มีแผลเป็นจากรอยเล็บหมีพาดจากหน้าผากเหนือคิ้วซ้ายดั้งจมูกเป็นทางลงมาถึงโหนกแก้ม (คนหน้าบากที่2) พกบ้องกัญชาติดย่ามตลอดเวลา (ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 7068) เป็นคนช่วยชีวิตแงซายตอนเด็กๆ ได้รับรู้เรื่องมรกตนคร เพชรพระอุมาจากนางเกษราเทวีอันเป็นแม่ของแงซาย จึงสามารถนำทางนายชด ประชากรด้นดั้นไปจนถึงมรกตนครได้

ประวัติอดีตบวชมาตั้งแต่เป็นเณรติดต่อมาจนเป็นพระในพม่า เคยธุดงค์และเรียนหนักไปทางโลกียญาณมาแล้ว พออายุเกือบ 30 จึงสึกออกมาเป็นพรานป่า อดีตเคยเป็นเสือปล้นมาก่อนภายหลังสึกจากพระ (จิตรางคนางค์ เล่ม 2 หน้า3207) ร่างเล็ก (ไอ้งาดำ เล่ม 3 หน้า2201) กินหมาก (ไอ้งาดำ เล่ม 3 หน้า2204) ตามรพินทร์กลับมาได้คราวนี้จะบวชเป็นพระ (จิตรางคนางค์3 หน้า 3512) ไม่มีลูกเมีย หรือบ้าน (นาคเทวี 3 หน้า 5008) แบฟุ๊ต (นาคเทวี 4 หน้า5143)

หนานไพร พรานลาวเซิง เป็นผู้เล่าเรื่องขุมเพชรพระอุมาให้รพินทร์ฟังเป็นคนแรก ตายด้วยบาดแผลจากเขากระทิงหนึ่งปีให้หลังจากเล่าเรื่องขุมเพชรพระอุมาให้รพินทร์ฟัง

แก่กว่าหนานอิน 4 - 5 ปี เป็นครูพรานของรพินทร์ ตอนแรกเป็นเณร ต่อมาก็เป็นพระธุดงค์ สึกออกมาเป็นพราน เก่งทั้งวิชาพรานและไสยศาสตร์ รูดใบไม้มาเสกเป็นตัวต่อได้ เรียกนางไม้มาทำเมียได้ ตายเพราะกระทิงขี้โรค (จิตรางคนาง3 หน้า 3512-3513) หนานไพรติดฝิ่น (ไพรมหากาฬ เล่ม 4 หน้า 1263)

เนวิน พม่าชาวเมาะลำเลิง เป็นเชื้อสายของมังมหานรธา กระเซอะกระเซิงกลับมาตายในอ้อมแขนของรพินทร์ และได้มอบลายแทงการเดินทางไปสู่มรกตนครให้รพินทร์

มังมหานรธา เป็นนายทหารชั้นแม่ทัพในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งหนีราชภัยจากกรุงหงสาวดีและเป็นชาวพม่าคนแรกที่สามารถบุกบั่นจนไปถึงเมืองมรกตนครได้ ในปี พ.ศ. 2120 เขาได้มีโอกาสเห็นขุมเพชรพระอุมา แต่สุดท้ายเขาก็ต้องตายด้วยการทรยศของแม่มดวาชิกา ในถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่ง ณ.เทือกเขาที่เขาเรียกถันพระอุมาอันเป็นทางขึ้นไปสู่เมืองมรกต เขาคนนี้แหละที่เป็นคนเขียนลายแทงบนหนังคน(ด้วยจะงอยปากนกและเลือดของเขาเอง) อันเป็นที่มาของลายแทงนำทางไปสู่การค้นหาขุมเพชรพระอุมาของนวนิยายเรื่องนี้

นายผิน คนขับรถจี๊ปของบริษัทนายอำพล บรรทุกของของคณะเดินทางมาส่งที่หนองน้ำแห้งในช่วงก่อนออกเดินทาง

บุญคำ ชายร่างผอมสูง อายุประมาณ 55 ปี (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 89)หน้ามีแผลเป็นเพราะเสือขบ (ดงมรณะเล่ม 1 หน้า 1970)(คนที่ 3 ที่หน้าบาก) เส้นผมขอดติดหนังศีรษะสั้นๆ มีฟันกระรอก2ซี่ (มงกุฏไพร 3 หน้า 7505)

เดิมอยู่แถวเขาอึมครึม ใครๆก็เรียกว่า "ไอ้คำพรานเสือ" ยิงเสือมา 22 ตัว ไม่มีลูกไม่มีเมีย (ดงมรณะเล่ม 1 หน้า 1971) ไม่เคยเรียหนังสือ (แต่ปางบรรพ์เล่ม 1 หน้า 5566) เคยเป็นผู้ใหญ่บ้านโปร่งหอม (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า3545) มาอยู่กับรพินทร์ 6 – 7 ปีแล้วร่วมกับรพินทร์สร้างหมู่บ้านหนองน้ำแห้ง ที่มาอยู่กับรพินทร์ก็เพราะรพินทร์เคยช่วยชีวิตตอนถูกเสือตะปบแล้วยังช่วยส่งโรงพยาบาลออกค่าใช้จ่ายให้ (ดงมรณะเล่ม 1 หน้า 1969)
ได้ชื่อว่าเป็นพรานอาวุโสในด้านอายุและเวทมนต์คาถามอาคม ผู้เต็มไปด้วยอำนาจลึกลับทางไสยศาสตร์มนต์มืด (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3009) ปู่บุญคำเป็นพม่า ย่าเป็นกะเหรี่ยง ตาเป็นไทย ย่าเป็นขมุ ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3295) พ่อบุญคำเป็นอัมพาต เพ้อสามวันก็ตาย (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3607)

เส่ย เป็นกะเหรี่ยง ล่ำสันแข็งแรงดูแกร่งไปทั้งตัว อายุอยู่ในวัยฉกรรจ์ (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 89) ลูกพรานเก่าคุณอำพล พ่อถูกหมีควายปอกหนังหัว รพินทร์ช่วยไว้ได้อย่างหวุดหวิด และพิการอยู่จนทุกวันนี้ (ดงมรณะเล่ม 1 หน้า 1971)มีคนรักชื่อยะขิ่นลูกสาวผาเอิงหัวหน้าหมู่บ้านพุเตย

จัน ตัวเล็กนิดเดียว เคี้ยวใบกระท่อมอยู่ตลอดเวลา แต่ผิวพรรณและท่าทีบอกชัดว่าชำนาญต่องานกรากกรำ (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 89) มีประสาทชำนาญในการฟังเสียง และดมกลิ่นไม่ผิดอะไรกับหมาบลัดฮาวด์ ลุงของจันตายเพราะหมีขบที่โป่งน้ำร้อน มาอยู่กับรพินทร์หลังมีหนองน้ำแห้งแล้ว ไปเจ้าชู้กับผู้หญิงกะเหรี่ยง พวกกะเหรี่ยงล้อมตีเกือบตาย รพินทร์ผ่านไปพบเข้า ได้ขอชีวิตไว้ แล้วเอามาเลี้ยง (ดงมรณะเล่ม 1 หน้า 1971) เดินขาเป๋หน่อยๆเพราะเคยถูกงูกะปะกัดที่ห้วยแม่เลิงเมื่อปีที่แล้ว ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2726) เคยมีเมียคนหนึ่งที่หนองน้ำแห้ง แต่เป็นฝีดาษตายเมื่อหลายปีมาแล้ว เลยอยู่เป็นหม้าย ไม่มีเมียอีกเลย (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 5989 ) เคยเรียนแค่ ป. 3 พออ่านหนังสือออก พอเขียนได้ แล้วเคยบวชเณรอยู่ที่วัดในตำบลตอนยังเด็กๆอยู่ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 5990 )

เกิด เป็นเด็กหนุ่ม รูปร่างชะลูด อ้อนแอ้น แต่เหี้ยมหาญ บึกบึน (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 89) มาอยู่กับรพินทร์หลังมีหนองน้ำแห้งแล้ว พ่อถูกกระทิงเหยียบตาย ก่อนตายฝากลูกชายไว้กับรพินทร์ (ดงมรณะเล่ม 1 หน้า 1971)

นายเมย หัวหน้าลูกหาบในการเดินทางภาคแรก ชายวัย 50

เอิ้น ลูกหาบคนแรกที่โดนให้กุดฆ่า ในวันที่สองของการเดินทาง ที่เขาโล้น (ศพแรก)

อิน ลูกหาบที่ตามบุญคำเอาหนังไอ้กุดไปหนองน้ำแห้งกลับมา ระหว่างทางโดนไอ้แหว่งถล่ม (ศพที่สอง)

ปง ลูกหาบวัย20 ที่แอบหนีไปยิงหมูป่าและเป็นเหตุให้เพื่อนที่ชื่อเอิ้นโดนไอ้กุดตะปบตาย (ไพรมหากาฬเล่ม 1 หน้า 287) เคยอยู่ยามคู่กับเส่ย คืนวันที่พักอยู่หมู่บ้านพุเตย

เลิน ลูกหาบ (ที่มาพร้อมคณะเดินทาง) ที่โดนโขมดดงสูบเลือดตายที่โป่งน้ำร้อน ชายร่างใหญ่ อายุ 30 ปี (ไพรมหากาฬเล่ม 3 หน้า 896) (ศพที่ 3)

คะหยิ่น กะเหรี่ยงดง อายุประมาณ 50 หัวหน้ากะเหรี่ยงหล่มช้าง ผมสีเทาเป็นกระเซิงคาดไว้ด้วยผ้าสีแดง สูงใหญ่กำยำขนาดแงซาย ใบหน้าเหี้ยมเกรียมดุดัน ตาขุ่นปราศจากแวว แก้มข้างหนึ่งมีรอยแผลเป็นจากเล็บเสือลึกเป็นทางลงมาจรดคาง (คนที่ 4 ที่หน้าบาก) ที่คอมีสังวาลทำด้วยเขี้ยวสัตว์ป่าห้อยอยู่ เอวเหน็บมีดสั้น มือถือปืนแก๊ปกระบอกยาวสูงเกือบท่วมหัว (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2360 ) ริมฝีปากหนา ลำคออวบใหญ่ (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2362) ฟันใหญ่เป็นคราบดำ (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2388) ตาขุ่นไปด้วยสายเลือด ยิ้มแสยะ (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2361)หัวเราะเหมือนเสียงวัว (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2361) ได้ชื่อว่าเป็นพรานยางน่อง เป็นผู้เลื้อยได้อย่างงูและมองเห็นในที่มืดได้เท่ากับนกเค้าแมว (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3009) พูดพม่าได้ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3911)

โต๊ะถะ กะเหรี่ยงหัสหน้าหมู่บ้านผาเยิง โดนไอ้แหว่งถล่มราบ ลูกบ้านตาย 8 ศพ จึงย้ายมาตั้งหมู่บ้านห้วยแม่เลิง รู้จักชอบพอกับรพินทร์ มีลูกชายวัยหนุ่มฉกรรจ์ 2 คน เมียแม่เฒ่าเป็นมาลาเรียเรื้อรัง (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1520 )

เลิน กะเหรี่ยงห้วยแม่เลิงที่ไปกับรพินทร์ตอนเดินยิงเสือ (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1541 )(ชื่อเหมือนลูกหาบที่โดนโขมดดงสูบเลือดตาย)

พรานยิ้ม อยู่หนอนแห้ง เป็นพรานที่ชอบเก็บรังผึ้ง และตายด้วยพิษผึ้งต่อย

รพินทร์เล่าให้คณะนายจ้างฟังตอนที่อยู่บนสันเขาช่วงออกจากห้วยแม่เลิง เพราะแงซายไปเอาน้ำผึ้ง

ผาเอิง หัวหน้าหมู่บ้านพุเตยที่ร้างด้วยโรคอหิวาห์ (ดงมรณะเล่ม 2 หน้า2187)

ผียะขิ่น ลูกสาวผาเอิง ผู้ทำเรื่องให้เส่ยออกไปหา อายุ 15

เจ้ามุ ลูกชายโทนของคะหยิ่นหัวหน้าหล่มช้าง (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2323)

นางอั้ว สาวคนรักของเจ้ามุ พ่อแม่ตายเพราะงูยักษ์กิน (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2330)

มูเล หัวหน้ากะเหรี่ยงแดงที่อยู่อีกฝั่ง ที่อยู่ด้านใต้ของหล่มช้าง (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า2330) ที่คะหยิ่นหมายมั่นจะให้เจ้ามุแต่งงานกับลูกสาวมูเล (ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า2383)
(เดิมเป็นกะเหรี่ยงแดง พอมาอยู่บ้านวรรณกรรมก็เป็นกะเหรี่ยงเฉยๆ ไม่แดงแล้ว)

นังแอ สาวท้องแก่ใกล้คลอด เมียเจ้าคะโหน่ง ดารินช่วยทำคลอดให้

เจ้าพลาย ลูกของคะโหน่งกับนังแอที่ดารินช่วยทำคลอดให้ และรับเป็นมารดาอุปถัมป์

คะโหน่ง ผัวนางแอ พ่อเจ้าพลาย(กล่าวถึงในภาคแรก)

(ดงมรณะเล่ม 3 หน้า 2663)

คะโหน่ง พ่อของคะหยิ่น ร้ายกว่าคะหยิ่นหลายเท่า แต่หนานอินสามารถเรียกมานวดให้เวลาเมื่อยขบ คะโหน่งตายเพราะถูกช้างเหยียบ หนานอินเป็นคนล้มช้างตัวนั้น เอาหัวใจช้างมาย่างไฟให้คะหยิ่น(ซึ่งตอนนั้นอายุ 10 ขวบ) กิน คะหยิ่นจึงหยุดร้องไห้( กล่าวถึงในภาคหลัง ตอนจิตรางคนางค์ เล่ม 3 หน้า 3510 หนานอินเล่าให้ดารินฟัง ตอนเอาตะขาบเดินผ่านคะหยิ่น หลังเหตุการณ์ช้างล้มทับดาริน)

เฒ่าซอตาเอ เคยช่วยจันจากพิษงูกะปะกัดที่ห้วยแม่เลิงเมื่อปีที่แล้ว มีแท่งยาดูดพิษงูซึ่งเป็นมรดกตกทอดมา เป็นหัวหน้ากะเหรี่ยงฝั่งคะโน้น ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2726)

สางเขียว

รพินทร์บอกว่า "สางเขียวเป็นชื่อที่พวกชาวป่าชาวเขาถือกันว่าเป็นผีดิบประเภทหนึ่งแบบเดียวกับอันตรายลี้ลับน่าสะพรึงกลัวในดงลึกทั้งหลาย เชื่อกันมานานแล้วว่ามันมีอยู่จริง แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้แน่ชัด ผมเองก็นานๆจะได้ยินพรานรุ่นเก่าเอ่ยถึงสักทีหนึ่ง ไม่เคยพบด้วยตัวเองมาก่อน เพิ่งจะมาได้รับการยืนยันจากแงซายเดี๋ยวนี้เอง ถ้ามันมีอยู่จริงอย่างแงซายว่า ก็แปลว่ามันเป็นมนุษย์ป่าเถื่อนหลงสำรวจเผ่าหนึ่ง นิสัยโหดเหี้ยมดุร้ายไม่ผิดอะไรกับสัตว์ป่า และจุดเด่นชัดพิเศษของมันก็คือ ล่าสัตว์ทุกชนิดกินเป็นอาหารโดยไม่ละเว้นแม้แต่มนุษย์ด้วยกันหากคนละพวกกับมัน….."

ส่วนแงซายเล่าว่า…"ไม่เหมือนชาวเขาทุกเผ่าที่แงซายรู้จัก แต่เหมือนสัตว์ป่า สกปรกรุงรังกว่าข่าตองเหลือง ดุร้ายอำมหิตยิ่งกว่าว้าที่ชอบล่าหัวมนุษย์ ป่าเถื่อนกว่า ลัวะ มีแต่เพียงหนังสัตว์ปิดกายท่อนล่าง ผมยาวกระเซิง ใช้หอก มีดดาบใบใหญ่ และธนูชุบยางน่องเป็นอาวุธ ชอบขุดหลุมปักขวากดักคนและสัตว์ บางขณะก็ใช้วงแร้วจั่นห้าว ร่างกายทาด้วยน้ำยางจากใบไม้จนเขียวคล้ำ พอกหน้าด้วยดินขาว ร้องเป็นเสียงนกหรือสัตว์ป่าได้เหมือนทุกชนิดสำหรับใช้เป็นการส่งสัญญาณ เคลื่อนไหวไปในป่าได้เร็วและลึกลับเหมือนเงาปิศาจ

และเมื่อฆ่าสางเขียวชุดแรกแล้ว ก็เข้าไปดูศพ…มันจริงตามที่แงซายบอกไว้ทุกประการ เนื้อตัวของเจ้าพวกมนุษย์ผีดิบถูกชะโลมไว้ด้วยยางใบไม้ แลเขียวคล้ำกลืนกับสภาพป่า เฉพาะที่หน้าเท่านั้นพอกด้วยดินสีขาวแลดูน่ากลัว แต่ละคนนุ่งหนังสัตว์ปิดเพียงท่อนกลางลำตัวชิ้นเดียว มีกระดูก และเขี้ยวแขวนประดับอยู่ตามเอวและลำคอ หน้าผากตัดลาด จมูกแบนแฟบ ปากกว้าง ขากรรไกรหนาใหญ่ นัยน์ตาพอง มันเป็นลักษณะของมนุษย์หลงสำรวจอีกเผ่าหนึ่ง ตะหากไปจากชาวเขาเผ่าใดๆทั้งสิ้นที่เคยรู้จักกันมาแล้ว โดยเฉพาะที่ผิวหนังแทบทุกส่วน มีขนดกดำขึ้นหนาเกือบจะเหมือนลิง ฝ่ามือทุกนิ้วเกือบจะเสมอกัน หนาใหญ่ หยาบกระด้างเหมือนอุ้งตีนสัตว์

หมู่บ้านของมนุษย์ผีดิบสางเขียว ซ่อนมิดชิดอยู่บนบริเวณยอดเขาสูงอันลี้ลับตอนหนึ่ง ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างวงล้อมของขุนเขารอบด้าน โดยมีหุบเหวและหน้าผาชันเป็นคูเมืองโดยธรรมชาติ พวกมันอยู่เป้นขมรมใหญ่ มีคนประมาณ 5-6 ร้อยคน ภายใต้การนำของหัวหน้าใหญ่ชื่อซูซู และคู่คิดที่ปรึกษา มุมบาอันเป็นหมอผี (ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า3048)

มราบรี หรือข่าตองเหลือง มราบรีแปลว่า "คนป่า" เป็นพวกขลาด ขี้อาย ตื่นกลัวอยู่เสมอ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ท่องเที่ยวหากินย้ายถิ่นไปตามเรื่องเหมือนสัตว์ป่า ได้กลิ่นมนุษย์ก็จะหลบหนีเปิดเปิง ไม่เข้าใกล้ กลางคืนนอน กลางวันจึงออกหากิน พูดแม้วได้ พูดขมุได้ ถิ่นที่อยู่แถวแพร่ น่าน

หมายเหตุ ความจริงควรเขียนว่า มลาบรี (mlabri) อ่านว่า มะ-ลาบ-รี เป็นชาวป่าเผ่าหนึ่ง

ทวยโส่ พรานยะไข่ ที่ถูกสางเขียวฆ่า จากการเล่าของแงซาย ตอนพบรอยเท้าสางเขียว ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2794)

ส่างปา ลูกส่างหล้า หลานส่างคำ รูปร่างเล็ก ผอมเกร็ง ในชุดสีดำ กางเกงครึ่งแข้ง มือถือดาบ ไหล่สะพายปืนยาว ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2878) ฟันเกสีกะดำกะด่าง (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6185)พรานใหญ่มือดีคนหนึ่งในเขตรัฐกะยา รู้จักกับรพินทร์เกือบสิบปีตั้งแต่รพินทร์ยังเป็นต.ช.ด.ที่แม่ฮ่องสอน ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2886)เป็นพรานต่องสู่ อยู่จอโหลงในเขตกะยา อายุ 17 สู้กับหมีใหญ่ด้วยไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลม ถูกหมีกัดยับเยินไปทั้งร่าง แม่แต่อวัยวะเพศก็พิการเป็นเหมือนขันที อยู่ได้ด้วยกัญชา จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3576

ที่มาอยู่กับมาเรียและสเตเกลก็เพราะช่วยปราบช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชไร่ของชาวบ้าน และช่วยรักษาบิดาชราของส่างปาหัวหน้าบ้านจากมาลาเรีย ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2907)

สเตเกล ฮ๊อฟมัน เป็นยิวเยอรมัน อายุประมาณ 55 ปี แต่ยังดูหนุ่มแข็งแรง รูปร่างสูงใหญ่ ไว้เครา ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2884-85)ชาวเขาเรียกชื่อเล่นซึ่งแปลได้ว่า "นายเคราเหลือง" เป็นนักผจญภัยที่มีอารมณ์ขัน เคยเป็นศาสตราจารย์สอนธรณีวิทยาอยู่ในซอร์บอน-มิวนิค ชำนาญในเรื่องแร่และสมุนไพร ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2884) สามารถพูดภาษชาวเขาได้เกือบทุกแขนง เข้าใจวัฒนธรรมชาวเขาดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชำนาญภูมิประเทศ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2907)สมรสมา 3 ครั้ง หย่าทั้ง 3 ครั้ง มีลูกกับภรรยาเก่าหลายคน แต่งครั้งที่ 4 กับมาเรีย (ราว 3ปีมาแล้ว) (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 3 หน้า 4218)

มาเรีย ฮ๊อฟมัน อายุ 25- 26 ปี (เดิมอายุ 30 ตอนหลังผู้ประพันธ์ลดเหลือแค่นี้) ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2885)ลูกผสม แต่กำพร้าแม่ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า6344)สูง 5 ฟุต 8 นิ้ว (แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า 9808) สูงไล่เรี่ยกับดาริน แต่อวบอัดบึกบึนกว่า ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2895)พ่อเป็นเยอรมัน แม่เป็นฝรั่งเศส เกิดในอ๊าฟริกา เรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดในอังกฤษ ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2931 )เป็นนักนิรุกติศาสตร์ ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2920)เท่าๆกับเป็นพราน ยิงปืนได้ดีกว่าสามี เคยช่วยสามีรอดตายจากควายป่าอ๊าฟริกัน ในทุ่งซาฟารี ขณะที่สามียิงถึงห้านัดหมอซองกระสุนไรเฟิล หล่อนยิงนัดเดียวจอด เกิดพอใจ รักกันก็เลยแต่งงานกัน เพิ่งแตางงานสองปีเศษ (ดงมรณะเล่ม3 หน้า2884)(ไฮเมนส์ขาดตั้งแต่อายุ 14 แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า 9977) เรียนวิชาเพลิออนโตโลยี (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า 5697)

การล่าสัตว์และใช้ไรเฟิล ได้รับการสอนจากบิดาผู้เป็นพรานใหญ่ ผิวขาวแห่งเบลเยี่ยม คองโก ล้มช้างมากว่า 500 ตัว สิงโต ควายป่าและแรดอีกนับพัน การติดตามบิดาไปทุกหนทุกแห่งในการล่า สอนให้หล่อนเกิดความเคยชินและชำนาญขึ้น หล่อนเริ่มฝึกหัดยิงปืนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบด้วยปืนลม ต่อมาก็ขนาด .22 ขึ้นมาจนกระทั่ง ดับเบิ้ลไรเฟิลขนาด .470 อันเป็นปืนล่าสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่หล่อนจะต้านทานแรงสะท้อนถอยหลังของมันได้ เคยล้มสิงห์โตร้ายที่ไม่มีใครปราบได้ด้วยสปริงฟิล์ค 30/06 ในขณะอายุเพียง 17 ปี ในชีวิตการล่าสัตว์เคยถูกงูกัดครั้งหนึ่งในป่าเวเนซูเอล่า ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3336, 3337)
สถิติในการล่าสัตว์ของมาเรีย ล่าสิงห์โต 34 ตัว ควายป่าที่เรียกเคป บัฟฟาโล่ 23 ตัว ช้าง 50 เสือในอินเดียยิงนับไม่ถ้วน ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3342) ไซซ์ 38-25-37 ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3370)

จิม มุลเล่อร์ พ่อของมาเรีย ฮ๊อฟมัน (เป็นตาของไพรวัลย์ อนันตรัย)

เป็นชาวเยอรมัน ภรรยาเป็นชาวฝรั่งเศส ( ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2931 )ก่อนหน้านั้นเป็นพรานใหญ่ ผิวขาวแห่งเบลเยี่ยม คองโก ถูกสิงห์โตกัดบาดเจ็บในอูกันดาในคราวที่ไปตามล่าสิงห์โตที่คาบเอาชาวพื้นเมืองในเขตหมู่บ้าน ใช้ปืนไรเฟิลแฝด กระสุน .๕๗๗ ฮอล์แลนด์แอนด์ฮอลแลนด์ โดนสิงห์โตขบแขนซ้าย จนเกือบโดนตัดแขนทิ้ง ต่อมามาทำงานในป่าสงวนที่ทรานสวาล สหภาพอาฟริกาใต้ ในแอฟริกา ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 2337, 3338) หน้าที่พรานคุ้มกัน
นอกจากเป็นพรานแล้ว ยังเป็นนักค้นคว้าทางโบราณวัตถุและชำนาญมากที่สุดก็คือการดูหินและซากฟอสซิล (จอใผีดิบมันตรัย เล่ม 3 หน้า 4297)

บิลล์ โรเจอร์ พรานผิวขาวชาวอเมริกันจากซาฟารี วัย ๕๐ เศษ ผ่านชีวิตพรานอาชีพคร่ำหวอดมาไม่น้อยกว่าจิม ไปตามล่าสิงห์โตที่กัดจิม มุลเลอร์ แต่ก็ถูกสิงห์โตขบสมองเหลวไปในวันที่ 8 หลังจิม มุลเล่อร์ถูกกัด ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3339)

นังเทียะ สาวมะราบรีลูกเจ้าเกอะ ถูกสางเขียวฆ่าแหวะอก เป็นผีมาช่วยพาดารินและรพินทร์หนีฝูงหมาป่า

เจ้าเกอะ มะราบรีที่คณะเดินทางช่วยชีวิตไว้ ได้มาช่วยบอกข่าวสางเขียวจะรมยาสลบ ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3022) เป็นผู้ฆ่ามุมบา แต่สุดท้ายก็หัวขาดจากดาบสางเขียว ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3128)

เจ้าลู ลูกชายซูซู ถูกคณะเดินทางซ้อนกลจับเป็นตัวประกันให้เป็นคนนำทางไปสู่ถิ่นสางเขียว

ซูซู หัวหน้าเผ่าสางเขียว ชายรูปร่างล่ำสันแข็งแรงนั่งถือหอก คลุมไหล่ไว้ด้วยหนังเสือดาว ศีรษะปักด้วยขนนกแดง ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3110)

มุมบา หมอผีประจำเผ่าสางเขียว แต่งตัวด้วยหนังหมีห่อร่างกายทำให้มองดูเหมือนสัตว์มากกว่าคน มีกระดูกเป็นสายสังวาลพันรุงรังรอบตัว วาดหน้าไว้ด้วยสีแดง เขียว และขาวดูน่ากลัว ในมือข้างหนึ่งถือแซ่หางกระทิงโบกแก่วงไปมา ( ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3110)

เจ้าม้วน ลูกบ้านที่โปร่งหอมที่บุญคำเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นชายวัย 30เศษ ขึ้นชื่อลือชามากในด้านไสยเวทย์คาถาอาคมเมตตามหาระรวย ได้ชื่อว่าเป็น หมอม้วนขุนแผน สุดท้ายตายเพราะไปเอาผีตะเคียนเป็นเมีย (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3454)

เจ้าม้วน ในภาคสอง เป็นลูกหาบที่โดนมอนสเต๋อหักคอ (หนึ่งในสองศพของลูกหาบในภาคสอง)

กำนันโห้ เป็นไอ้เสือเก่า ดุเหลือหลาย ฆ่าคนมาเสียนักต่อนัก มีลูกสาวสวย เจ้าม้วนเอาไปเป็นเมีย แต่ทำอะไรเจ้าม้วนไม่ได้ (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 หน้า 3455)

แม็ทธิว ดูลีย์ นักสำรวจชาวอังกฤษ รู้จักกับรพินทร์ตอนเป็นตำรวจชายแดนประจำการที่แม่ฮ่องสอน เป็นผู้เล่าเรื่องเสือโคร่งดำให้ฟัง
(จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 2 หน้า 3875)

แจน เครมเมอร์ อายุราว 35-40 ปี สูง 6ฟุต 1 นิ้ว ผมสีแดง(ทั้ง 3 คน) เจ้าของสมุดบันทึกที่ไปตายในดงเถาวัลย์ แล้วคณะของรพินทร์ไปพบในภายหลัง เหตุการณ์ตอนที่ตายเกิดในปี ค.ศ 1942

กรูเยอร์ เพื่อนผิวขาวของแจน เสียชีวิตเพราะไต่เขาพลาด (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4080)

อเล็กซีส เพื่อนผิวขาวของแจน ป่วยแล้วถูกค้างคาวสูบเลือดตายเพราะหนีไม่ได้ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4083)

ทินอ่อง พม่า ถูกงูพิษกัดตาย ที่หัวเข่า (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4080)

เส่งลา พรานพม่า ถูกเสือโคร่งดำขบตาย (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4089)

ตูเล่ พรานคะฉิ่น อายุ 45-50 ปี สูง 5 ฟุต 3 นิ้ว ไปตายในดงเถาวัลย์พร้อมกับแจน เครมเมอร์ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4100

แคธเธอรีน หรือเคท เมียเจ้าไม้ค์ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4508)

ไม้ค์ จังเกลอร์ ทหารจั๊สแมกเพื่อนของไชยยันต์ ผู้ที่ไชยยันต์เพ้อถึงตอนที่ตกเหว แล้วมาเรียมาปลุก (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 3 หน้า 4508)

หม่องอูขิ่น สางที่บุญคำเล่าให้คณะนายจ้างฟัง (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า 5546)

ตาอ้น อายุ 60 ปี คนงานของรพินทร์ ทำงานบ้านพักหนองน้ำแห้ง เป็นพรานกวาง ยิงกวางเป็นร้อยๆตัว ถูกขวงกวางเข้าให้จนเสียคน บ้าๆบอๆ เวลาเดินไปสักสิบก้าวยี่สิบก้าว ก็จะโดดเหยง ร้องเปิ๊บๆขึ้นมาเสียครั้งหนึ่ง ร้องเหมือนเสียงกวางไม่มีผิด เผลอๆก็เอาเสียที เป็นมา 20 ปี ( บุญคำเล่าให้ไชยยันต์ฟังในคืนหนึ่งที่นิทรานคร อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า5434)

ไอ้มุด เป็นคนงานของนายห้างอำพล เป็นคนกินเหล้าจุ บ้าผู้หญิง ลูกเมียใครมักปล้ำไม่เลือกหน้า โชคดีที่ไม่โดนชาวบ้านรุมกระทืบ เพราะถูกเสือลากไปกินเสียก่อน (เสือตัวที่ว่าเป็นเสือโคร่งตาบอดเพราะถูกขนเม่นตำ...ป่าโลก4 หน้า 8289 เล่าให้ดารินฟัง) ในคราวไปตัดไม้ในป่า พรานใหญ่ไปตามได้ซากกลับมาครึ่งตัว ผีตัวนี้ชอบมาเข้าบุญคำ ยามที่บุญคำไล่ปล้ำผู้หญิง (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า เล่าให้ไชยยันต์ฟัง)

คาอุป เป็นนักโบราณชีวศาสตร์ ที่พบกะโหลกของไดโนเทเรียม ในปี 1832 ที่เอปเมลเซอิม ในไรนาแลนด์ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า 5688)

คลิปสเตียน เป็นนักโบราณชีวศาสตร์อีกคน ที่พบกะโหลกของไดโนเทเรียม ในปี 1832 ที่เอปเมลเซอิม ในไรนาแลนด์ (อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า 5688)

วายา เจ้านครลิง อายุกว่า 60 ปี ร่างใหญ่โตมหึมา รุงรังไปด้วยขนสีดำปนน้ำตาล สูงร่วม 7 ฟุต ขนสั้นกว่าลิงตัวอื่น สัณฐานวงหน้าใกล้เคียงมนุษยชาติมากที่สุด ทรงหน้ายาวลงมาแทนที่จะกลม ขนบนหน้าบาง หน้าผากสูง ริมฝีปากยื่นหนา มีเค้าดครงสันจมูกซึ่งเป็นของคน กรอบตาลึกมีเบ้าเป็นสัดส่วน และมีขนคิ้วหนาแยกต่างหากออกไปจากขนอ่อนๆที่ปกคลุมใบหน้า แผงอก หัวไหล่และแขนขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามได้ส่วน (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7312-7314) เป็นต้นตระกูลของมนุษยชาติ นีแอนเดอร์ธอลส์ แมน เดิมทีพ่อแม่ของวายาอยู่เหนือขึ้นไป ถูกตัวสามเขาบุกเข้าไปถึงถ้ำ ถูกเหยียบขยี้เสียชัวิต ลิงจากเขานิลกาญจญ์มาพบ ก้เลยเอามาเลี้ยงไว้

นิลวรรณ ลิงแม่ลูกอ่อนที่ยอมให้ดารินเอาลกมันมาอุ้ม (ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7301)

สิงหรากษัตริย์มรกตนคร ผู้โค่นล้มราชวงศ์เทพด้วยการทรยศ รูปร่างอ้วนใหญ่ค่อนข้างเตี้ย สีหน้าอูมกลมบ่งถึงอำนาจวาสนา แววตาประกายกลอกกลิ้ง เคราดำสนิท ถักเรียบติดกับผิวแก้มและคางที่อวบอูม (แงซายจอมจักรา เล่ม3 หน้า 9527)

รหัสยะ น้องชายสิงหรา กษัตริย์มรกตนคร เป็นชายมีอายุ ล่ำสันแข็งแรง จากปลายคิ้วซ้ายพาดผ่านดั้งจมูกลงมาถึงมุมขากรรไกรขวา เป็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่จากบาดแผลฉกรรจ์คล้ายถูกฟันด้วยดาบ (นี่คือคนที่ 5 ที่หน้าบาก) นัยน์ตาทั้งสองลุกโพลงแข็งกระด้าง หนวดเคราบนริมฝีปากและใต้คางปรากฏสีเทาประปราย หน้าตาไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ
(แงซายจอมจักรา เล่ม2 หน้า 8964)

กุตะมะ อดีตขุนพลมือซ้ายของกษัตริย์วิษณุพรหมนาถ ผู้ทรยศ(อ้างว่ามีดาบจ่อคอบิดามารดาบังคับให้ทรยศ) ปัจจุบันเป็นมือซ้ายของกษัตริย์สิงหราเป็นผู้มาจับคณะเดินทาง เป็นชายวัยชรา ศีรษะขาวเป็นดอกเลา มีเมียแต่เมียตาย ไม่มีลูก

วามิส ขุนพลทหารม้ามรกตนคร ผู้บังคับกองพลทหารม้า หนึ่งในสามของมรกตนคร

ยุษฐิทผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 แห่งกองทัพม้ามรกตนคร

วิกรม ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 2 แห่งกองทัพม้ามรกตนคร

พรหมเมศว์ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 3 แห่งกองทัพม้ามรกตนคร

พราหุต ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 4 แห่งกองทัพม้ามรกตนคร

อรชุน เป็นชายสูงอายุ ที่มีผมและเคราขาวโพลนหมดทั้งศีรษะ ท่าทางแข็งแรงและปราดเปรียว นัยน์ตาเป็นประกายแจ่มใสวาว ใบหน้าเต็มไปด้วยอำนาจและเฉียบขาด (แงซายจอมจักรา เล่ม 3 หน้า 9677) ผู้เฒ่าอดีตแขนขวาของกษัตริย์วิษณุพรหมนาถ หนีออกมาตั้งชมรมประชาชนต่อสู้กับกษัตริย์ทรราช ไม่เพียงเป็นนักรบ หากได้ศึกษาร่ำเรียนวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์จากมหาปุโรหิตประจำราชตระกูลเทพผู้ล่วงลับไปแล้ว จนสามารถอ่านฤกษ์ยามและดวงดาวบนท้องฟ้าได้ทุกดวง(แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า 9712) จึงสามารถล่วงรู้ว่าจักราช ยุวกษัตริย์สามารถหนีเล็ดลอดจากเงื้อมมือทรราชไปได้ และยังรู้หมายกำหนดการณ์ที่จักราชเข้ามาเหยียบแผ่นดินมรกตยครได้ จึงออกไปติดต่อจักราชก่อนที่กองทัพรหัสยะจะไปถึง

เมยานีลูกสาวคนเดียวของผู้เฒ่าอรชุน อยู่หลังม้ามาตั้งแต่อายุขวบเดียว พ่อเป็นคนสอนในเรื่องสรรพอาวุธและเล่กลศึกฝึกวิทยายุทธจนเชี่ยวชาญดั่งชายชาตรี เป็นกำลังสำคัญของกองโจรประชาชน

วายุ หัวหน้าหน่วยของกองโจร ถูกรหัสยะจับตัดแขนตัดขา

สุกรี ผู้อาวุโสรองจากวายุ ถูกรหัสยะจับได้ ได้รับการเยียวยารักษาจากดาริน และในคืนนั้นเองที่เมยานีแหวกค่ายมาช่วยออกไปได้

จิตเสน นายทหารของรหัสยะ คุมกองทัพที่อยู่นอกเมืองในค่ำที่รหัสยะไม่อยู่ และเป็นผู้นำอาหารเที่ยง มาให้คณะเชลย ระหว่างรอเข้าเฝ้าสิงหรา

วาชิกาแม่มดผู้เรืองเวทย์ หยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์มรกตนครมาตลอด จวบจนสมัยกษัตริย์วิษณุพรหมนาถ นางไม่อาจยับยั้งวัยชราได้ จึงต้องอาศัยเลือดจากสาวพรมจรรย์ แต่กษัตริย์วิษณุพรหมนาถไม่ทรงเห็นด้วย จึงถูกสิงหรากำจัดภายใต้ความเห็นชอบของวาชิกา

มหินธา หัวหน้าคณะบริบาลและให้อาหารแก่แม่มดวาชิกา (มี4 คน) รูปร่างสูงเกือบ 7 ฟุต หน้าตาเหี้นมเกรียมตายด้านประดุจผีดิบ
(แงซายจอมจักรา เล่ม 4 หน้า 9961)

สวามิสนารายณ์บิดาของวิษณุพรหมนาถ ปู่ของแงซาย

สัตยันต์ครูดาบของมรกตนคร ผู้ประสิทธิประศาสตร์วิชาดาบให้เมยานี

ขุนพลวรมันต์ บุตรชายคนเดียวของยุทธกะ ขุนศึกเฒ่าคู่พระทัยของชัยสุริยา

ยุทธกะ ขุนศึกเฒ่าคู่พระทัยของชัยสุริยา

พันธุมวดี ลูกชัยสุริยา คู่รักขุนพลวรมันต์ ลูกพี่ลูกน้องจิตรางคนางค์ แต่อายุอ่อนกว่า 10 ปี

ชัยสุริยา กษัตริย์นิทรานครต่อจากมหิทธิเดชะ ก่อนอาณาจักรนิทรานครล่ม

ไอ้พุก ควายเผือก ที่ดุและบ้าเลือดที่สุด สบัดหนีเสือจนเชือกหลุด ในคืนที่ 2 ที่โป่งกระทิง (ไพรมหากาฬ 2 หน้า 567-568)


ยังไม่หมดครับ....
สิ่งนอกเหนือธรรมชาติ



อรัญญานี ภูติต้นตะเคียน ดารินเล่าให้ฟังว่าเป็นหญิงสวยนุ่งผ้ายกสีจำปา สะไบเฉียงสีทอง ผมยาวถึงเอว

ก็องกอย ภูติแห่งไพร เป็นประชากรของนิทรานคร รูปร่างลักษณะ วงหน้าเล็กจิ๋วขนาดเด็ก8ขวบ แต่เหี่ยวย่นแบบคนแก่เหมือนใบหน้าของสัตว์ประหลาดในนรกภูมิ มีสีคล้ำประหนึ่งเปลือกไม้ จมูกแบนแฟบ เห็นแต่รูกลวงลงไปกลางใบหน้าสองรู ปราศจากริมฝีปาก ฟันล่างครอบฟันแถวบนเป็นรูปใบหอกสามซีกเรียงกันอยู่ข้างหน้า และเขี้ยวสองคู่ยาวประมาณองคุลีเศษแทรงประสานกันดุจเขี้ยวงู

ภายใต้เบ้าตากลมถลน ขนาดเกือบเท่าไข่ไก่ มีแสงวาวสะท้อนแสงไฟสว่างแดงฉานราวกับทับทิม และเขี้ยวแหลมยาวขาววับสองคู่โผล่แทรงกันอยู่ในปากที่สยายเหมือนจะยิ้ม ผมยาวเป็นกระเซิงรุงรังปกต้นคอด้านหลัง และแผ่ออกไปรอบๆใบหน้าเหมือนลูกตาลยี ช่วงขายาวเรียว ช่วงแขนสั้นรุงรังไปด้วยขน ท้องป่องพลุ้ย กลิ่นสาปสางคล้ายกลิ่นศพตายซาก ไม่มีเลือด มีแต่ยางหล่อเลี้ยง (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 3630)
ตัวเหมือนเด็ก แต่หน้าเป็นคนแก่ เล็บแหลมเหมือนตีนเหยี่ยว (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 3613)
รอยตีนกว้างประมาณ 3 นิ้ว ยาวเกือบคืบ ลักษณะคล้ายรอยเท้าลิง เว้นแต่ตีนไม่ได้ฉีกกว้างออกไปอย่างลิง แต่อยู่ในมุมแคบชิดกับนิ้วอื่นๆเหมือนตีนคน แต่ละนิ้วเหล่านั้รยาวมีเบาะอุ้งเท้าอยู่เพียงเล็กน้อยใกล้เคียงกับตีนนกตีนกา (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 3615)
มันเคลื่อนไหวไปในลักษณะวิ่งเขย่งเกงกอย (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 3725)

มันตรัย หน้าตอบ ผิวติดกระดูก ตาลึกใหญ่ หัวโล้นเกลี้ยง ห่มผ้าย้อมเปลือกไม้สีคล้ำๆ มีลูกปะคำห้อยคอ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 3994)ชายวัยประมาณ 50 เศษ สูง 6 ฟุต (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4004)ควักนัยน์ตาข้างหนึ่งทำต้มยำรักษาพระเจ้ามหิทธเดชะพ่อของจิตรางคนางค์ (จิตรงคนางค์ 2 หน้า 3285)

เสือสมิง ก็คือวิญญาณตายโหงจากคนที่มันฆ่ากินมากๆเข้าสิง ทำให้เห็นเป็นรูปร่างต่างๆๆด้ในเวลาออกล่าเหยื่อยเพื่อให้หลงเข้าใจผิด อย่างไอ้กุด

สมิงพราย เป็นวิญาณที่ผูกด้วยอาคม หรือม่ายก็เป็นกฤติยามนต์อันแรงฤทธิ์อาถรรพณืที่สุด เชื่อโยงระหว่างเสือกับคน เป็นสิ่งที่ผูกขึ้นด้วยไสยเวทย์ เหมือนๆกับธนูพราย ควายธนูปั้นด้วยเทียนขี้ผึ้งตัวนิดเดียว พอเสกด้วยเวทมนต์ เอาวิญญาณของควายป่าเข้าสิงเท่านั้น มันก็บันดาลเป็นควายตัวใหญ่มหึมา ไล่ขวิดทุกอย่างวอดวายพินาศไปตามแต่เจ้าของจะใช้ สมิงพรายก็อย่างเดียวกับควายธนู บุญคำพยายามจะบอกรพินทร์ว่าเสือหินตัวนั้นเป็น สมิงพราย ที่มีวิญญาณร้ายเข้าสิง พอถอดวิญญาณออกก้เป็นหิน พอวิญญาณเข้าก็เป็นโคร่งดำ บุญคำเล่าให้ฟังตอนเจอ หินรูปโคร่งดำในถ้ำใกล้ๆป่าเถาวัลย์

พันธุมวดี นางพญาองค์นั้น....(จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 2 หน้า 4139) ตะขาบที่กัดไชยยันต์ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 3761) กว้าง1 ฟุต ยาว 3 วา มองไม่ผิดอะไรกับถ่านไฟที่เคลื่อนไหวได้ (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 3771) เขี้ยวของมันขนาดเขี้ยวหมูป่า งอโค้งแหลมเข้าหากัน เป็นสีเหลืองจัด ส่วนปลายอันเรียวแหลมมีสีดำคล้ำ มีท่อน้ำพิษที่ปลายเขี้ยว ไม่ผิดอะไรกับเขี้ยวงู พิษของสันร้ายกาจ ขนาดวิ่งไปไม่กี่ก้าวก็ล้มลง

ตะขาบยักษ์ ซุงขนาดสองคนโอบ สีแดงคล้ำ ส่วนหัวกลมรีประกอบด้วยหนวดสั้นๆสองเส้น จุดดำเหมือนนิลก้อนเท่าครกตำน้ำพริกอยู่ด้านบนทั้งสองข้าง เขี้ยวโง้วเ้าหากันมีขนาดเท่าเขาควายอยู่ในส่วนต่ำของท่อนปลายหัว ถัดมาก็เป็นลำตัวที่เป็นปล้องและเห็นเป็นช่วงติดต่อกัน ลำตัวอันยาวใหญ่โตเหล่านี้วางอยู่บนส่วนที่น่าจะเรียกว่าตีน...แต่ทว่ามันเป็นตีนที่นับจำนวนคู่ไม่ถ้วน (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 3723) เสียงเลื้อดังซู่ๆ มีเสียงพ่นลมฟู่เบาๆออกจากปาก (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 1 หน้า 3727) ตัวยาวร่วม 50 เมตร ลำตัวปานต้นรัง (จอมผีดิบมันตรัยเล่ม 4 หน้า 4834)

ตัวละครภาคจบบริบูรณ์


เส้นทาง : สารบัญ ผ่าเพชรพระอุมา ตัวละคร